“ข้อมูลรั่ว-แบงก์พันหาย” ที่นี่ประเทศไทย มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

5 ส.ค. 2569 - 19:23

  • วิเคราะห์สถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ท่ามกลางประเด็นร้อน ที่นี่...ประเทศไทย “ข้อมูลรั่ว-แบงก์พันหาย”! มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

  • จากกรณีข้อมูล ‘มหาดไทย’ ทะเบียนกรมการปกครอง กรมการขนส่ง โดนแฮ๊ก-หลุด ข้อมูลส่วนตัว รูปติดบัตร “นายกฯ-รัฐมนตรี-ผู้บริหาร มท.”

  • ปม “แบงก์พันหายจากระบบ 1.4 แสนล้าน” เป็นสัญญาณอันตรายของเงินนอกระบบ

“ข้อมูลรั่ว-แบงก์พันหาย” ที่นี่ประเทศไทย มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

รายการ Deep SPACE ลึกกว่าที่รู้ วิเคราะห์สถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ท่ามกลางประเด็นร้อน ที่นี่...ประเทศไทย “ข้อมูลรั่ว-แบงก์พันหาย”! มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? จากกรณีข้อมูล ‘มหาดไทย’ ทะเบียนกรมการปกครอง กรมการขนส่ง โดนแฮ๊ก-หลุด ข้อมูลส่วนตัว รูปติดบัตร “นายกฯ-รัฐมนตรี-ผู้บริหาร มท.” โดนเกือบหมด และปม “แบงก์พันหายจากระบบ 1.4 แสนล้าน” เป็นสัญญาณอันตรายของเงินนอกระบบ

ผู้ดำเนินรายการวิเคราะห์ไว้ในรายการ Deep SPACE ลึกกว่าที่รู้ วันพุธที่ 5 สิงหาคม 2569 ว่า ความล้มเหลวในการจัดสรรทรัพยากร และช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศ คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤตการสั่นคลอนอย่างรุนแรง จาก 2 ประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ “ข้อมูลรั่ว-แบงก์พันหาย” พร้อมชี้ให้เห็นถึงความหละหลวมของระบบคุ้มครองข้อมูลภาครัฐ และช่องโหว่ขนาดใหญ่ในระบบการเงินไทย โดยวิเคราะห์เจาะลึกรายละเอียดเป็นรายประเด็นดังนี้

ปม “ข้อมูลรั่ว” ไม่ใช่การแฮ็ก บิ๊กการเมืองไม่รอด ยัน ‘นายกฯ อนุทิน’

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่าข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของกระทรวงมหาดไทยและกรมการขนส่งทางบกโดนแฮ็ก จนทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลรวมถึงรูปถ่ายติดบัตรประชาชนของระดับ "นายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล), รัฐมนตรี และผู้บริหาร มท."หลุดออกสู่สาธารณะ ล่าสุดมีความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยวันนี้ (5 ส.ค.2569) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีข้อมูลทางราชการรั่วไหล ซึ่งปรากฏภาพนายกรัฐมนตรีสวมเสื้อสีส้มขณะถ่ายภาพเพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนจริงหรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรีพยักหน้ารับว่าจริง และกล่าวสั้นๆ ว่า “เป็นการถ่ายนานแล้ว” พร้อมระบุว่า กรณีข้อมูลรั่ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบว่า ข้อมูลหลุดออกมาได้อย่างไร หลุดจริงหรือไม่ และมีระบบป้องกันหรือไม่

ขณะที่ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยืนยันว่า เบื้องต้นตรวจสอบแล้วไม่ใช่การถูกแฮ็ก ระบบจากภายนอก ตรวจสอบพบว่ามีการใช้สิทธิ์ล็อกอินเข้าถึงข้อมูลจาก หมายเลข IP เดียวกันและสถานที่เดียวกันจำนวน 2 ครั้ง ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงได้สั่งปิดระบบเชื่อมต่อดังกล่าวเรียบร้อยเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลเพิ่มเติม

ส่วนข้อสันนิษฐานทางการเมืองนั้น รมว.ดีอี ระบุว่าพฤติกรรมนี้มีความน่าสนใจและเป็นไปได้สูงว่ามีนัยยะทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ยังต้องรอการแถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกันมีความเคลื่อนไหวจากผู้โพสต์ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ DomeCloud ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ออกมายอมรับว่าเป็นผู้โพสต์ภาพข้อมูลของกลุ่ม VIP ดังกล่าว พร้อมปฏิเสธว่า ไม่ใช่นัยยะทางการเมือง แต่ทำไปเพื่อสะท้อนความหละหลวมของระบบ เพื่อให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองตระหนักถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมาย PDPA อย่างจริงจัง โดยเจ้าตัวเตรียมเข้าให้ปากคำกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)

“ข้อมูลรั่ว” เชื่อมโยงสถานการณ์การเมือง-สังคม

รายการ Deep SPACE ได้สะท้อนว่า เหตุการณ์แฮกเกอร์เจาะระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และข้อมูลใบอนุญาตขับขี่ ของกรมการขนส่งทางบก ถือเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศ ประเด็นร้อนเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เกิดจากความหย่อนยานเชิงโครงสร้างและการกำกับดูแลของรัฐบาล ทั้งการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ นโยบายและการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์รวมถึงทุนเทายังไม่ต่อเนื่องและขาดความเด็ดขาด ส่งผลให้กลุ่มมิจฉาชีพและทุนมืดพัฒนาแซงหน้ากฎหมาย และสังคมที่ไร้ความมั่นคงปลอดภัย ประชาชนกลายเป็นผู้รับกรรมทั้งจากภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง เงินหายไปจากระบบ และยังต้องอยู่ท่ามกลางความระแวงว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกนำไปใช้อันตรายเมื่อใด

ปม “แบงก์พันหาย 1.4 แสนล้าน” สัญญาณอันตรายเงินนอกระบบ

ประเด็นนี้สร้างความตื่นตระหนกหลังผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยข้อมูลในงานเสวนาว่ามี ธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท (รุ่นเก่าอายุ 20–30 ปี) หายออกไปจากระบบหมุนเวียนปกติสูงถึง 140,000 ล้านบาท เป็นอีกหนึ่งประเด็นช็อกประเทศ

รายการ Deep SPACE ระบุว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นสัญญาณอันตรายสะท้อนภาวะการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาด เงินสดมหาศาลถูกกักตุนอยู่นอกระบบธนาคาร ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจะหมุนเวียนอยู่ในธุรกรรมสีเทา เช่น พนันออนไลน์ ยาเสพติด หรือการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ต้องการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบเส้นทางเงินดิจิทัล

“เงิน 1.4 แสนล้านบาทที่ไม่หมุนเวียนในระบบธนาคารส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการนำเงินทุนเหล่านี้ไปหมุนเวียนเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) และส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายทางการเงินของ ธปท. เงินจำนวนมหาศาลนี้ไม่ได้หายไปเพราะประเทศขาดเงินทุน แต่เกิดจากการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาด ซึ่งเป็นความผิดปกติทางเศรษฐกิจ”

ทั้งนี้มีการวิเคราะห์ถึงช่องโหว่ เม็ดเงินมหาศาลนี้คาดว่าถูกเก็บไว้ในรูปแบบ “เงินสดนอกระบบ” เพื่อใช้ในธุรกรรมสีเทา หรือกระจายอยู่ในกลุ่มธุรกิจที่ไม่ต้องการให้รัฐตรวจสอบเส้นทางการเงิน ขณะเดียวกันอาจมีความเชื่อมโยงกับคริปโต เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน แบงก์ชาติพบว่ามีการใช้เหรียญดิจิทัลอย่าง USDT (Tether) หมุนเวียนในธุรกรรมต้องสงสัยสูงถึง 250,000 ล้านบาท สะท้อนว่าทุนเทากำลังใช้ทั้งเงินสด และสินทรัพย์ดิจิทัลควบคู่กันเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

รัฐบาลควรออก พ.ร.ก. หรือไม่?

มีข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อตรวจสอบความผิดปกติและจัดการกับทั้งสองกรณีนี้ แต่มีแง่มุมที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

กรณีแบงก์พันหาย นักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มเสนอให้ ธปท. ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด เช่น โมเดลการยกเลิกธนบัตรแบบฉับพลัน เลียนแบบประเทศอินเดีย เพื่อบีบให้เงินมืดเหล่านี้ต้องกลับเข้ามาในระบบภาษีและระบบธนาคารปกติ หรือประสาน ธปท. ประกาศยกเลิกการใช้ธนบัตร 1,000 บาท 2 รุ่นที่เป็นปัญหา โดยบังคับให้นำมาแลกคืนในระยะเวลาที่กำหนด พร้อมทั้งต้องสำแดงที่มาของเงิน วิธีนี้จะบังคับให้เงินนอกระบบและทุนเทาต้องเผยตัวออกมา

กรณีข้อมูลรั่ว การออกกฎหมายพิเศษหรือยกระดับการบังคับใช้กฎหมายไซเบอร์ขั้นเด็ดขาด จะช่วยเพิ่มอำนาจให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบหน่วยงานรัฐและเอกชนที่ละเลยการปกป้องข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

ประเทศไทยมาถึงมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

รายการ Deep SPACE ประเมินว่า ประเทศไทยมาถึงจุดนี้เนื่องจาก "ความเร็วของเทคโนโลยีและทุนสีเทา วิ่งแซงหน้ากลไกกำกับดูแลของรัฐ" ระบบราชการขาดการบูรณาการด้านความปลอดภัยไซเบอร์อย่างเข้มงวดกับหน่วยงานเครือข่าย ขณะที่มาตรการสกัดกั้นเงินนอกระบบและการฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลยังตามหลังขบวนการอาชญากรรมอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งในมิติความปลอดภัยส่วนบุคคลและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ติดตามรายการ Deep SPACE ได้ทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 13.00-14.00 น. พร้อมข้อมูลใหม่ ทุกแวดวงข่าวสารรอบตัว ลึกกว่าที่รู้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์