เกือบทุกครั้งหลังโศกนาฏกรรม เสียงคำถามมักดังขึ้นเร็วกว่าคำตอบ หลายคนพยายามค้นหา “เหตุผล” เพื่ออธิบายความสูญเสีย แต่ท่ามกลางความสับสน สิ่งที่เร่งด่วนกว่าการคาดเดาคือการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ เยียวยาหัวใจผู้สูญเสีย และปิดช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมซ้ำรอย
ขณะที่ภาครัฐ โรงเรียน และผู้เชี่ยวชาญ ต่างเริ่มเดินหน้าคนละบทบาทเพื่อรับมือกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี
ยศชนัน ‘ลงพื้นที่’ ยันคุมสถานการณ์ได้ พร้อมออก 3 มาตรการเร่งด่วน
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์ รับฟังรายงานจากผู้บริหารโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายหลังเกิดเหตุที่นักเรียนใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงครูและเพื่อนนักเรียน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย
ยศชนัน ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว นักเรียนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บได้รับการดูแลและเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนผู้บาดเจ็บอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์ พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก เพื่อป้องกันข้อมูลคลาดเคลื่อน โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
พร้อมกันนี้ ได้ประกาศมาตรการเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการ 3 ด้าน ได้แก่
- ปิดพื้นที่และประเมินสถานการณ์ สั่งหยุดการเรียนการสอนชั่วคราว เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่และประเมินความพร้อม ก่อนพิจารณาว่าจะกลับมาเปิดเรียนเมื่อใด
- เยียวยาสภาพจิตใจ ประสานกรมสุขภาพจิตลงพื้นที่ดูแลนักเรียน ครู บุคลากร และครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง
- ยกระดับความปลอดภัยระยะยาว ทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษาทั่วประเทศ พร้อมให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้ง (Bullying) และปิดช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่เหตุรุนแรงในอนาคต
ขอประชาชนร่วมบริจาคโลหิต พร้อมงดแชร์ภาพเหตุการณ์
ยศชนัน เปิดเผยว่า ช่วงเกิดเหตุมีความต้องการเลือดสำรองจำนวนมาก โดยล่าสุดหน่วยงานทหาร นำกำลังพลกว่า 50 นาย เข้าร่วมบริจาคโลหิตแล้ว พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคเลือดทุกกรุ๊ปที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ
ขณะเดียวกัน ยังขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและประชาชน งดเผยแพร่หรือแชร์ภาพและคลิปเหตุการณ์ โดยเฉพาะภาพผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต เพื่อเคารพสิทธิของผู้สูญเสีย และลดผลกระทบทางจิตใจต่อเด็ก ครู และครอบครัวที่เกี่ยวข้อง
ภายหลังตรวจพื้นที่ รองนายกรัฐมนตรีได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาล เพื่อเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บและให้กำลังใจครอบครัวผู้เคราะห์ร้าย
รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยา เร่งช่วยเหลือผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ
ด้าน ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อกำหนดแนวทางช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่ให้เร่งดำเนินการเยียวยาโดยเร็วที่สุด
ที่ประชุมมีมติอนุมัติเงินช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ของกองทุน ดังนี้
- ผู้เสียชีวิต รายละ 1 ล้านบาท
- ผู้ทุพพลภาพ รายละ 700,000 บาท
- ผู้บาดเจ็บสาหัส รายละ 200,000 บาท
- ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย รายละ 100,000 บาท
รัฐบาลยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บโดยเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบ
โรงเรียนออกแถลงการณ์ ร่วมอาลัยและย้ำดูแลทุกฝ่าย
โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมส่งกำลังใจไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ นักเรียน ครู บุคลากร และผู้ปกครองทุกคน
โรงเรียนระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นความสูญเสียที่ไม่มีผู้ใดปรารถนา พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ หน่วยแพทย์ ศิษย์เก่า ชุมชน และประชาชนที่ให้ความช่วยเหลือและกำลังใจแก่โรงเรียน
พร้อมยืนยันว่าจะร่วมมือกับทุกหน่วยงานในการดูแล เยียวยา และยกระดับมาตรการความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักเรียนและบุคลากรทุกคนในระยะต่อไป
นักวิชาการเตือน อย่ารีบสรุปแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุ
ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักวิชาการด้านอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า สังคมไม่ควรรีบด่วนสรุปว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากการป่วยทางจิต การถูกบูลลี่ ความแค้น หรือการเลียนแบบเกม เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแรงจูงใจดังกล่าว
ตฤณห์ อธิบายว่า ในหลัก Behavioral Criminology จำเป็นต้องแยก “แรงจูงใจ” (Motive) ออกจาก “ปัจจัยเสี่ยง” (Risk Factors) อย่างชัดเจน เนื่องจากการถูกกลั่นแกล้ง ปัญหาครอบครัว หรือปัญหาสุขภาพจิต อาจเป็นเพียงปัจจัยเสี่ยง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การก่อเหตุรุนแรงโดยอัตโนมัติ การสรุปสาเหตุโดยไม่มีข้อเท็จจริง อาจสร้างความเข้าใจผิดและทำให้การป้องกันปัญหาในอนาคตคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง
โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่เพียงทิ้งบาดแผลไว้กับผู้สูญเสีย แต่ยังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของทุกภาคส่วน ตั้งแต่การช่วยชีวิตและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การยกระดับมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา ไปจนถึงการสื่อสารต่อสังคมอย่างมีความรับผิดชอบ
ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การค้นหาคำตอบต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่การคาดเดา เพราะการเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงอย่างรอบด้าน คือกุญแจสำคัญในการป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต




