'Data Center' กลางเมือง 'คลังน้ำมันแฝงในชุมชน' ที่รัฐไม่ควรมองข้าม

2 ก.ย. 2569 - 18:00

  • 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ถูกจัดเป็นแค่คลังสินค้า แต่แท้จริงคือแหล่งอุตสาหกรรมอันตรายที่เก็บน้ำมันดีเซลสำรองปริมาณมาก

  • นักวิชาการแนะ ควรย้ายไปตั้งในพื้นที่วิจัยหรือมหาวิทยาลัย เพื่อใช้พลังประมวลผลหนุนระบบนิเวศการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน

'Data Center' กลางเมือง 'คลังน้ำมันแฝงในชุมชน' ที่รัฐไม่ควรมองข้าม

ในยุคที่ AI และ Big Data กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยตื่นตัวอย่างมากในการดึงดูดการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล หรือ ดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ในมุมมองของการพัฒนาเมือง การเร่งอนุมัติและจัดวางตำแหน่งที่ตั้งของอาคารประเภทนี้กำลังสร้างคำถามสำคัญ เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์เริ่มรุกคืบเข้ามาตั้งอยู่ใจกลางย่านพาณิชยกรรมและชุมชนที่อยู่อาศัยหนาแน่น

รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับมิติผังเมือง และ ปัญหาการทำความเข้าใจกับดาต้าเซ็นเตอร์พร้อมเสนอทางออกในเรื่องนี้

ดาต้าเซ็นเตอร์ คลังสินค้าที่เพื่อนบ้านไม่ต้องการ

รศ.ดร.พนิต เริ่มต้นอธิบายถึงสถานะของดาต้าเซ็นเตอร์ในมิติการใช้ประโยชน์ที่ดินว่า มีสภาพไม่ต่างจาก "คลังสินค้าขนาดใหญ่" แต่เป็นคลังที่ไร้ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมโดยรอบ

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในมิติของผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดินคืออะไร แท้จริงแล้วมันคือศูนย์รวมข้อมูลขนาดใหญ่ 

แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่า คลังข้อมูลลักษณะนี้ควรตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งใด เช่นเดียวกับคลังสินค้าทั่วไปที่มีข้อกำหนดทางผังเมืองชัดเจนว่าต้องตั้งอยู่บนแนวถนนสายประธาน เพื่อรองรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่วิ่งเข้าออกตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่สามารถตั้งอยู่ใจกลางชุมชนได้ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อการจราจรและความปลอดภัย นั่นคือหลักการพื้นฐานของการจัดวางผังเมือง

ในระดับสากล ปรากฏการณ์คัดค้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ชุมชนกำลังขยายวงกว้าง โดย รศ.ดร.พนิต ยกตัวอย่างกรณีศึกษาในสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน ดาต้าเซ็นเตอร์เริ่มถูกคัดค้านในหลายประเทศทั่วโลก ข้อมูลสำรวจจากเว็บไซต์ด้านการผังเมืองของสหรัฐอเมริกาอย่าง City Journal ระบุว่า ชาวอเมริกันถึง 70% คัดค้านการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใกล้ที่พักอาศัย ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการสำรวจครั้งก่อน

เหตุผลสำคัญประการแรกคือ คลังข้อมูลประเภทนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนโดยรอบ เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งระบบโครงข่ายสัญญาณและเคเบิลใยแก้วนำแสง ส่งผ่านข้อมูลไปยังผู้ใช้งานได้ทั่วโลกโดยไม่จำกัดระยะทาง ผู้ได้รับประโยชน์จึงไม่ใช่คนในพื้นที่ข้างเคียง

ประการที่สองคือ ไม่ก่อให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น หากพิจารณาผังแปลนอาคารของดาต้าเซ็นเตอร์ จะพบว่าเป็นเพียงโกดังขนาดใหญ่ที่ติดตั้งตู้เซิร์ฟเวอร์และฮาร์ดดิสก์ โดยมีห้องควบคุมขนาดเล็กที่ใช้วิศวกรคอมพิวเตอร์ดูแลเพียงไม่กี่คนเท่านั้น จึงเปรียบเสมือนการนำตู้ทึบขนาดใหญ่มาวางไว้กลางชุมชนโดยปราศจากการสร้างงานให้คนในพื้นที่ 

ยิ่งหากชุมชนนั้นขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าหรือคอมพิวเตอร์ ผู้ประกอบการย่อมต้องจ้างงานบุคลากรจากภายนอกทั้งสิ้น

ห้องผ่าตัดที่ไม่ยอมดับไฟ และคลังน้ำมันกลางเมือง

นอกจากประเด็นเรื่องการใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลและการแผ่รังสีความร้อนแล้ว รศ.ดร.พนิต ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงร้ายแรงที่มักถูกละเลย นั่นคือเรื่องของ "ระบบพลังงานสำรอง"

ผลกระทบที่ตามมาแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก คือ การใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลการปล่อยความร้อนสู่อากาศ และที่สำคัญที่สุดคือ ความจำเป็นด้านความต่อเนื่องของการทำงานซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับห้องผ่าตัดในโรงพยาบาล

แน่นอนว่าระบบโครงข่ายไฟฟ้าในเขตเมืองย่อมมีความมั่นคงสูงกว่าพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรม แต่ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่เพียงแต่ใช้ไฟปริมาณมากเท่านั้น หากยังอาจดึงโหลดไฟฟ้าจากระบบส่วนรวม จนต้องเข้ามาขอตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ผังเมืองจัดสรรไว้สำหรับอาคารสูง เช่น พื้นที่สีน้ำตาล (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) หรือพื้นที่สีแดง (พาณิชยกรรม) เพื่อรองรับความต้องการด้านพลังงาน

แต่ความแตกต่างสำคัญคือ อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า หรือคอนโดมิเนียม หากเกิดไฟฟ้าดับเป็นระยะเวลาสั้นๆ ย่อมไม่ก่อให้เกิดความเสียหายขั้นวิกฤต แต่ดาต้าเซ็นเตอร์เปรียบเสมือนห้องผ่าตัดนับร้อยนับพันห้องที่ปฏิบัติงานตลอดเวลาและไม่สามารถปล่อยให้ไฟฟ้าดับได้แม้แต่วินาทีเดียว แม้ระบบสำรองไฟด้วยแบตเตอรี่ (UPS) จะช่วยพยุงระบบได้ 3–5 นาที แต่หากไฟดับต่อเนื่อง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองที่ใช้น้ำมันดีเซลต้องทำงานทันที

ดังนั้น อาคารประเภทนี้จึงจำเป็นต้องมีถังเก็บน้ำมันดีเซลปริมาณมหาศาลเพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำรอง สภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ต่างจากการมีคลังน้ำมันขนาดย่อมตั้งอยู่ใจกลางเมือง เป็นตู้ทึบที่ดึงโหลดไฟฟ้าของเมือง และแฝงความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยซึ่งเป็นสิ่งที่ชุมชนยากจะยอมรับได้

การตีความเป็นแค่ คลังสินค้า แบบผิดๆ

เมื่อพิจารณาถึงมาตรการควบคุมและการจัดเขตพื้นที่ รศ.ดร.พนิต ระบุว่า ปัญหาหลักเกิดจากการที่การประเมินลักษณะทางกายภาพที่แท้จริงของอาคารคลาดเคลื่อน

ปัจจุบันภาครัฐยังคงประเมินเพียงแค่เรื่องปริมาณการใช้ไฟฟ้า จึงตีความดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเพียงคลังสินค้าซึ่งตามหลักผังเมือง คลังสินค้าต้องถูกจัดสรรให้อยู่ในพื้นที่สีม่วง (เขตนิคมอุตสาหกรรม) นอกเมือง 

แต่ผู้ประกอบการมักหลีกเลี่ยงเนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลัก ตั้งอยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ เมื่อต้องการเข้ามาตั้งในเมือง จึงเลือกปักหมุดในพื้นที่สีน้ำตาลหรือสีแดงที่มีโครงข่ายไฟฟ้ารองรับ โดยที่รัฐไม่ได้ตระหนักถึงมิติของการเป็นคลังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่

การที่หน่วยงานรัฐไม่เข้าใจลักษณะเฉพาะของดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้ถูกกำกับดูแลในฐานะคลังสินค้าทั่วไป ทั้งที่ในความเป็นจริง กฎหมายควบคุมคลังน้ำมันมีเกณฑ์กำกับดูแลด้านความปลอดภัยและห้ามตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนอย่างชัดเจน แต่ที่ผ่านมากลับมองไม่เห็นองค์ประกอบของคลังน้ำมันที่ซ่อนอยู่ภายใน

ต้องดีกว่ากฎหมาย ไม่ใช่แค่ทำตามเกณฑ์ขั้นต่ำ

ในเรื่องข้อสงสัยเรื่องการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รศ.ดร.พนิต อธิบายหลักการสำคัญที่สังคมและผู้พัฒนาโครงการมักเข้าใจคลาดเคลื่อน

เจตนารมณ์ของการจัดทำ EIA คือการกำหนดมาตรการที่ 'เข้มงวดและดีกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของกฎหมายทั่วไป' โดยปรับให้สอดรับกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่

หากการทำ EIA เป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมอาคารหรือกฎหมายผังเมืองที่มีอยู่แล้ว ก็ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องจัดทำ 

ตัวอย่างเช่น อาคารแห่งหนึ่งก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ แต่ด้านหลังติดกับโรงเรียนอนุบาล การทำ EIA คือกระบวนการเจรจาเพื่อปรับเปลี่ยนทางเข้าออกเพื่อลดปัญหาการจราจร หรือการปรับตำแหน่งอาคารเพื่อป้องกันมลพิษทางเสียงรบกวนช่วงเวลาพักผ่อนของเด็ก

ดังนั้น EIA จึงไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นข้อตกลงเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ทว่าหากเป็นกรณีที่กระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ อย่างชัดเจน เช่น ความเสี่ยงจากการระเบิดของคลังน้ำมัน โครงการนั้นย่อมต้องไม่ผ่านการอนุมัติตามกฎหมายความปลอดภัยตั้งแต่ต้น โดยไม่จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการจัดทำ EIA 

ทางออกเชิงพื้นที่ ตั้งอยู่กลางศูนย์วิจัยและนวัตกรรม

รศ.ดร.พนิต เสนอโมเดลการจัดวางตำแหน่งที่ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ให้เกิดความคุ้มค่าและสร้างการยอมรับทางสังคม โดยเสนอให้นำไปผนวกเข้ากับย่านนวัตกรรมและสถาบันอุดมศึกษา

ดาต้าเซ็นเตอร์จะได้รับการยอมรับจากสังคม หากนำไปตั้งไว้ในพื้นที่ที่ก่อให้เกิดคุณค่าร่วม เช่น ใจกลางศูนย์วิจัยปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์นวัตกรรม หรือนิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องพึ่งพาการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่เป็นหลัก

กรณีศึกษาในประเทศจีนเมื่อกว่าสิบปีก่อน ณ ศูนย์นวัตกรรมการแพทย์ แกนกลางของพื้นที่ไม่ใช่โรงพยาบาล แต่เป็นศูนย์ข้อมูลร่วมกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีขีดความสามารถในการประมวลผลภาพจำลองโครงสร้างหลอดเลือดและข้อต่อของผู้ป่วยได้แบบเรียลไทม์ขณะแพทย์ทำการผ่าตัด ซึ่งกลายเป็นแรงดึงดูดสำคัญให้ศูนย์วิจัย บริษัทยา และผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ระดับโลกเข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่ เพื่อร่วมใช้โครงสร้างพื้นฐานในการต่อยอดงานวิจัย

สำหรับประเทศไทย หากต้องการวางตำแหน่งที่ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ควรเริ่มต้นจากพื้นที่ที่มีระบบนิเวศการวิจัยรองรับ เช่น พื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ พื้นที่สถาบันอุดมศึกษาด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ รวมถึงคณะเกษตรศาสตร์ที่ขับเคลื่อนเรื่องเกษตร

การส่งเสริมให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนในลักษณะเดียวกับโมเดลโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย จะเปิดโอกาสให้อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาได้เข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อการเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรมไปพร้อมกัน

ดาต้าเซ็นเตอร์จึงไม่ใช่เพียงอาคารคลังสินค้าที่จะนำไปวางไว้ ณ จุดใดก็ได้ แต่ต้องมีระบบนิเวศของการค้นคว้าวิจัยรองรับ มีการออกแบบพื้นที่จัดเก็บเชื้อเพลิงอย่างรัดกุม มีเส้นทางคมนาคมที่เหมาะสม ตลอดจนแผนเผชิญเหตุด้านความปลอดภัยและภัยพิบัติที่ได้มาตรฐานสากล ไม่ใช่การนำสิ่งปลูกสร้างทึบตันที่มีความเสี่ยงสูงไปตั้งไว้ใจกลางชุมชน โดยที่ประชาชนรอบข้างไม่ได้รับประโยชน์ใดตอบแทน

มุมมองของ รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา สะท้อนให้เห็นว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI จะต้องไม่มองข้ามมิติของ "ผังเมืองและความปลอดภัยสาธารณะ" รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องตีความลักษณะเฉพาะของดาต้าเซ็นเตอร์ให้ทะลุปรุโปร่ง ไม่มองเพียงตัวเลขเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องกำกับดูแลให้มีพื้นที่ตั้งที่สร้างคุณค่าร่วมแก่ระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างแท้จริง มิใช่การทิ้งความเสี่ยงและต้นทุนแฝงไว้ให้ชุมชนเมืองแบกรับในระยะยาว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์