ชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAM GROUP ให้สัมภาษณ์ในรายการ “สนามข่าว 96” ถึงข้อเท็จจริงและพัฒนาการของโครงการแก้มลิงบึงคู้บอน หลังโครงการเดิมถูกปรับแนวทาง โดยอธิบายถึงที่มา ปัญหาค่าเวนคืนที่ดินที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนแนวคิดการใช้พื้นที่แก้มลิงแห่งใหม่เพื่อทดแทนและเชื่อมโยงกับระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร
จุดเริ่มต้นโครงการ หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554
ชวลิต กล่าวว่า แนวคิดการจัดทำพื้นที่แก้มลิงเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 โดยมีการศึกษาหลายแนวทางควบคู่กัน ทั้งการปรับปรุงขนาดคลองจากเหนือลงใต้ การปรับบานประตูน้ำเพื่อควบคุมการเปิด-ปิด และการนำพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้คลองมาจัดทำเป็นแก้มลิงเพื่อใช้รองรับและบริหารจัดการน้ำ
ในช่วงแรก พื้นที่คู้บอนถูกนำมาศึกษาเป็นหนึ่งในพื้นที่แก้มลิง โดยมีขนาดประมาณ 130 ไร่ ขณะนั้นราคาที่ดินอยู่ที่ประมาณ 4,875 บาทต่อตารางวา หรือประมาณ 2 ล้านบาทต่อไร่ ทำให้ประเมินค่าที่ดินไว้ราว 254 ล้านบาท
ต่อมาในปี 2556 มีการศึกษาแนวทางและประเมินค่าใช้จ่ายของแต่ละทางเลือก รวมถึงการปรับปรุงคลองและระบบที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่กระบวนการเวนคืนจะเดินหน้าต่อจนเข้าสู่ขั้นตอนการออกพระราชกฤษฎีกา
10 ปีผ่านไป ราคาที่ดินพุ่ง กระทบต้นทุนโครงการ
ชวลิต กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงที่มีการเตรียมออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืน ราคาที่ดินบริเวณดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยในช่วงประมาณปี 2566 ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 42,000 บาทต่อตารางวา หรือเกือบ 10 ล้านบาทต่อไร่ ส่งผลให้ค่าเวนคืนพื้นที่คู้บอนเพิ่มจากประมาณ 254 ล้านบาท เป็นราว 2,184 ล้านบาท
นอกจากค่าที่ดินแล้ว โครงการยังมีค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างและระบบประกอบอื่น ๆ ทั้งการทำคันกั้นน้ำ คูน้ำ ประตูน้ำ และเครื่องสูบน้ำ เนื่องจากพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ จึงต้องใช้ทั้งการระบายน้ำตามธรรมชาติและระบบสูบน้ำช่วยในการบริหารจัดการ
เมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดของโครงการ รวมถึงพื้นที่บางชัน ต้นทุนจึงเพิ่มขึ้นเป็นระดับกว่า 11,000 ล้านบาท โดยค่าที่ดินเพียงอย่างเดียวอยู่ที่ประมาณ 3,650 ล้านบาท และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงกว่า 80-90% ของต้นทุนโครงการในส่วนที่กล่าวถึง
เปลี่ยนจากคู้บอน สู่พื้นที่แก้มลิงชุดใหม่
เมื่อค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น จึงมีการศึกษาพื้นที่อื่นที่สามารถทำหน้าที่เป็นแก้มลิงเพื่อรองรับและชะลอน้ำได้ โดยพิจารณาพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำหรือพื้นที่ลุ่มต่ำตามธรรมชาติ ซึ่งมีความเหมาะสมด้านการบริหารจัดการน้ำและไม่ต้องรับภาระค่าเวนคืนในระดับเดียวกับพื้นที่คู้บอน
พื้นที่ที่นำมาศึกษาประกอบด้วยบริเวณบางชัน-หลอแหล ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 122,000 ลูกบาศก์เมตร บริเวณคลองทรงกระเทียมประมาณ 386,000 ลูกบาศก์เมตร และพื้นที่เสรีไทยประมาณ 465,000 ลูกบาศก์เมตร รวมถึงพื้นที่คลองครุที่สามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่ใกล้เคียงได้
แนวทางดังกล่าวมุ่งใช้พื้นที่หลายแห่งที่อยู่ใกล้กันและสามารถเชื่อมต่อผ่านระบบคลองธรรมชาติ รวมถึงการปรับปรุงคันกั้นน้ำและประตูน้ำ เพื่อให้ทำหน้าที่ร่วมกันเป็นระบบแก้มลิง โดยพื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลุ่มและบึงธรรมชาติ จึงเน้นการลงทุนด้านการขยายพื้นที่รับน้ำ การทำคันกั้นน้ำ และระบบประตูน้ำ มากกว่าการเวนคืนที่ดิน
หนองบอนเป็นศูนย์กลาง เชื่อมอุโมงค์ระบายน้ำ
ชวลิตกล่าวว่า อีกองค์ประกอบสำคัญของแนวทางใหม่คือบึงหนองบอน ซึ่งถูกพัฒนาเป็นแก้มลิงและมีการก่อสร้างคันกั้นน้ำ ประตูน้ำ รวมถึงอุโมงค์ทางเข้าและทางออกแล้วเสร็จ โดยแนวคิดคือการเชื่อมระบบคลองในพื้นที่ฝั่งตะวันออกเข้าสู่บึงหนองบอน เพื่อบริหารจัดการน้ำก่อนระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
ระบบดังกล่าวสามารถรับน้ำจากคลองพระยาสุเรนทร์ ผ่านคลองบางชัน คลองแสนแสบ และคลองประเวศ ก่อนเข้าสู่อุโมงค์และส่งต่อมายังบึงหนองบอน
สำหรับบึงหนองบอนมีความจุรวมประมาณ 8.5 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปริมาณที่สามารถนำมาใช้บริหารจัดการน้ำได้จริงอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากต้องรักษาระดับน้ำบางส่วนไว้ ไม่สามารถสูบน้ำออกจนหมดได้ โดยระบบถูกออกแบบให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้ภายในระยะเวลาประมาณหนึ่งวันในส่วนที่นำมาใช้
ฝนตกหนักปี 2569 ทดสอบระบบจริง
ชวลิตกล่าวว่า ในปี 2569 เมื่อเกิดฝนตกหนักและมีปริมาณน้ำจำนวนมาก ระบบอุโมงค์ของบึงหนองบอนที่ก่อสร้างแล้วเสร็จสามารถทดสอบการทำงานจริงได้ โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 6 เครื่อง และในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีการใช้งานประมาณ 3-4 เครื่อง ขณะที่ยังเหลือกำลังสำรองอีก 2 เครื่อง
ระบบดังกล่าวสามารถสูบน้ำจากบึงหนองบอนออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาได้ และเป็นการยืนยันประสิทธิภาพของโครงสร้างที่ก่อสร้างแล้ว รวมถึงแนวทางการดึงน้ำจากพื้นที่ตอนบนผ่านระบบคลองเข้าสู่บึงหนองบอนเพื่อบริหารจัดการน้ำ
พื้นที่ใหม่ยังอยู่ระหว่างออกแบบ เน้นใช้พื้นที่สาธารณะ
สำหรับพื้นที่แก้มลิงชุดใหม่ ชวลิตระบุว่า กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างการออกแบบ โดยพิจารณารายละเอียดทั้งตำแหน่งคันกั้นน้ำ ประตูน้ำ และการเชื่อมต่อกับคลองในพื้นที่ เพื่อให้สามารถรับน้ำจากพื้นที่โดยรอบได้มากขึ้น
หนึ่งในแนวทางคือการเชื่อมพื้นที่บริเวณคลองบางเตย ซึ่งรับน้ำจากพื้นที่ถนนนวมินทร์และพื้นที่ลุ่มต่ำ เข้าสู่บึงกุ่ม จากนั้นเชื่อมต่อไปยังบึงเสรีไทยและระบบคลองที่เกี่ยวข้อง
พื้นที่ที่กำลังศึกษาหลายแห่งเป็นบึงธรรมชาติและพื้นที่สาธารณะ จึงไม่มีปัญหาเรื่องการเวนคืนในลักษณะเดียวกับโครงการคู้บอน โดยการดำเนินงานจะเน้นการเสริมคันกั้นน้ำและปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับน้ำ
บทเรียนจากคู้บอน ต้องเดินกระบวนการเวนคืนให้ทัน
ชวลิตมองว่า ประเด็นสำคัญของโครงการคู้บอนคือระยะเวลาที่ใช้ในกระบวนการราชการ ซึ่งกินเวลาประมาณ 10 ปี จากช่วงเริ่มต้นแนวคิดในปี 2556 จนถึงปี 2566 ทำให้ราคาที่ดินเปลี่ยนแปลงอย่างมาก และส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนโครงการ
ในมุมของการดำเนินโครงการที่ต้องใช้การเวนคืน หากพื้นที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการและยังไม่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกา เจ้าของที่ดินยังสามารถซื้อขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ได้ จึงไม่สามารถสั่งระงับการเปลี่ยนมือได้
ชวลิตระบุว่า จากประสบการณ์การทำงานในโครงการลักษณะเดียวกัน ควรวางแผนขั้นตอนการก่อสร้างควบคู่กับกระบวนการประกาศพระราชกฤษฎีกาเวนคืน เพื่อไม่ให้ระยะเวลาที่ล่าช้าส่งผลกระทบต่อราคาที่ดินและต้นทุนโครงการ
ระบบใหม่ยังจำเป็นต่อการบริหารน้ำฝั่งตะวันออก
ชวลิตยืนยันว่า แม้แก้มลิงคู้บอนตามแนวคิดเดิมจะไม่ได้เดินหน้าต่อในรูปแบบเดิม แต่ไม่ได้หมายความว่าความจำเป็นในการมีพื้นที่แก้มลิงจะหายไป เพราะกรุงเทพมหานครยังจำเป็นต้องมีพื้นที่รองรับน้ำและระบบเชื่อมโยงเพื่อบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออก
แนวทางใหม่จึงเป็นการใช้พื้นที่แก้มลิงหลายจุดที่เชื่อมต่อกัน โดยพื้นที่ทดแทนสามารถรองรับน้ำรวมกันได้ในระดับใกล้เคียงกับแนวทางเดิม และยังสามารถเชื่อมต่อกับบึงกุ่ม ซึ่งมีการขยายพื้นที่รองรับน้ำเพิ่มเติม รวมถึงเชื่อมต่อกับคลองบางเตยและพื้นที่ถนนนวมินทร์
จากนั้นระบบจะเชื่อมต่อไปยังบึงกุ่ม บึงเสรีไทย คลองแสนแสบ คลองลาดบัวขาว และเข้าสู่อุโมงค์เพื่อส่งน้ำไปยังบึงหนองบอน ก่อนระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยอุโมงค์บางส่วนยังอยู่ระหว่างการออกแบบและจัดทำงบประมาณ
แก้มลิงเดิมหายไป แต่ระบบใหม่ยังเดินหน้าต่อ
ชวลิตสรุปว่า แม้โครงการแก้มลิงคู้บอนในรูปแบบเดิมจะไม่ได้ดำเนินการต่อ แต่ยังมีการพัฒนาพื้นที่แก้มลิงแห่งใหม่เพื่อทำหน้าที่ทดแทน โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการออกแบบและจัดหางบประมาณ
หากสามารถดำเนินการพื้นที่ต่าง ๆ ได้พร้อมกัน จะช่วยให้การเชื่อมต่อกับบึงกุ่มและระบบคลองธรรมชาติในพื้นที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้กรุงเทพมหานครมีระบบรองรับและบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกันมากกว่าเดิม โดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร




