ย้อนชะตา ‘อธิบดี DSI’ โดน ‘การเมือง’ ลิขิต มรสุม ‘นิติสงคราม’

24 ก.ย. 2569 - 19:00

  • ย้อนชะตา ‘อธิบดี DSI’ เมื่อทุกการโยกย้ายถูกจับตา ทุกคดีถูกเชื่อมโยง สู่คำถามสำคัญว่า ‘DSI’ จะเดินบนเส้นทางยุติธรรมอย่างไร

ย้อนชะตา ‘อธิบดี DSI’ โดน ‘การเมือง’ ลิขิต มรสุม ‘นิติสงคราม’

เก้าอี้ ‘อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ’ หรือ DSI อาจไม่ใช่เก้าอี้ที่มีอำนาจสูงสุดในระบบราชการ แต่กลับเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่ถูกจับตาทางการเมืองมากที่สุด ด้วยภารกิจที่เกี่ยวพันกับคดี ที่มีทั้งนักการเมือง กลุ่มทุน และความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ไม่น้อย

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ชื่อของอธิบดี DSI หลายคน ไม่ได้จบลงเพียง ‘การโยกย้ายราชการ’ แต่บางรายต้องเผชิญ ทั้งคำสั่งย้าย ไปจนถึงการถูกดำเนินคดีเสียเอง

info-dsi-24sep-2026_02-2.jpg

‘ธาริต’ จากคนกลาง 2 ขั้ว สู่จุดจบหลังรัฐประหาร

ชื่อที่สะท้อนภาพ ‘DSI กับการเมือง’ ได้ชัด คือ ‘ธาริต เพ็งดิษฐ์’ อดีตอธิบดี DSI ซึ่งเติบโตจากสำนักงานอัยการสูงสุด ก่อนเข้ามาช่วยราชการในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และก้าวเข้าสู่ DSI ก่อนขึ้นเป็นอธิบดีในปี 2552

‘ธาริต’ สามารถอยู่ในเก้าอี้อธิบดีต่อเนื่อง ทั้งในช่วงรัฐบาลประชาธิปัตย์ และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แม้ในช่วงการเมืองขัดแย้งรุนแรง DSI จะรับผิดชอบคดีที่เกี่ยวข้องกับคู่ขัดแย้งทางการเมืองโดยตรง

แต่เมื่อเกิดรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เส้นทางของ ‘ธาริต’ ก็เปลี่ยนทันที เขาถูกย้ายออกจาก DSI ก่อนจะเผชิญคดีและกระบวนการตรวจสอบทรัพย์สิน โดย ป.ป.ช.ชี้มูลกรณีร่ำรวยผิดปกติและส่งเรื่องให้ยึดทรัพย์ รวมถึงถูกลงโทษไล่ออกจากราชการในเวลาต่อมา

กระทั่ง 10 กรกฎาคม 2566 ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกธาริต 2 ปี ไม่รอลงอาญา ในคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบจากการดำเนินคดี ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ–สุเทพ เทือกสุบรรณ’ กรณีสลายการชุมนุมปี 2553 โดยศาลเห็นว่า มีเจตนากลั่นแกล้ง

จากข้าราชการที่ผ่านรัฐบาลต่างขั้วมาได้ กลายเป็น ‘อดีตอธิบดี’ ที่ต้องเข้าสู่ ‘เรือนจำ’


‘สุริยา’ เจอแรงกระเพื่อมจาก ‘หมูเถื่อน’

ในปี 2566 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล นั่งเก้าอี้อธิบดี DSI ท่ามกลางภารกิจสำคัญหลายด้าน ก่อนจะถูก ครม. มีมติวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ให้พ้นจากตำแหน่งไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม

ในเวลานั้น DSI กำลังเดินหน้าคดี ‘หมูเถื่อน’ และเข้าตรวจค้นบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ เพื่อตรวจสอบเอกสารการรับซื้อชิ้นส่วนหมูจากบริษัทที่เป็นผู้ต้องหาในคดี แต่เพียง 1 วันต่อมา ครม.กลับมีมติย้าย ‘สุริยา’ ไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม จึงเกิดข้อสงสัยทันทีว่าเกี่ยวข้องกับการขยายผลคดีหมูเถื่อนหรือไม่

แต่รัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมขณะนั้นออกมาปฏิเสธว่า การโยกย้ายไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีหมูเถื่อน โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ให้เหตุผลว่า ‘สุริยา’ มีประสบการณ์เหมาะสมกับตำแหน่งรองปลัดฯ ให้เข้ามาช่วยขับเคลื่อนงานนโยบายของกระทรวง

แต่จังหวะ ‘ตรวจค้น–เปลี่ยนตัวอธิบดี’ ที่เกิดขึ้นแบบติดๆ กัน ก็ทำให้เก้าอี้ DSI ถูกจับตาในมิติการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


‘ยุทธนา’ จากมือทำคดี สู่จุดเปลี่ยน ‘ฮั้ว สว.’

จากนั้นชื่อของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ขึ้นมาแทนที่ ‘เขา’ เป็นสายสอบสวนที่เติบโตมากับ DSI ผ่านคดีสำคัญ ทั้งคดีความมั่นคง การชุมนุมทางการเมือง และคดี STARK ก่อนขยับขึ้นเป็นอธิบดี DSI ในปี 2567

ชื่อของ ‘ยุทธนา’ ต้องมาอยู่กลางสมรภูมิ เมื่อ DSI เดินหน้าคดี ‘ฮั้ว สว.’ แต่แล้ว 22 กันยายน 2569 ครม.กลับมีมติให้โอน ‘ยุทธนา’ ไปเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระดับนักบริหารระดับสูง โดยรัฐบาล ยืนยันว่าเป็นการขยับตำแหน่งขึ้นระดับ 11 และไม่เกี่ยวข้องกับ ‘คดีฮั้ว สว.’ เลย!

แต่จังหวะการเปลี่ยนตัว...ดันเกิดขึ้นในช่วงที่คดีฮั้ว สว.กำลังเดินมาถึงช่วงสำคัญ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามตามมาอยู่ดี


‘ปิยะ’ ลูกหม้อ DSI กับเก้าอี้ที่มาพร้อมคำถาม

ชื่อที่เข้ามารับช่วงต่อคือ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อดีตอธิบดีกรมคุมประพฤติ และอดีตผู้บริหาร DSI

‘ปิยะ’ เป็น ‘ลูกหม้อ’ DSI เติบโตจากสายสอบสวนคดีพิเศษ เคยทำคดีการชุมนุมทางการเมืองปี 2553 และคดีแชร์ลูกโซ่ ก่อนขึ้นเป็นรองอธิบดี DSI ในปี 2565 จากนั้นย้ายไป ศอ.บต. และกลับมาเป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ

22 กันยายน 2569 ครม.มีมติแต่งตั้ง ‘ปิยะ’ เป็นอธิบดี DSI คนใหม่ แต่เก้าอี้ใหม่มาพร้อม ‘คำถาม’ อีกแล้ว! เพราะ ‘ปิยะ’ เป็นประธานอนุกรรมการวินิจฉัยและชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ของ กกต.ในการตรวจสอบกรณีการฮั้ว สว. ซึ่งคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 ราย รวมถึงแกนนำของพรรคภูมิใจไทยรวมอยู่ด้วย ผลการพิจารณาปรากฏว่า ‘ปิยะ’ เป็นหนึ่งในอนุกรรมการ “เสียงข้างมาก (มติ 5 ต่อ 2)” ที่เห็นควรให้ ยกคำร้องและยุติเรื่องตรวจสอบทั้งหมด ส่งผลให้ข้อกล่าวหาต่อผู้เกี่ยวข้องตกไป

นอกจากนี้ ยังมีภาพที่ ‘ปิยะ’ ยืนรอต้อนรับและไหว้ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ที่สนามบินบุรีรัมย์ ซึ่งถูกนำมาตั้งข้อสังเกตเรื่องความเป็นกลางทางการเมืองอย่างแน่นอน

แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็ยังยืนยันว่า การแต่งตั้งพิจารณาจากความเหมาะสมและผลงานย้อนหลัง 2 ปี พร้อมปฏิเสธว่า ไม่ใช่การแต่งตั้งเพื่อตอบแทนหรือเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.


จาก ‘ธาริต’ ถึง ‘ปิยะ’ เรื่องเดิมๆ ที่ยังไม่เปลี่ยน

จาก ‘ธาริต สุริยา ยุทธนา มาถึงปิยะ’ ภาพที่เห็นอาจแตกต่างกันไปตามยุคและรัฐบาล แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ อธิบดี DSI อาจไม่ได้ทำงานอย่างอิสระจากการเมืองเท่าใดนัก

เมื่ออธิบดีคนหนึ่งเปลี่ยน คดีสำคัญบนโต๊ะก็ถูกจับตามองไปด้วยว่า ทิศทางที่กำลังเดินอยู่ จะเปลี่ยนตามหรือไม่ และนี่คือมรสุมที่อธิบดี DSI ทุกยุคต้องเผชิญและต้องเลือก ระหว่าง ‘ความยุติธรรม กับ อำนาจทางการเมือง’

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์