จากประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับบัญชีรับบริจาคและเส้นทางการเงินของ ‘บุ๋ม’ ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี ที่ตอนนี้ถูกสังคมจับตาอย่างหนัก กระทั่งนำไปสู่การร้องทุกข์ต่อกองปราบปราม เรื่องนี้จุดกระแสคำถามถึงความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาคของมูลนิธิ รวมถึงกลไกการตรวจสอบการใช้เงินที่ประชาชนร่วมบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์
SPACEBAR จึงชวนมาย้อนดูข้อมูลว่า ‘มูลนิธิ’ ในประเทศไทยมีมากแค่ไหน และแบ่งเป็น ‘มูลนิธิ’ ประเภทใดบ้าง

ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2566 ระบุว่า ประเทศไทยมีมูลนิธิทั่วประเทศ (ไม่รวมในพื้นที่ กทม.) จำนวน 9,736 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นมูลนิธิที่ดำเนินกิจการโดยชอบด้วยกฎหมาย 7,966 แห่ง และมีเหตุให้ยกเลิก 1,770 แห่ง
ขณะที่ข้อมูลจากสำนักปกครองและทะเบียน กรุงเทพมหานคร ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 พบว่า เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ มีมูลนิธิรวม 5,128 แห่ง แบ่งเป็นมูลนิธิที่ยังดำเนินการอยู่ 5,017 แห่ง ยกเลิกแล้ว 66 แห่ง และย้ายออกนอกจังหวัด 45 แห่ง
ข้อมูลจากกรุงเทพมหานคร ระบุว่า ภารกิจของมูลนิธิในกรุงเทพฯ ครอบคลุมหลากหลายด้าน โดยมีภารกิจด้านการศึกษามากที่สุด 3,555 แห่งรองลงมาคือด้านสาธารณกุศล 3,335 แห่ง การช่วยเหลือผู้ยากไร้ 2,248 แห่ง ศาสนา 1,367 แห่ง และงานวิจัย-วิชาการ 1,116 แห่ง นอกจากนี้ยังมีภารกิจด้านสุขภาพและการแพทย์ วัฒนธรรม อาชีพและเกษตรกรรม การพัฒนาชุมชน การช่วยเหลือภัยพิบัติ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมและกีฬา
ท่ามกลางคำถามเรื่องการตรวจสอบบัญชีและการเปิดเผยข้อมูล ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ‘มูลนิธิและสมาคม’ อยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งตามหลักเกณฑ์ต้องส่งรายงานการเงินและผลการดำเนินงานเป็นประจำทุกปี
อย่างไรก็ตาม ‘ปกรณ์’ ยอมรับว่า ด้วยจำนวนมูลนิธิที่มีอยู่มาก การตรวจสอบอาจยังไม่เข้มข้นเพียงพอ จึงเห็นว่า ควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบัญชี และเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบจากสาธารณะ
พร้อมระบุว่า อาจต้องหารือกับ ‘สภาวิชาชีพบัญชี’ เพื่อวางแนวทางและมาตรฐานระบบบัญชี รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยมองว่า เงินบริจาคเกิดจากความศรัทธาของประชาชน จึงควรเปิดโอกาสให้สังคมรับรู้ได้ว่าเงินเหล่านั้นถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด
ประเด็นสำคัญ ไม่ใช่แค่การตรวจสอบมูลนิธิใดมูลนิธิหนึ่ง แต่คือการยกระดับระบบกำกับดูแล เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคม และไม่ให้ ‘ความศรัทธา’ ที่ประชาชนมอบให้ กลับกลายเป็นช่องโหว่ในการบริหารจัดการเงินบริจาค เพราะท้ายที่สุดแล้ว ‘มูลนิธิ’ ไม่ได้ดำเนินงานอยู่ได้ด้วย ‘เงิน’ เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัย ‘ความไว้ใจ’ จากผู้บริจาคและสังคมเป็นสำคัญ
ดังนั้น โจทย์สำคัญที่สุด คือ จะพัฒนาระบบตรวจสอบจากเดิมอย่างไร เพื่อให้มั่นใจว่า ‘เงินบริจาค’ ทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องตามเจตนารมณ์ของผู้ให้ และไม่ส่งผลกระทบต่อ ‘มูลนิธิ’ อื่นๆ อีกจำนวนมากที่ยังคงทำงานช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง




