โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw จัดเวทีพูดคุยภายใต้หัวข้อ ‘ชนกำแพงให้จบๆ ผ่าพิภพ สว.' ที่โรงแรมมารวยการ์เด้น นำโดย ‘ยิ่งชีพ อัชฌานนท์’ ผู้อำนวยการไอลอว์ โดยมีพยานผู้สมัคร สว. ได้แก่ ‘เพียรพร ดีเทศน์’ อดีตผู้สมัคร สว. กลุ่ม 8 สิ่งแวดล้อม และ ‘หทัยรัตน์ พหลทัพ’ อดีตผู้สมัคร สว. กลุ่ม 18 สื่อสารมวลชน ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ดำเนินรายการโดย ‘สมภพ รัตนวลี’ และ ‘จอมขวัญ หลาวเพ็ช’
โชว์กองเอกสารสำนวนคดีฮั้ว สว. ขู่ กกต. เปิดข้อมูล หากไม่สั่งฟ้อง
'ยิ่งชีพ' บรรยายปิดท้าย ระบุว่า ข้อมูลที่ได้รับฟังจากพยานต่างๆ ถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับสำนวนคดีทั้งหมดที่มีอยู่ถึง 9 หมื่นหน้า ซึ่งชัดเจนว่า มีหลักฐานเพียงพอให้ควรเชื่อได้ว่า ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรต้องสั่งฟ้อง สว. ได้แล้ว
พร้อมชี้ว่า เป็นไปไม่ได้ที่หัวหน้าขบวนการจะโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. เอง ดังนั้น ข้ออ้างว่าไม่มีเส้นทางการเงินโยงถึงระดับแกนนำนั้นถือว่าไร้สาระ และหาก กกต. สั่งฟ้องไปไม่ถึงแกนนำของพรรคภูมิใจไทย ถือว่า กกต. ไร้น้ำยา โดย กกต. 4 จาก 7 คนนี้ ก็มาจากการลงมติเห็นชอบของ สว. ชุดปัจจุบัน ซึ่งไม่เกิน 31 สิงหาคม เราจะได้เห็นว่าเขาจะสั่งฟ้องคดีนี้หรือไม่ และหากสั่งไม่ฟ้องใครเลย ข้อมูล 9 หมื่นกว่าหน้าในสำนวนจะไม่ถูกนำเสนอต่อศาลเลย ประชาชนจะไม่มีโอกาสรู้ความจริง สว. ทั้งหมดจะลอยนวล เราจะย้อนกลับมารื้อสิ่งนี้อีกไม่ได้แล้ว
“ซ้ำร้ายหากประชาชนเสนอแก้ระบบเลือก สว. ก็ต้องเสนอผ่าน สว. ชุดสีน้ำเงิน ที่จะมาลงมติปกป้องที่มาของตัวเอง คราวหน้าการเลือก สว. ก็ต้องใช้กระบวนการแบบนี้ ซึ่งทุกคนก็จะวิ่งเข้าหากลุ่มพวกนี้ และรู้แล้วว่า มีวิธีจัดการ กกต. อย่างไร”
— ยิ่งชีพ กล่าว
ทั้งนี้ ได้ยกส่วนหนึ่งของกองเอกสารสำนวนฟ้องคดีทุจริตการเลือก สว. ที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ซึ่งมีส่วนร่วมในกระบวนการสืบสวนสอบสวน มอบให้เพราะรู้สึกว่าไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ซึ่งได้อ่านแล้วและรู้สึกเจ็บปวดจนไม่อาจจะรู้อยู่คนเดียวได้ และหาก กกต. ตัดสินใจไม่สั่งฟ้อง ก็จะจะเปิดเผยเนื้อหาในสำนวนฟ้องทั้งหมดให้ประชาชนได้รับรู้ และหาก กกต. เลือกสั่งฟ้องแค่บางคน เราจะดูว่าท่านปล่อยใครไป หรือยกคำร้องใคร เราจะเปิดข้อมูลของคนนั้น กกต. ไม่ฟ้องคนไหน เราเปิดคนนั้น

เปิดหลักฐาน 'ผู้สมัคร สว.' โทรหา 'ภราดร-กรวีร์' วันเลือก
ยิ่งชีพ ยกตัวอย่าง คำให้การของ ‘ผู้ช่วย สส. อ่างทอง’ ที่พา ‘ผู้สมัคร สว.’ จากจังหวัดอ่างทองมาพักที่โรงแรมมารวยการ์เด้นในคืนก่อนวันเลือก สว. ระดับประเทศ โดยอ้างว่า อยู่ใกล้สถานที่เลือกระดับประเทศคือ อิมแพคอารีนา เมืองทองธานี ซึ่งเมื่อวัดระยะทางกันแล้วไกลออกไปถึง 14 กิโลกรัม แต่ที่อยู่ใกล้จริงคือศูนย์กลางอำนาจของการเลือก สว. ต่างหาก
ยิ่งชีพ ระบุด้วยว่า ยังมีข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของผู้สมัคร สว. หลายคนจากจังหวัดอ่างทอง ที่โทรฯ หา ‘ภราดร ปริศนานันทกุล’ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ‘กรวีร์ ปริศนานันทกุล’ สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในช่วงเช้า
โดยวันเดียวกันในช่วง 23.00 น. โดยประมาณ ที่ผู้สมัครทุกคนต้องถูกยึดโทรศัพท์มือถือ แต่กลับมีหมายเลขโทรศัพท์ของผู้สมัคร สว. จากอ่างทอง ที่โทรฯ ออกไปหา 'ภราดร-กรวีร์' ทั้งที่ผู้สมัครคนอื่นยังใช้โทรศัพท์ไม่ได้ ต้นทางชัดเจนว่าโทรจากอิมแพคอารีนา เมืองทองธานี และปลายสายก็อยู่ที่อิมแพคอารีนา เมืองทองธานี เช่นกัน
พร้อมทิ้งท้าย ด้วยการเรียกร้องไปยัง กกต. ว่า ต้องสั่งฟ้องผู้ต้องสงสัยในสำนวนคดีฮั้ว สว. ทั้งหมด 229 คนเท่านั้น หากละเว้นใครไว้ จะเปิดเผยข้อมูลของบุคคลนั้นในสำนวนคดีให้ประชาชนได้รับรู้ พร้อมย้ำว่าอย่าตัดตอนคดีเลือกสั่งฟ้องแค่บุคคลระดับเล็ก

ถูกเสนอเงินหกหลัก 'สว.ปัจจุบัน' ชวนเข้ากลุ่ม ขณะ 'สว.ประชาชน' ผึ้งแตกรัง แค่เพ้อฝัน
ขณะที่ผู้สมัครอื่นๆ อาทิ ‘หทัยรัตน์ พหลทัพ’ อดีตบรรณาธิการบริหารสำนักข่าว The Isaan Record ในฐานะผู้สมัคร สว.กลุ่ม 18 กล่าวว่า ขอไม่พูดถึงเรื่องโมฆะหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นไปได้ยากมาก แต่คือการที่หลายคนในประเทศนี้ปล่อยให้มีการทุจริตมโหฬารได้อย่างไร ส่วนตัวมีบ้านเกิดที่หนองบัวลําภู จึงต้องไปลงในจังหวัดนั้น ซึ่งเมื่อลงพื้นที่ก็เห็นปรากฏการณ์ทุจริตเยอะมาก ตั้งแต่รอบอำเภอ ก็รู้ว่ามีการซื้อเสียงกันแล้ว โดยมีการเปิดเผยว่า มีการจ่ายเงินจากสัตวแพทย์คนหนึ่ง ที่ทํางานให้กับพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ที่มี ‘นายกฯ เป็นผู้หญิง’
อย่างไรก็ดี เมื่อผ่านเข้าไปในรอบประเทศ (วันที่ 24-25 มิ.ย. 67) ‘สว.สรชาติ’ โทรมาหากว่าสิบสาย บอกว่าจะมีการประชุมที่โรงแรมไมด้า งามวงศ์วาน ส่วนตัวตอบไปว่า มีอพาร์ตเมนต์ในกรุงเทพฯ ไม่เป็นไร เขาจึงอาสาจ่ายค่าเดินทางให้ ในสายที่สิบเขาบอกว่า ขอชวนมาอยู่ในกลุ่มพี่ เพราะในกลุ่มของเราไม่มีสื่อมวลชน "พี่เสนอเงินให้หกหลัก" ก็ไม่แน่ใจว่า หลังเข้าไปในกลุ่มในขบวนการแล้ว ตัวเลขจะแค่ไหนอย่างไร

หทัยรัตน์ กล่าวว่า ตอนแรก ‘สรชาติ’ ไม่ได้อยู่ในก๊วนสีนี้ พร้อมชี้ไปที่สีเสื้อตัวเอง ซึ่งเป็นสีน้ำเงิน ก่อนกล่าวว่า อาจจะประชดนิดนึง แต่ไม่ได้อยู่สีน้ำเงิน สิ่งหนึ่งที่เราและคิดว่านักข่าวที่ตามพรรคภูมิใจไทยรู้ คือก่อนจะมีการเลือกประธานวุฒิสภา มีการพิมพ์รายชื่อ สว.19 คน หนึ่งในนั้น มีเพื่อนที่เป็นแกนนํานักศึกษาตั้งแต่ยุค สนนท. แล้วนํารายชื่อไปเสนอให้กับผู้มีอํานาจของพรรคภูมิใจไทย ว่าจะขอโหวตให้กับประธานวุฒิสภา เพื่อค่าตอบแทนคนละ 3 ล้านบาท เพื่อตนเองก็อยู่ในรายชื่อ จึงขอเรียกร้องเพื่อนนักข่าวที่ประจําอยู่ที่รัฐสภาเปิดเผยข้อมูลออกมา ซึ่งตอนนี้ก็ตัดขาดเพื่อนกันไปแล้ว ไม่ขอคบ ใบ้ว่า เพื่อนซื้อรถเบนซ์ และตั้งชื่อรถเบนซ์เป็นชื่อวรรณกรรมหนึ่ง ที่เป็นผีเสื้อสมุทร
หลังจากการเลือก สว.ระดับประเทศแล้ว ได้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ยืนยันว่า มีหลักฐานทุกอย่าง พร้อมเจอกันที่ศาล เจ็บนิดเดียว แต่อย่าฟ้องไกลก็พอ โดยในแต่ละระดับ มีการจ่ายเงินแตกต่างกันเป็นลําดับขั้น และในแต่ละภาคก็เป็นจํานวนเงินที่ไม่เท่ากัน เมื่อมีการเปิดเผยรายชื่อ ว่าได้รับเลือกในระดับประเทศ ตนเองได้รับการติดต่อจากพี่คนหนึ่งที่เป็นผู้สมัครจังหวัดกาญจนบุรี เขาบอกว่า มีคนมาเสนอเงินให้ 5 แสนบาท ซึ่งเป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับโรงแรมนี้ และมีหลักฐานเป็นกล้องวงจรปิดหน้าบ้านบันทึกไว้ในวันที่เขามาติดต่อด้วย ดังนั้น หากใครมีหลักฐาน ขอให้สืบต่อ หรือส่งให้ไอลอว์ เพิ่อทำลายระบบนี้ อย่าให้ได้ผุดได้เกิด
หทัยรัตน์ กล่าวอีกว่า ก่อนเข้าสู่กระบวนการอยู่ในกลุ่ม สว.ประชาชน ที่โรแมนติก ใสในทางการเมืองมาก เพราะเชื่อว่าการแสดงวิสัยทัศน์ หรือการตั้งเป้าในการเป็น สว. แล้วจะมีคนเข้ามาเป็นอาสาสมัครให้เรา หากเห็นเพื่อนมีวิสัยทัศน์มากกว่า แล้วจะโหวตให้ แต่เมื่อถึงวันเลือก คะแนนออกมาแล้ว บางคนก็ไม่พอใจ จึงเกิดปรากฏการณ์ 'ผึ้งแตกรัง' สัญญาที่บอกว่าจะโหวตให้เรา ปรากฏว่าไม่โหวต ไปเข้ากลุ่ม ดี เด่น ดัง, สีน้ําเงิน หรือกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ที่มีโอกาส ทําให้เห็นว่าความเชื่อมั่นในประชาธิปไตยของเรา มันคือเรื่องเพ้อฝัน ดังนั้น เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สว.คือสิ่งที่เราเชื่อว่า ไม่ควรมี หากจะมีการแก้ไขอะไรต่อไปอย่ามี สว.ในประเทศนี้เลย

'อดีต สส. บิ๊กในจังหวัด' กดดัน
‘เพียรพร’ ระบุว่า สว. กลุ่ม 8 เป็นที่ตนเองมองว่า ทุเรศที่สุด เพราะเอากลุ่มคนที่ต่อต้านการทำเหมือง ต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อม มารวมกับกลุ่มนายทุน ที่ทำอสังหาริมทรัพย์ออกแบบผังเมือง ตนเองจึงตัดสินใจมาลงในกลุ่มนี้ เพื่อที่จะเข้าไปเป็นเสียงส่วนน้อยที่ทำให้เรื่องนี้ดีขึ้น
ตั้งแต่ตนเองทำงานมา มองว่ากติกานี้ ไม่เป็นไปตามกติกา เมื่อเราทำแล้ว มีกลุ่มคนที่เขียนประวัติแบบไม่ใกล้เคียงกับความจริง การแบ่งกลุ่มที่สมัครตามความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์อาชีพที่ไม่ครอบคลุม และ ประวัติ ใบ สว. 3 ไม่สมเหตุสมผล ไม่มีการทำความรู้จัก เพื่อตัดสินใจเลือก
เพียรพร ย้ำว่า ผู้ที่มีหน้าที่รักษากติกา กลับไม่ทำตามกติกานั้นเลย ส่วนตัวไม่เคยจินตนาการเลยว่า ในประเทศไทยจะมีการทุจริต และไม่เคารพความถูกต้องได้มากขนาดนี้ มีข้อกังขาต่อการทำงานของ กกต. ตลอดกระบวนการ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ การเลือก สว. เพื่อต้องการให้มีตัวแทนเข้ามาทำงาน แต่กลับทำกับประเทศแบบนี้ และ กกต. ยังคงทนทาน แม้จะมีข้อสงสัยจากสาธารณะอย่างท่วมท้น
ในระดับจังหวัดมีบิ๊กในจังหวัด ซึ่งเป็นอดีต สส.จังหวัดแม่ฮ่องสอน ติดต่อเข้ามา เพื่อให้เข้าไปคุยก่อนการเลือก และมีการมากดดันตนเอง ซึ่งตนเองด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำไมถึงทำกันแบบนี้ เชื่อว่า ความเข้าใจที่มีมากขึ้นในสังคมไทย น่าจะสร้างความกดดันได้ในระดับนึง และถึงแม้ว่าหากเลวร้ายที่สุดสิ้นเดือนนี้ ไม่มีการสั่งฟ้อง ก็จะคาใจแบบนี้ต่อไป และจะเป็นตราที่ประทับอยู่ในชีวิตของคนเหล่านั้นตลอดไป

เพียรพร เชื่อเสมอว่า ความผิด ต้องแก้ไขได้ในวันหนึ่ง และความยุติธรรม วันหนึ่งจะต้องเกิดขึ้น ตนเองเก็บหลักฐานไว้ทั้งหมด เชื่อว่าวันหนึ่งอาจจะต้องนำมาใช้ มันเป็นข้อเท็จจริง และไม่อยากให้ประเทศหมดหวังขนาดนั้น ระบบแบบนี้ การกระทำแบบนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว ขอให้เป็นครั้งเดียวในจักรวาล ครั้งเดียวในโลก เมื่อผ่านกระบวนการเหล่านั้น ทั้งเจ็บป่วยทางใจ และทางกายเป็นเดือน กว่าจะฟื้นตัว ทำไมคนเราถึงเลวได้ขนาดนี้ ไม่เคยเข้าใจทำไมเขาไม่อยากเห็นประเทศดีขึ้น ทำไมไม่อยากเห็นเด็กมีการศึกษาที่ดี มีอนาคตที่ดี ทำไมถึงอยากฝังทุกอย่างไว้ในดิน และมีแค่ตัวเขาเองที่อยู่ข้างบน
เพียรพร กล่าวย้ำว่า ขอให้เป็นครั้งสุดท้าย และหวังว่าสิ้นเดือนนี้ จะมีการฟ้อง และสืบสวนข้อมูล เรียกผู้ที่ควรได้รับโทษ มารับโทษบ้าง อย่าเพิกเฉยไปเลย และเพิกเฉยต่อความถูกต้องขนาดนี้ มองว่าเป็นความเจ็บปวดเกินไป สำหรับเราหลายคนที่สนใจอยากให้ประเทศชาติดีขึ้น และอยากเห็นระบบที่ดีขึ้น




