สุรพลเอฟเฟกต์! ยอมแพ้ หรือ ประนีประนอม ? 'สติธร' มอง ปชน. เสียทรง สนาม กทม.

4 มิ.ย. 2569 - 16:48

  • "พรรคประชาชน" สะดุดขาตัวเอง ? ดร.สติธร ชี้ดึง "สุรพล" นั่งกุนซือ กทม. เสี่ยงทำฐานเสียงเมินโหวต-กลยุทธ์ผิดจังหวะ ระวังพลาดเป้ากวาดที่นั่ง ส.ก. แนะแก้เกมลุย Positive Campaign ตรวจสอบ กทม.

สุรพลเอฟเฟกต์! ยอมแพ้ หรือ ประนีประนอม ? 'สติธร' มอง ปชน. เสียทรง สนาม กทม.

ท่ามกลางการปรับตัวทางการเมืองของ 'พรรคประชาชน' เปิดตัวบุคคลที่เคยมีอุดมการณ์เห็นต่างในอดีตมาร่วมงาน กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงในหมู่แฟนคลับและผู้ออกเสียงเลือกตั้ง

ล่าสุดในสมรภูมิเลือกตั้ง กทม. ที่ทุกฝ่ายต่างตั้งความหวังต่อสนาม กทม. โดยเฉพาะการพุ่งเป้าปักธง ส.ก. ให้ได้มากที่สุด แต่กลับเกิดปรากฏการณ์เปิดตัว ศ.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีต สนช. ยุคหลังรัฐประหาร 2549 นั่งเป็น ประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ ผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ทำให้เกิดแรงต้านจาก "มวลชนสีส้ม" จากภูมิหลังของ ศ.สุรพล ต่อจุดยืน "รัฐประหาร"

SPACEBAR พูดคุยกับ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์เจาะลึกกลยุทธการดึงคนเห็นต่างในจังหวะที่มีการเลือกตั้งสนาม กทม. สุดท้าย "เวิร์ก" หรือกลายเป็น "ยิงปืนใส่เท้าตัวเอง" กันแน่ ?

ถอดรหัสกลยุทธ์ 'ส้มประนีประนอม'

การดึง "คนเห็นต่าง" มาร่วมงาน บิ๊กดีลที่ผิดจังหวะ หรือปืนยิงใส่เท้าตัวเอง ?

ในมุมมองของ  ดร.สติธร มองว่า ถ้าดูจากกระแสตอบรับ คงไม่เวิร์กแน่ๆ เราเห็นปฏิกิริยาช่วงที่ผ่านมาหนักหนาสาหัสพอสมควร

ดร.สติธร เปิดประเด็นอย่างตรงไปตรงมา เมื่อถูกถามถึงกระแสตอบรับจากการดึงผู้เคยเห็นต่างมาร่วมงาน แต่คำถามสำคัญ คือ ความโกรธของแฟนคลับจะส่งผลกระทบระดับไหน จะถึงขั้นเหวี่ยงไปเป็นเรื่องไม่เอาพรรคนี้เลยหรือไม่ ?

ดร.สติธร มองว่า ปัญหาคือวันนี้ถ้าเกิดแฟนคลับโกรธ พรรคประชาชน คำถามคือ สมมติว่ามีเลือกตั้งขึ้นมา เขาจะไปเลือกใคร? 

ความโชคดีของ พรรคประชาชน ในความผิดพลาดคือสิ่งนี้ ตราบใดที่ยังไม่มีทางเลือกทางการเมืองจริงๆ ให้โหวตเตอร์พรรคประชาชนระบายออก โหวตเตอร์ก็ยังไม่พร้อมที่จะทิ้ง พรรคประชาชน ถึงแม้ พรรคประชาชน จะทำการลักษณะนี้บ่อยครั้ง สร้างความผิดหวังเรื่อยไป แต่ประเด็นคือวันนี้ยังไม่มีตัวเลือกที่เป็นพรรคอื่น

ดร.สติธร ยกตัวอย่างสนามเลือกตั้กรุงเทพฯ ว่า ถ้าไม่เลือกผู้สมัครจากพรรคประชาชน โหวตเตอร์พรรคประชาชนอาจจะสวิงไปเลือก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้โดยไม่รู้สึกอะไร แต่หากเป็นสนาม ส.ก. (สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร) ทีมอื่นย่อมแทน ส.ก. พรรคประชาชน ไม่ได้

ถ้าย้อนไปในอดีตที่คนยังรู้สึกว่าส้มกับแดงยังเฉดสีอุดมการณ์เดียวกัน เป็นประชาธิปไตยเหมือนกัน คนสวิงไปโหวตเพื่อไทยหมด แต่วันนี้ พรรคเพื่อไทย ทำตัวเอง ไปดีลกับฝ่ายตรงข้ามเมื่อปี 2566 หลังจากนั้นคนเขารู้สึกว่าเพื่อไทย ไม่ใช่ฝั่งเดียวกันกับพวกเขา

ถามว่าคนรู้สึกกับเรื่องที่พรรคประชาชนมีแผลต่างๆ ทั้งเรื่องหาคนมาลงสมัครรับเลือกตั้ง เรื่องสีเทา เขารู้สึก แต่เขาจะเลือกใคร ไม่เลือกพรรคประชาชนแล้วจะเลือกใคร ?

ดร.สติธร กล่าว

"ผิดจังหวะ ผิดสเต็ป" บทเรียนจากการ Grand Compromise 

เมื่อถามถึงประวัติศาสตร์การเมืองที่การ "บิ๊กดีล" หรือ "แกรนด์คอมโพรไมซ์" ส่วนใหญ่ต้องได้อำนาจรัฐก่อน แต่กรณีของพรรคประชาชนนี้เป็นวิธีการแบบไหน ? 

ดร.สติธร วิเคราะห์ว่า นี่คือความผิดพลาดทางยุทธวิธีอย่างรุนแรง

ผิดจังหวะ ผิดสเต็ป พรรคประชาชนเปิดตัว อ.สุรพล เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ ผู้ว่าฯ กทม. พยายามอธิบายว่า เปลี่ยนคนเห็นต่างมาเป็นพวกเรา จะใช้ได้ดีต่อเมื่อพรรคประชาชนชนะ แต่วันนี้พรรคประชาชนยังไม่ชนะ แล้วคุณบอกว่าเอาคนเห็นต่างมาเป็นพวก แปลว่าคุณยอมเขาหรือ? คุณแพ้แล้วคุณยอมแพ้ใช่หรือไม่ ? คุณไม่สู้ใช่หรือไม่? 

อารมณ์ต่างกัน เพราะถ้าเลือกตั้งที่ผ่านมาพรรคประชาชนชนะ ได้ที่หนึ่งเป็นรัฐบาล พรรคประชาชนใจกว้างดึงคนที่เคยเห็นต่าง คนละฝั่งคนละสีมาร่วมงาน แบบนี้นี้ถูกต้องแฟนคลับของพรรคประชาชนจะรู้สึกว่าเราชนะ 

แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การประนีประนอม เพราะการประนีประนอม เอาไว้ใช้ตอนที่เราชนะ เราจึงยอมประนีประนอมด้วย หรือเราประนีประนอมกับฝ่ายตรงข้ามแล้ว เราต้องชนะได้ 

วันนี้พรรคประชาชนยังแพ้อยู่ วันนี้กลับยอมแพ้ไม่ใช่การประนีประนอม มาเปิดตัวในช่วงที่กำลังเลือกตั้ง กทม. จังหวะนรก ขณะที่โจทย์ของพรรคประชาชนตอนนี้ก็ยากอยู่แล้ว

ดร.สติธร กล่าว

สารนิพนธ์ของ 'เหมาเจ๋อตง' ของ 'ปิยบุตร' กับความจริงในบริบทการเมืองไทย

กรณีที่ รศ.ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ยก สารนิพนธ์ของเหมาเจ๋อตง มาอธิบายเรื่องการรวมคนเห็นต่างเพื่อต่อต้านศัตรูร่วมกันนั้น

ดร.สติธร มองต่างออกไปว่า ทฤษฎีนี้ไม่สามารถเอามาจับกับสถานการณ์ปัจจุบันได้เนื่องจาก "ระดับ"ของตัวละครและสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย แบบนี้ไม่ใช่ เพราะวันนี้คำว่ารวมคนเห็นต่างไปสู้ศัตรูร่วมกัน คนเห็นต่างระดับไหน? อ.สุรพล เคยอยู่ในระดับแกนนำของฝ่ายตรงข้าม เป็นตัวหลักของระบอบการเมืองหรือ?

อ.สุรพล ตำแหน่งของเขาในฝ่ายตรงข้าม ไม่ได้มีเลเวลระดับนั้น สมมติว่า ถ้าไปเชิญ เนวิน ชิดชอบ มาเป็นพวก ได้ เนวิน มาช่วยล้มระบอบอนุทิน ต้องระดับแบบนี้ ถึงจะเข้ากรณีที่ ปิยบุตร ยกมาได้

ดร.สติธร กล่าว

สมรภูมิ กทม. ที่เปลี่ยนไป คะแนนไม่สวิง แต่อาจ ‘นอนอยู่บ้าน’

สำหรับการเลือกตั้งสนาม กทม. ที่กำลังจะเกิดขึ้น ดร.สติธร  มองว่าพรรคประชาชน จะเหนื่อยขึ้นแน่นอน แคมเปญจะกลายเป็น Negative Campaign (แคมเปญโจมตีเชิงลบ) คล้ายตอนเลือกตั้งปี 2569 

จะมีการขุดด้านมืดของแต่ละฝ่ายจะมาเจอกัน แม้คะแนนจะไม่เหวี่ยงไปให้คู่แข่งโดยตรง เพราะไม่มีตัวเลือกที่จะทำให้คะแนนสวิง แต่อาจจะทำให้ฐานเสียงเลือกที่จะ "อยู่บ้าน" หรือ "กาไม่ประสงค์ลงคะแนน" แทน

รอบนี้เราอาจจะไม่เห็นคะแนนสวิงมาก แต่อาจจะเห็นคะแนนพรรคประชาชนนิ่ง สมมติคนโกรธพรรคประชาชนมากๆ ไม่ออกไปใช้สิทธิ หรือออกมาใช้สิทธิตามปกติ แต่เลือกที่จะกาไม่ประสงค์ลงคะแนน คะแนนที่เอามาถูกคำนวณจะเหลือสัก 50% 

ถ้าเป็นลักษณะนี้ คะแนน ส.ก. ทีมที่มีเสียงจัดตั้งจำนวนมาก จะสามารถโค่น ส.ก. พรรคประชาชน ได้ แทนที่เป้าของพรรคประชาชนจากที่มองไปที่เรื่องเคยกวาด สส. มา 33 เขต จะกวาด ส.ก. 40 เขต จะยากขึ้น

ทางรอด 'พรรคสีส้ม' พับเกมพลาด - ทำ Positive Campaign

เมื่อขอคำแนะนำให้พรรคประชาชนแก้ไขสถานการณ์ ดร.สติธร ชี้แนะว่าต้องเปลี่ยนผ่านประเด็นนี้ให้เร็วที่สุด และเลิกดื้อรั้นในเกมที่เพลี่ยงพล้ำ

"ทำไม่ทันแล้ว สมมติให้ อ.สุรพล ถอนตัวก็แก้ไม่ทันแล้ว แต่อาจต้องให้เรื่องนี้จบไป ให้สงบลงไป ไปทำ Positive Campaign อื่น"

ต้องวางเป้าให้ชัดว่าวันนี้พรรคประชาชนอยากได้ ส.ก. เกินครึ่งสภา กทม. เพื่อตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม. ตรวจสอบอะไรที่ไม่ชอบมาพากลในระบบราชการ กทม. หรือไปผลักดันให้เกิดการแก้ไขเชิงโครงสร้างของ กทม. ให้มีอำนาจมากกว่านี้ ต้องหันไปทำเรื่องเหล่านี้ให้หนักขึ้น สิ่งไหนพลาดแล้วก็พลาดไป แต่อย่าทำให้คนรู้สึกว่าไฮไลท์การหาเสียงของพรรคประชาชน มีแต่เรื่องพวกนี้

อ.ดร.สติธร กล่าว

ดร.สติธร ตั้งข้อสังเกตว่าพรรคประชาชน กำลังทำสิ่งซ้ำรอยความล้มเหลวเดิมๆ เสมือนตอนเลือกตั้งปี 2569 ที่เปิดตัวทีมยุทธศาสตร์ แต่คะแนนไม่เพิ่ม และอาจจะลดลงด้วย

ตอบไม่ถูกเหมือนกันว่า พรรคประชาชน เป็นอะไร พรรคประชาชนทำอะไรเหนือความคาดหมาย ทรงเสียแล้วเสียอีกมาสักพัก ส่วนหนึ่งเดาว่าอาจรู้สึกว่าอยากดึงโมเมนตัมกลับให้เร็ว ต้องเลือกทำอะไรที่คิดว่าทำแล้วได้ผล บวกรุนแรง ลบรุนแรง แต่หลังๆ ปรากฏว่าผลออกในทางลบเยอะกว่าทางบวก

วันนี้ต้องกลับมานั่งทำเป้าใหม่ จริงๆ มีหลายเรื่องที่พรรคประชาชนทำแล้วน่าจะสานต่อ เช่น ในสภาใหญ่ พรรคประชาชน ไปเล่นเรื่อง AI Passport กับ ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ของพรรคภูมิใจไทย ทำให้พรรคประชาชนมีพื้นที่

พรรคประชาชน ต้องเล่นต่อกับเรื่องโครงสร้างอื่นๆ ที่มีลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการของบประมาณที่เขียนมาราคาสูงเกินจริงไม่สมเหตุสมผล จงใจมาเกาะกินหาผลประโยชน์ 

ไปขุดคุ้ยต่อ ต้องเห็นว่าเกมไหนมาแล้ว ทำได้กระแสมาต้องลุยต่อ ส่วนเกมไหนที่ดูแล้วไม่ไหว ก็ถอย ไม่ต้องดื้อ ไม่ต้องยื้อ หาคนมาอธิบายสักคนหรือสองคนพอ ถ้ากระแสไม่กลับพอเลย หยุดเล่น อย่าฝืน เกมไหนที่พรรคประชาชนทำได้แล้ว มีกระแสในเชิงบวกต้องทำต่อ อันไหนยิ่งแก้ยิ่งพัง อย่าฝืน 

ดร.สติธร กล่าวทิ้งท้าย

บทเรียนราคาแพงของพรรคประชาชนในศึก กทม. ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า "การทำการเมืองที่ผิดจังหวะ" สามารถเปลี่ยนยุทธศาสตร์ที่คิดว่าจะชนะใจคนวงกว้าง ให้กลายเป็นหอกที่ทิ่มแทงฐานเสียงตัวเองได้ การดึงคนเห็นต่างในเวลาที่ตัวเองยังไม่มีอำนาจรัฐเบ็ดเสร็จ ถูกมองว่าเป็นการ "ยอมแพ้" มากกว่า "ประนีประนอม"

ทางรอดเดียวของพรรคสีส้ม ณ เวลานี้ คือการหยุดยื้อในเกมที่พลาด พับความคิดเรื่องการสร้างบิ๊กดีลแบบผิดฝาผิดตัวเก็บใส่กล่อง แล้วหันกลับมาทำสิ่งที่ตนเองเชี่ยวชาญที่สุด นั่นคือการทำหน้างานตรวจสอบเชิงนโยบายอย่างเข้มข้น

พร้อมกับการชูแคมเปญเชิงบวกเพื่อกวาดที่นั่ง ส.ก. ก่อนที่ฐานเสียงที่เคยเหนียวแน่นจะพากัน "นอนหลับทับสิทธิ" จนกลายเป็นการยื่นชัยชนะให้คู่แข่งโดยไม่รู้ตัว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์