รั้วชายแดน ‘ไทย-กัมพูชา’ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ช่วงหลักเขตแดนที่ 52-59 ระยะทาง 8.3 กิโลเมตร ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง กลายเป็น ‘เป้าโจมตี’ ภายใน ‘ศึกการเมือง’ ในฝั่ง ‘กัมพูชา’ ที่สะเทือนถึง ‘กองทัพไทย’ ที่รับผิดชอบโครงการสร้างรั้ว
เหตุจาก ‘อุม สม อาน’ อดีต สส.ฝ่ายค้าน กัมพูชา ได้ออกคำแถลง-ให้สัมภาษณ์ ปลุกประเด็นโจมตี ‘ฮุน มาเนต’ นายกฯกัมพูชา ว่ายอม ‘เสียดินแดน’ ให้กับไทย พื้นที่ จ.พระตะบอง ช่วงหลักเขตแดนที่ 52-59 ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็น ‘เกมต่อรองการเมือง’ ระหว่าง ‘อุม สม อาน’ กับ ‘ฮุน มาเนต’
โดย ‘ฮุน มาเนต’ ให้ ‘อุม สม อาน’ ที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ กลับ ‘กัมพูชา’ มาชี้แจงและตรวจสอบหลักฐานต่างๆ พร้อมรับประกันความปลอดภัย
ขณะที่ ‘อุม สม อาง’ เรียกร้องให้ ‘รัฐบาลกัมพูชา’ ให้ ‘ถอนข้อหา-ขอพระราชทานอภัยโทษ’ เพื่อเดินทางกลับกัมพูชา แต่ ‘ฮุน มาเนต’ เสนอให้ส่ง ‘คณะผู้แทน’ ร่วมหารือแทน ซึ่ง ‘อุม สม อาน’ จะส่งรายชื่อให้ช่วงสิ้นเดือน ต.ค.นี้ เพื่อพบกับ ‘คณะทำงานด้านกิจการชายแดน’ ของรัฐบาลกัมพูชา เพื่อนำเสนอ ‘เอกสาร-หลักฐาน’ เกี่ยวกับพื้นที่ชายแดน
ซึ่ง ‘ฮุน มาเนต’ ระบุว่า ข้อกล่าวหาที่ว่า ‘รัฐบาลกัมพูชา’ ยอมยกดินแดนกัมพูชาให้แก่ไทย ช่วงระหว่างหลักเขตแดน 52-59 เป็นเรื่องร้ายแรงเกิน กว่าจะเพิกเฉยได้ จึงจำเป็นต้องออกมาตอบโต้โดยตรง
ความเคลื่อนไหวภายใน ‘กัมพูชา’ กระทบชิ่ง ‘กองทัพไทย’ ที่ดูแลโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ ‘กองทัพเรือ’ รับผิดชอบ ผ่านกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ทำให้ ‘กองทัพไทย’ ออกมาชี้แจง ‘ผลกระทบ’ จากการสร้างรั้ว จาก ‘คนไทย’ ที่มี ‘พื้นที่ทำกิน’ บริเวณดังกล่าว ซึ่งมีพื้นที่ที่เข้าไปในฝั่งกัมพูชา
ทั้งนี้จากข้อมูล ‘ศูนย์ดำรงธรรม’ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากประชาชนในพื้นที่ต.เทพนิมิต ซึ่งมีที่ดินทำกิน บริเวณหลักเขตแดนที่ 52-59
ผลจากการจัดทำ ‘หลักหมุดชั่วคราว’ ระยะห่าง 50 เมตร ทำให้แนวเขตแดนมีความชัดเจนขึ้น ทำให้ ‘พื้นที่ทำกินบางส่วน’ ที่ประชาชนเคยใช้ประโยชน์อยู่ในเขตแดนฝั่งกัมพูชา ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าไปทำกินได้เช่นเดิม
ซึ่งมีประชาชนยื่นคำร้องขอความช่วยเหลือจำนวน 66 ราย รวม 68 แปลง เนื้อที่ตามคำร้อง 863 ไร่ 1 งาน 48 ตารางวา
ทำให้ ‘กองทัพไทย’ ประสาน ‘กระทรวงมหาดไทย’ จัดทำข้อมูลรายละเอียดของผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ ‘คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)’ ในการหาแนวทางช่วยเหลือ เยียวยา หรือจัดสรรที่ดินทำกินต่อไป
สำหรับความคืบหน้าการจัดสร้าง ‘รั้วชายแดน’ ต.ค.69 พบว่า งานก่อสร้างแบ่งเป็น 3 ช่วง รวมระยะทาง 8.38 กิโลเมตร
ช่วงที่ 1 ระยะทาง 1.31 กิโลเมตร ช่วงหลักเขตแดนที่ 52-54 เสร็จสมบูรณ์ 100 %
ช่วงที่ 2 ยาว 3.45 กิโลเมตร ช่วงหลักเขตแดนที่ 54-55 คืบหน้าแล้ว 70 %
ช่วงที่ 3 ยาว 3.62 กิโลเมตร ช่วงหลักเขตแดนที่ 55-59
ขณะนี้มีการดำเนินงานระยะที่ 2-3 ส่วนงานสะพานข้ามคลองบางจุดยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
สำหรับ หลักเขตแดนที่ 52-59 เป็น ‘เขตแดน’ ที่ผ่านกลไก คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ซึ่งการสร้างรั้วชายแดนต้อง ‘เห็นพ้อง’ ทั้ง ‘ไทย-กัมพูชา’ เพราะจะต้องมี ‘ถนนขนาบรั้ว’ ทั้ง 2 ฝั่ง
ทั้งนี้มีรายงานว่า การสร้างรั้วเฟส 2-3 ไม่มี ‘ทหารกัมพูชา’ เข้ามาก่อกวน แม้จะปรากฏข่าวเกี่ยวโยงการเมืองภายใน ‘กัมพูชา’ ก็ตาม
สำหรับพื้นที่ จ.จันทบุรี เป็นเพียงจังหวัดเดียวที่ไม่มี ‘เหตุปะทะ’ ระหว่าง ‘ไทย-กัมพูชา’ ทั้ง 2 ระลอก ซึ่ง จ.จันทบุรี อยู่ตรงข้าม จ.พระตะบอง และ จ.ไพลิน ของกัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ ‘ไทย-กัมพูชา’ ยังคงสามารถ ‘เจรจา-พูดคุย’ กันได้
ทำให้ ‘ด่านบ้านผักกาด’ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ถูกใช้เป็นพื้นที่ ‘ลงนามหยุดยิง’ ระหว่าง ‘ไทย-กัมพูชา’ ระหว่าง รมว.กลาโหม 2 ประเทศ เมื่อ 27ธ.ค.68
ดังนั้นจึงต้องจับตา ‘การเมือง’ ภายใน ‘กัมพูชา’ ที่จะมีการ ‘เลือกตั้ง’ ปี 2570 จะมีการ ‘ปลุกไฟชายแดน’ ใช้หวังผล ‘ชาตินิยม-การเมือง’ หรือไม่ เพราะย่อมส่งผบต่อ ‘ไทย’ โดยตรง ซึ่งด่านหน้าก็คือ ‘กองทัพ’ นั่นเอง




