ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท เสนอโดย 3 สส.จาก 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคกล้าธรรม, พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารวมไปในคราวเดียวกัน
ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างครบถ้วนแล้ว ตัวแทนผู้เสนอญัตติได้ลุกขึ้นกล่าวสรุป อาทิ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า สภาฯ ไม่มีโอกาสกลั่นกรองโครงการตาม พ.ร.ก.นี้แม้แต่โครงการเดียว หลังจากนี้จะได้เห็นเงินกู้เหล่านี้ไปอยู่ในงบรายจ่ายปีต่อ ๆ ไป เพื่อจ่ายเงินต้น ดอกเบี้ย จนแทบไม่เหลือเงินไปลงทุนพัฒนาใด ๆ
ฝ่ายค้านเชื่อว่าการออก พ.ร.ก.ไม่สอดคล้องเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นวิกฤติที่รัฐบาลบริหารจัดการได้ หากแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่ไปตัดสินใจกู้เงิน ให้ประชาชนมาซื้อของในราคาแพง ครบ 4 เดือน ของก็แพงเหมือนเดิม แต่หนี้สาธารณะขยับเพิ่มขึ้นเกือบชนเพดาน จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง และไม่แน่ใจว่า รมว.คลัง จะกล้ายืนยันหรือไม่ว่า สิ่งที่ดำเนินการยังเป็นไปตามหลักการที่ตั้งไว้ เพราะโครงการนี้พุ่งเป้าไปถึง 25-26 ล้านคน
แม้แต่ รมว.คลังก็ยังลงทะเบียนใช้แอปฯ นี้ เพื่อให้ลูกหลานไปใช้หนี้ ล่าสุดยังตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี นี่คือการพุ่งเป้าเพียงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นใช่หรือไม่ แต่ทำให้คนไทยมีหนี้ 4 แสนล้านบาท จำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการตรวจสอบ
— อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
จากนั้น ที่ประชุมเห็นตรงกันให้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบการใช้จ่าย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จำนวน 25 คน กำหนดระยะเวลาพิจารณา 90 วัน ก่อนจะปิดประชุมในเวลา 16.16 น.




