สั่งฟ้อง 'ฮั้ว สว.' ไร้ชื่อ ‘เนวิน-อนุทิน’ เหตุไม่มีหลักฐานเพียงพอ เตรียมเปิดรายชื่อ 77 ผู้ถูกร้อง

14 ก.ย. 2569 - 19:07

  •  โต้ ‘อดีต กกต.’ บอก เคยอยู่บ้านเดียวกัน ก็ควรรักษาบ้านเดิม แจงเหตุยกข้อกล่าวหา 1-2 ชี้ ‘พยานรหัส 16/26’ ไม่น่าเชื่อถือ 

  • ย้ำ ‘กกต.’ ออกมติครบทุกคน ไม่มีใครถอนตัว ชี้ หากมีคนไปยื่นฟ้อง ก็ห้ามเขาไม่ได้ แต่ไม่ได้ท้าทายอะไร

สั่งฟ้อง 'ฮั้ว สว.' ไร้ชื่อ ‘เนวิน-อนุทิน’ เหตุไม่มีหลักฐานเพียงพอ เตรียมเปิดรายชื่อ 77 ผู้ถูกร้อง

ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำโดย ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. แถลงผลประชุมการลงมติของ กกต.ในสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สรุปข้อกล่าวหา 1-7 กกต.มีมติ สั่งฟ้องทั้งหมด 77 คน ซึ่งจะมีการเปิดเผยรายชื่อทั้งหมดต่อไป

ECT-senate-77-Narong-14sep2026-SPACEBAR-Photo01.jpg

ณรงค์ ได้ตอบคำถามสื่อมวลชน โดยย้ำว่า การที่ กกต.มีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกา ยังไม่ได้หมายความว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 77 คนกระทำความผิด แต่เป็นการส่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานต่อไป 

ส่วนกรณีอดีต กกต.บางรายออกมาแสดงความคิดเห็น หรือชี้นำสังคมเกี่ยวกับการทำงานของ กกต.ชุดปัจจุบัน ณรงค์ กล่าวว่า เมื่อคนเหล่านั้น เคยอยู่ในบ้านกกต.เดียวกัน หากเห็นว่า มีสิ่งใดผิด ก็ต้องว่ากันไปตามผิด และสิ่งใดถูก ก็ต้องว่ากันไปตามถูก “เมื่อเคยอยู่บ้านนี้ ทำไมไม่รักษาบ้านเดิมของท่านบ้าง” 

ECT-senate-77-Narong-14sep2026-SPACEBAR-Photo02.jpg

จากการพิจารณาพยานหลักฐาน เห็นว่าพยานบางปากมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะพยานที่กลับคำให้การ ที่ผ่านมา เคยมีกรณีที่พยานลักษณะดังกล่าว ถูกศาลลงโทษมาแล้ว ตนเองเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน จึงให้ความสำคัญกับการชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยาน ทั้งในประเด็นภูมิหลังทางการเมือง ความสอดคล้องของคำให้การ และระยะเวลาที่พยานเข้าให้การหลังเกิดเหตุ 

สำหรับพยานรหัส 16/26 ณรงค์ระบุว่า หากตรวจสอบประวัติจะพบว่า เคยถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 11 ปี ในคดีเกี่ยวกับการอายัดย่อยสหกรณ์ออมทรัพย์ครู มูลค่าเกือบ 500 ล้านบาท และปัจจุบันถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจากคดีจริยธรรม จึงต้องนำประวัติและความน่าเชื่อถือมาประกอบการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน 

ณรงค์ กล่าวส่วนตัวเห็นว่า ไม่สามารถรับฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 เนื่องจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหาไม่พบความผิดปกติ ขณะที่ข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์  แม้จะพบว่ามีการโทรศัพท์หากันบ้าง  แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการพูดคุยกันในเรื่องใด 

ส่วนกรณีการพบปะที่โรงแรมพูลแมน หลังการเลือก สว. มีพยานกล่าวถึงการพบ เนวิน ชิดชอบ และ อนุทิน ชาญวีรกูล แต่ไม่มีรายละเอียด หรือพยานหลักฐานชัดเจนว่าบุคคลทั้งสองเดินทางไปพบกันเพื่อดำเนินการใด จึงสามารถเป็นไปได้หลายทาง ทำให้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ ที่จะชี้ว่า มีการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1  

หลักสำคัญในการพิจารณาของตนเอง คือ ต้องยึดพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก และใช้หลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตามกฎหมาย ตนเองไม่สามารถตอบแทนกรรมการการเลือกตั้งคนอื่นได้ แต่เชื่อว่า กกต.ทุกคนจะใช้ดุลพินิจ และหลักเกณฑ์ในการพิจารณาพยานหลักฐานอย่างเหมาะสม 

ECT-senate-77-Narong-14sep2026-SPACEBAR-Photo03.jpg

สำหรับข้อกล่าวหาที่ 1 เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า ยังรับฟังไม่ได้ จึงมีผลต่อเนื่องไปยังข้อกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการได้รับความช่วยเหลือในการเลือก สว. โดยยังไม่สามารถรับฟังได้ว่า บุคคลที่มีชื่อในสำนวน ได้รับความช่วยเหลือดังกล่าว 

ณรงค์ ระบุอีกว่า บุคคลกลุ่มนี้ ยังอาจถูกพิจารณาในข้อกล่าวหาอื่น ที่มีพยานหลักฐานแตกต่างกัน เช่น การจูงใจให้เลือกตนเอง หรือการจัดทำโพย และการดำเนินการในลักษณะอื่น จึงเป็นเหตุให้ สว.กลุ่มหนึ่งจำนวน 26 คน ถูก กกต.มีมติส่งคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อพิจารณาเรื่องการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และบางรายอาจมีประเด็นดำเนินคดีอาญาตามข้อกล่าวหาอื่นต่อไป 

ECT-senate-77-Narong-14sep2026-SPACEBAR-Photo04.jpg

ณรงค์ ยังกล่าวถึงสำนวนของ DSI ว่า ก็ดำเนินคดีไป ชุดที่ 26 มีเจ้าหน้าที่ DSI อยู่ด้วย ซึ่งเส้นเงิน และโทรศัพท์ได้รับมาจาก DSI  มติของตนเองไม่ต่ำกว่า 20 ถึง 30 เรื่องเห็นด้วยกับชุดที่ 26 ในการลงโทษผู้กระทำความผิด ย้ำว่า การไต่สวนไม่ว่าจะของชุดที่ 26  การทำความเห็นของเลขาธิการ กกต. และคณะอนุฯ ที่ 36 มีส่วนสำคัญในการพิจารณาสำนวนของ กกต.ทุกคน   

แต่ไม่ได้หมายความว่า จะไปจี้เอาความเห็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง บางครั้งมีเหตุผลข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่ฟังได้ ก็นำเหตุผลมาพิจารณา หรือนำมาครึ่งหนึ่ง ดังนั้น กกต.แต่ละคนมีดุลพินิจ มติหรือความเห็นชุดที่ 26 ความเห็นของเลขาธิการ กกต.และชุดที่ 36 ไม่ได้ผูกมัดกกต. และประเด็นที่สำคัญ ตนเองทำคำวินิจฉัยเองเช่นข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2    

ในส่วนของการพิจารณาส่งศาลเป็นบางส่วน และคนการเมืองไม่โดน อาจกลายเป็นว่า กกต.ฟอกขาว สำนวนในส่วนของอั้งยี่ ซ่องโจรในคณะที่ 26 ซึ่งรวบตึงมาจากดีเอสไอ ตรงนี้เป็นการตีตกไปด้วยหรือไม่ หรือต้องพิจารณาเรื่องต่อไปได้หรือไม่นั้น ณรงค์ กล่าวว่า DSI จะดำเนินการอย่างไร ก็เป็นตามขั้นตอนของ DSI ไม่ใช่ กกต.ปฏิเสธรับพยานหลักฐาน แต่ กกต.ได้พยานหลักฐานมาจาก DSI ดังนั้น ทั้ง 2 รายงาน ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด 

ECT-senate-77-Narong-14sep2026-SPACEBAR-Photo05.jpg

ณรงค์ ชี้แจงถึงกรณีการสั่งฟ้อง 26 สว.ชุดปัจจุบัน ในข้อกล่าวหาที่ 3 คือผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด ในการแนะนำตัวตามมาตรา 36 และมาตรา 70 ว่า ข้อกล่าวหานี้คือแนะนำตัวไม่เป็นไปตามระเบียบที่ กกต.กำหนด รองเลขาธิการ กกต.ชี้แจงแล้วว่า ข้อหานี้ถ้าจะผิด ควรมีลักษณะองค์ประกอบอย่างไร

ณรงค์ ระบุ ต้องยอมรับว่า รัฐธรรมนูญออกแบบมาซับซ้อนมาก ในการที่คุณจะได้เป็น สว. ออกแบบมาแบบอย่างไร คุณลองไปดูดิ ตนเองคิดว่าคุณดู 10 รอบก็ไม่เข้าใจ ให้คนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มาเลือก ทั่วประเทศ กลุ่มไหนก็ไม่รู้ 20 กลุ่ม สุดท้ายต้องมาเลือกกัน คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา การไปแนะนำตัว รวมกลุ่มต่าง ๆ เยอะแยะมหาศาล คิดว่าทุกคนที่ลง แบ่ง 2 กลุ่ม 1.คนตั้งใจเป็น สว.จริง ๆ กับ 2.เข้ามาเป็นโหวตเตอร์  “เพราะฉะนั้น คนสมัครถึงมหาศาล การแนะนำตัว การไปพบปะกัน ผมคิดว่ายอมรับความจริง มันทำได้ นอกจากสำนวนนี้ ยังเหลืออีก 3 สำนวน แต่ยังไม่มีการเรียกร้องว่า ทำไมไม่เสร็จซักทีหนึ่ง ลองไปดูแล้วกันว่า เป็นสำนวนเกี่ยวกับใครที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ผู้ถูกร้องเยอะพอสมควร” ณรงค์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต.ที่ได้เก็บโพยจากผู้สมัครในวันเลือก สว.ระดับประเทศ ได้มีการชี้แจงต่อที่ประชุม กกต.หรือไม่ และในโพยเขียนว่าอย่างไร ณรงค์ กล่าวว่า ฐิติเชษฐ์ เคยชี้แจงในที่ประชุม กกต.ในขณะนั้นไปแล้ว โดยเมื่อเวลานั้น ตนเองยังไม่ได้เป็น กกต. ส่วนท่านดำเนินการอย่างไร ต้องย้อนบริบทในตอนนั้นว่า มีวิธีการอย่างไร มีการเอาโพยเข้าไปได้หรือไม่ได้ รองเลขาธิการ กกต.ชี้แจงไปแล้ว ส่วนเห็นอะไรหรือไม่ เจอท่านลองถามท่านเอง

เมื่อถามว่า คดีนี้ กกต.ร่วมกันลงมติครบทุกคนหรือไม่ ณรงค์ กล่าวว่า ครบทุกคน ไม่มีใครถอนตัว กกต.ต้องทำหน้าที่ ใครถอนตัวผิดจริยธรรม ต้องถูกปลด ทุกคนต้องทำหน้าที่ มาลงมติ มาร่วมพิจารณาคดีนี้

เมื่อถามอีกว่า มติของ กกต.ครั้งนี้ อาจทำให้มีคนไปยื่นฟ้องต่อ กกต. เตรียมพร้อมอย่างไร ณรงค์ คิดว่า เราทำตามกรอบของกฎหมาย ที่ตนเองมานั่งตรงนี้ กล้าสู้หน้าท่าน เพราะตนเอาความจริงมาพูด ไม่ได้ปิดบัง ถ้าคนจะฟ้อง เราห้ามเขาไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ท้าทายอะไร ถ้าฟ้องเราก็คงชี้แจงให้ศาลทราบว่า กกต.ทุกคน คิดว่า ท่านไม่มีเกราะป้องกันเลย เกราะป้องกันคืออะไร ก็คือการปฏิบัติตามกฎหมาย ตนเองเคยอยู่ศาล เกราะป้องกันของศาลคือ การละเมิดอำนาจศาล ถ้าวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่ไม่ถูกต้อง  “ผมมายืนตรงนี้ไม่มีอะไรป้องกัน ได้คุยกับ กกต.หลายท่าน เกราะป้องกันของพวกเราคือ การปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ อธิบายต่อสังคมให้ได้ว่า สิ่งที่เราชี้ไป มีคำอธิบายหรือไม่ คิดว่ามีความชัดเจน ก็อยากให้ท่านใช้วิจารณญาณว่า กกต.ไม่เคยทำอะไรที่นอกลู่นอกทาง" ณรงค์ กล่าว

ECT-senate-77-Narong-14sep2026-SPACEBAR-Photo06.jpg

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 7 ข้อกล่าวหา มีดังนี้ ข้อกล่าวหาที่ 1 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ใดกระทำการโดยวิธีใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 - 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น

ECT-senate-77-Narong-14sep2026-SPACEBAR-Photo08.jpg

ข้อกล่าวหาที่ 2 มาตรา 76 วรรคสอง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “ผู้สมัครใดยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 - 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น

ข้อกล่าวหาที่ 3 มาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “แนะนำตัวไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด” อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561)

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี

ECT-senate-77-Narong-14sep2026-SPACEBAR-Photo07.jpg

ข้อกล่าวหาที่ 4 - 7 ประกอบด้วย ข้อกล่าวหาที่ 4 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (1) พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “จัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 - 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี และให้ถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจได้

ข้อกล่าวหาที่ 5 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 - 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ข้อกล่าวหาที่ 6 มาตรา 79 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “เรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครรับเลือกหรือไม่ลงสมัครรับเลือกเพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครผู้ใด”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 - 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ข้อกล่าวหาที่ 7 มาตรา 81 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 - 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 - 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์