จากฝรั่งเศสสู่ไทย จับตา ‘ยุโรปสปริง’ : ‘ระเบิดเวลา’ ความขัดแย้งสะสม แรงปะทุที่อาจสะเทือนถึง ‘อาเซียน’

22 ต.ค. 2569 - 15:07

  • ‘ผู้เดือดร้อน-ผู้ฉวยโอกาส-กลุ่มการเมือง’ 3 ปัจจัยขยายความขัดแย้ง

  • ‘โซเชียลมีเดีย’ เร่งการชุมนุม ‘ไทย’ ยังมีปัจจัยเสี่ยงสะสม

  • ‘ไทย-อาเซียน’ ระวัง 'ระเบิดเวลา'

จากฝรั่งเศสสู่ไทย จับตา ‘ยุโรปสปริง’ : ‘ระเบิดเวลา’ ความขัดแย้งสะสม แรงปะทุที่อาจสะเทือนถึง ‘อาเซียน’

การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ใน ‘ฝรั่งเศส’ ช่วงกลางเดือนตุลาคม 2569 เริ่มต้นจากความไม่พอใจต่อปัญหาในระบบการศึกษา ก่อนขยายวงสู่แรงงานและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาล จนเกิดการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ เหตุปล้นสะดมและเผาทำลายอาคาร มีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 1,000 คน ท่ามกลางกระแสการชุมนุมที่ขยายไปยังประเทศอื่นในยุโรป

ว่ากันว่าสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความไม่พอใจของประชาชน ที่อาจมีจุดเริ่มต้นจากปัญหาเฉพาะด้าน แต่สามารถขยายวงกว้างเมื่อมีปัจจัยอื่นเข้ามาผสม ทั้งความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ ความไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล และการเข้ามาฉวยโอกาสของกลุ่มที่ต้องการใช้ความวุ่นวายเพื่อเป้าหมายของตนเอง ขณะที่โซเชียลมีเดียยิ่งทำให้การรวมตัวและการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

แม้ ‘ไทย’ และประเทศในอาเซียนจะมีบริบทแตกต่างจากยุโรป แต่ต่างมีปัจจัยความขัดแย้งสะสม ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ การทุจริตคอร์รัปชัน ความไม่พอใจต่อรัฐบาล และข้อเรียกร้องทางการเมือง ซึ่งจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ก่อนที่ความไม่พอใจจะขยายตัวและถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มที่ต้องการผลประโยชน์ทางการเมือง

‘ผู้เดือดร้อน-ผู้ฉวยโอกาส-กลุ่มการเมือง’ 3 ปัจจัยขยายความขัดแย้ง

‘ศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร’ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคง มองว่า การชุมนุมในยุโรปมีทั้งปัจจัยร่วมและปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศ โดย ‘ฝรั่งเศส’ เริ่มจากปัญหาการศึกษา ขณะที่ ‘สเปน’ และ ‘โปรตุเกส’ มีประเด็นค่าครองชีพและค่าเช่าที่อยู่อาศัย ส่วน ‘อิตาลี’ มีทั้งปัญหาเศรษฐกิจและการต่อต้านสงครามเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่อาจเหมารวมว่าการประท้วงในทุกประเทศมีสาเหตุเดียวกัน

เมื่อพิจารณาจากปัจจัยร่วม สามารถแบ่งองค์ประกอบสำคัญออกเป็น 3 กลุ่ม

  1. ประชาชนที่เดือดร้อนและไม่พอใจต่อระบบ
  2. กลุ่มที่เข้ามาฉวยโอกาสเมื่อการชุมนุมขยายตัว
  3. กลุ่มการเมืองที่อาจได้รับประโยชน์จากความวุ่นวาย

โดยทั้งสามส่วนสามารถเชื่อมโยงกันและทำให้การชุมนุมที่เริ่มจากข้อเรียกร้องเฉพาะเรื่องขยายไปสู่ความขัดแย้งที่ซับซ้อนขึ้น

“กลุ่มแรกต้องมีพื้นฐานมาจากคนที่เดือดร้อน ไม่พอใจกับระบบ ไม่พอใจกับวิธีการแก้ปัญหา แต่เมื่อการชุมนุมขยายตัวออกไป ก็จะมีผู้ฉวยโอกาสเข้ามา ทั้งกลุ่มที่ก่อจลาจล ปล้นสะดม หรือกลุ่มสุดโต่งที่ต้องการเพิ่มความเข้มข้นให้กับสถานการณ์”

'ปณิธาน' อธิบายว่า จุดเริ่มต้นของการชุมนุมจำนวนมากมาจากความเดือดร้อนที่มีอยู่จริง เช่น ปัญหาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยของฝรั่งเศส หรือภาระค่าครองชีพในบางประเทศของยุโรป แต่เมื่อสถานการณ์ขยายจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกหลายพื้นที่ ก็อาจมีกลุ่มที่ไม่ได้มีความเดือดร้อนตรงกับข้อเรียกร้องตั้งต้นเข้ามาใช้ประโยชน์จากสถานการณ์

‘กลุ่มฉวยโอกาส’ อาจมีตั้งแต่ผู้ก่ออาชญากรรมที่เข้ามาปล้นสะดม ไปจนถึงกลุ่มสุดโต่งที่ไม่พอใจต่อระบบการเมืองอยู่ก่อนแล้ว และใช้การชุมนุมเป็นช่องทางเพิ่มระดับความรุนแรง ขณะที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มเหล่านี้อาจทำให้ข้อเรียกร้องของประชาชนที่เดือดร้อนจริงถูกบดบังด้วยเหตุปะทะและความเสียหายที่ตามมา

อีกองค์ประกอบที่ต้องจับตาคือ ‘กลุ่มการเมือง’ ที่เข้ามาแสวงประโยชน์จากเหตุการณ์ โดยเฉพาะเมื่อประเทศกำลังเข้าใกล้ช่วงเลือกตั้ง การกล่าวโทษรัฐบาลว่าไร้ความสามารถหรือไม่เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อาจกลายเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางการเมือง และยิ่งทำให้ความขัดแย้งซับซ้อนขึ้น

กรณี ‘ฝรั่งเศส’ ยังสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างความเดือดร้อนเฉพาะกลุ่มกับปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ การจ้างงานที่ไม่กระเตื้อง และความไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล เมื่อปัญหาเหล่านี้สะสมเป็นเวลานาน ความไม่พอใจจึงอาจขยายจากข้อเรียกร้องเฉพาะเรื่องไปสู่ความรู้สึกว่าระบบโดยรวมไม่สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้

เมื่อถามว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นจะเรียกว่า ‘ยุโรปสปริง’ (European Spring) ได้หรือไม่ ปณิธานมองว่า ยุโรปอาจมีปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวของตัวเองเป็นระยะ คล้ายการผลิดอกออกใบอีกครั้ง หลังเคยเกิดการประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองในฝรั่งเศส แต่สถานการณ์ครั้งนี้มีความซับซ้อนจากการเข้ามาฉวยโอกาสของกลุ่มต่างๆ ทั้งยังมีปัจจัยการเมืองและโซเชียลมีเดียเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงต้องจับตาว่าการเคลื่อนไหวจะขยายตัวไปในทิศทางใด

อย่างไรก็ตาม การมีความไม่พอใจไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์จะต้องนำไปสู่ความรุนแรงเสมอไป สิ่งสำคัญคือการตอบสนองของรัฐบาล การจัดการข้อเรียกร้อง และความสามารถในการป้องกันไม่ให้ผู้ฉวยโอกาสเข้ามาเพิ่มระดับความขัดแย้ง

‘โซเชียลมีเดีย’ เร่งการชุมนุม ‘ไทย’ ยังมีปัจจัยเสี่ยงสะสม

อีกปัจจัยที่ทำให้การชุมนุมขยายตัวได้รวดเร็ว คือโซเชียลมีเดีย (social media) ซึ่งช่วยให้ผู้คนติดต่อกัน นัดหมาย และรวมตัวได้ในเวลาอันสั้น ขณะเดียวกันยังเป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูลและเชื่อมโยงกลุ่มเคลื่อนไหวข้ามพื้นที่ จนทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าที่ภาครัฐจะรับมือได้ทัน

“โซเชียลมีเดียเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้สถานการณ์บานปลายได้เร็ว นัดได้เร็ว และชุมนุมได้เร็ว มันไม่ได้เป็นแค่ช่องทางสื่อสาร แต่ยังใช้ผลักดันการเคลื่อนไหว ประสานงาน เชื่อมโยงกลุ่มต่างๆ และเปิดประเด็นได้ด้วย”

‘ปณิธาน’ ยกตัวอย่างคำอธิบายของรัฐมนตรีมหาดไทยเบลเยียมเกี่ยวกับบทบาทของ TikTok ในการประสานงานและผลักดันการเคลื่อนไหว โดยชี้ให้เห็นว่า แพลตฟอร์มออนไลน์สามารถทำหน้าที่มากกว่าการเผยแพร่ข่าวสาร แต่ยังช่วยเชื่อมโยงผู้คนและทำให้การนัดหมายชุมนุมเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

อีกด้านหนึ่ง โซเชียลมีเดียเปิดพื้นที่ให้กลุ่มการเมืองและผู้ที่ต้องการแสวงประโยชน์จากเหตุการณ์เข้ามามีบทบาทได้เช่นกัน เมื่อข้อมูลและความคิดเห็นแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การนำเสนอเหตุการณ์เพียงบางด้านหรือการใช้กระแสความไม่พอใจเพื่อปลุกเร้าอารมณ์อาจทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นได้

สำหรับ ‘ประเทศไทย’ ปัจจัยความขัดแย้งมีหลายมิติ ตั้งแต่ข้อเรียกร้องทางการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความไม่พอใจต่อการทำงานของรัฐบาล ไปจนถึงความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจและการจัดการปัญหาน้ำท่วมหรือการช่วยเหลือผู้ประสบภัย แม้ข้อเรียกร้องเหล่านี้จะแตกต่างจากประเด็นในยุโรป แต่ก็อาจสะสมเป็นความไม่พอใจต่อการบริหารประเทศได้เช่นกัน

ประเทศไทยยังมีประสบการณ์จากการชุมนุมทางการเมืองหลายช่วง ตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 และพฤษภาคม 2535 ไปจนถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อเหลือง เสื้อแดง และขบวนการเยาวชนในระยะหลัง ประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยมีรากฐานและเงื่อนไขเฉพาะ ไม่อาจนำสถานการณ์ในยุโรปมาเทียบเคียงโดยตรงได้ทั้งหมด

อาจารย์ปณิธานชี้ว่า การรับมือกับความเคลื่อนไหวในยุคนี้จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงสังคม (social listening) หรือการติดตามและทำความเข้าใจสิ่งที่ประชาชนกำลังสะท้อนออกมา ทั้งความต้องการ ข้อกังวล และความไม่พอใจ เพื่อให้ภาครัฐตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างเหมาะสม ไม่ใช่เพียงติดตามว่ากระแสบนโลกออนไลน์กำลังเคลื่อนไปในทิศทางใด

“โลกสมัยใหม่ที่มีขบวนการทางโซเชียลมาเคลื่อนไหวอยู่ จะต้องมีการรับฟังเสียงเหล่านี้ให้ดี หรือ social listening แล้วก็ต้องตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้ให้ได้ในระดับใดระดับหนึ่ง เพื่อเป็นการถอดชนวน”

การรับฟังเสียงสังคมจึงไม่ได้หมายถึงการต้องทำตามข้อเรียกร้องทุกอย่าง แต่เป็นการทำความเข้าใจว่าประชาชนกำลังเดือดร้อนเรื่องใด เรื่องใดสามารถแก้ไขได้ และเรื่องใดมีข้อจำกัดด้านงบประมาณหรือโครงสร้าง หากรัฐสามารถอธิบายข้อจำกัดและตอบสนองต่อปัญหาที่ทำได้อย่างจริงจัง ก็อาจช่วยลดแรงกดดันและป้องกันไม่ให้ความไม่พอใจสะสมจนขยายตัวเป็นความขัดแย้งใหญ่

‘ไทย-อาเซียน’ ระวัง 'ระเบิดเวลา'

เมื่อมองถึงภูมิภาค ‘อาเซียน’ แต่ละประเทศมีเงื่อนไขทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมแตกต่างกัน ‘ปณิธาน’ อธิบายว่า ‘อินโดนีเซีย’ มีประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม การใช้ที่ดิน ปัญหาไฟป่า และการทุจริตคอร์รัปชัน ขณะที่ความนิยมของรัฐบาลก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม ส่วน ‘ฟิลิปปินส์’ ก็เป็นประเทศที่ควรจับตาความเคลื่อนไหวและความไม่พอใจของประชาชนเช่นกัน

ประเทศในอาเซียนไม่สามารถใช้แนวทางรับมือความขัดแย้งแบบเดียวกันได้ทั้งหมด เพราะมีความแตกต่างทั้งในด้านความมั่นคงของระบบการเมือง ฐานะทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการบริหารจัดการ บางประเทศมีระบบการเมืองที่ตั้งมั่นแล้ว ขณะที่บางประเทศยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและมีความเปราะบางมากกว่า

ความแตกต่างดังกล่าวทำให้ความเสี่ยงจากความขัดแย้งไม่เหมือนกัน ในประเทศที่ระบบการเมืองตั้งมั่นแล้ว ความไม่พอใจอาจเปรียบได้กับปัญหาที่ปะทุขึ้นเป็นระยะภายในระบบเดิม แต่ในประเทศที่ระบบยังเปราะบาง ความขัดแย้งอาจกระทบต่อโครงสร้างทางการเมืองในวงกว้างได้มากกว่า

“ของเราไม่ใช่ระบบที่ตั้งมั่นแล้ว ความขัดแย้งจึงอาจไม่ใช่แค่เชื้อร้ายที่ปะทุขึ้นเป็นระยะ แต่อาจกลายเป็นการระเบิดของโครงสร้างเดิม ซึ่งอาจถล่มลงมาก็ได้” 

ขณะเดียวกัน การแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนก็มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเพิ่มสวัสดิการหรือมาตรการช่วยเหลือที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ประเทศในยุโรปเองก็เผชิญข้อจำกัดจากเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ค่าใช้จ่ายภาครัฐที่สูง และภาระหนี้ จึงไม่สามารถตอบสนองต่อทุกข้อเรียกร้องได้โดยไม่มีข้อจำกัด

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (structural adjustment) จึงเป็นอีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแก้ปัญหาระยะยาว เพราะหากรัฐบาลแก้ความเดือดร้อนเฉพาะหน้าโดยไม่จัดการปัญหาเชิงโครงสร้าง ก็อาจทำให้ปัญหาสะสมกลับมาอีก แต่ในทางกลับกัน หากมาตรการรัดเข็มขัดสร้างภาระให้ประชาชนมากเกินไป ก็อาจเพิ่มความไม่พอใจและทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นได้เช่นกัน

“ระเบิดเวลามันมีหลายลูก เพราะฉะนั้นต้องรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็ตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้ให้ได้ในระดับใดระดับหนึ่ง เพื่อเป็นการถอดชนวน ต้องเข้าไปพูดคุยกับคนที่เดือดร้อนจริงๆ แล้วก็สกัดผู้ฉวยโอกาส ไม่ทำให้การแก้ปัญหากลายเป็นเรื่องการเมืองจนเกินไป”

คำว่า ‘ระเบิดเวลา’ ในมุมมองของ ‘ปณิธาน’ ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะต้องเผชิญเหตุรุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หมายถึงปัญหาและความไม่พอใจที่สะสมอยู่ ซึ่งอาจปะทุขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์มากระตุ้น การป้องกันจึงต้องเริ่มจากการรับฟังและทำความเข้าใจผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง ไม่ปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อจนกลายเป็นความขัดแย้งที่ยากต่อการจัดการ

ภาครัฐจำเป็นต้องเปิดช่องทางพูดคุยกับประชาชน แก้ไขปัญหาตามข้อเท็จจริง และตอบสนองต่อข้อเรียกร้องเท่าที่สามารถทำได้ ควบคู่กับการป้องกันไม่ให้กลุ่มที่ต้องการสร้างความรุนแรงเข้ามาใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ อีกด้านหนึ่งต้องระวังไม่ให้การแก้ปัญหาถูกครอบงำด้วยการแข่งขันทางการเมือง จนความเดือดร้อนของประชาชนถูกลดความสำคัญลง

ในระดับระหว่างประเทศ ‘ปณิธาน’ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการฉวยประโยชน์จากสถานการณ์ (exploit) ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นการแทรกแซงโดยตรงจากต่างชาติ แต่อาจเป็นการที่นักการเมืองหรือกลุ่มอำนาจหยิบยกเหตุการณ์ในประเทศอื่นไปใช้สร้างประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง เช่น การนำภาพความวุ่นวายในต่างประเทศไปใช้โจมตีฝ่ายตรงข้ามหรือประกอบการหาเสียง

เมื่อข้อมูลและความคิดเห็นแพร่กระจายผ่านโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว การนำเหตุการณ์ไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอาจยิ่งทำให้ความขัดแย้งซับซ้อนขึ้น และสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาได้

บทเรียนจากฝรั่งเศสและประเทศอื่นในยุโรปจึงไม่ใช่เพียงการเตรียมมาตรการควบคุมการชุมนุม แต่คือการเข้าใจความเดือดร้อนที่เป็นต้นเหตุ รับฟังเสียงสังคม (social listening) ให้ทันต่อสถานการณ์ และป้องกันไม่ให้ผู้ฉวยโอกาสเข้ามาเพิ่มความรุนแรง เพราะหากปล่อยให้ปัญหาสะสมโดยไม่มีทางออก ความขัดแย้งก็อาจกลับมาปะทุขึ้นได้อีก

สำหรับ 'ไทย' และ 'อาเซียน' การติดตามสถานการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านช่วยให้เห็นสัญญาณความเสี่ยงและเรียนรู้แนวทางรับมือได้ แต่ไม่ควรนำสูตรสำเร็จจากประเทศหนึ่งไปใช้กับอีกประเทศโดยไม่คำนึงถึงบริบท เพราะการจัดการความขัดแย้งอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากการเข้าใจสาเหตุเฉพาะของแต่ละสังคม และแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์