ขัดแย้งหรือจำเป็น? รายการ ‘สนามข่าว 96’ ผ่าปมร้อน “ยุบ กอ.รมน.” พร้อมสำรวจบทบาท ‘มิดฟิลด์ความมั่นคง’
คำถามเรื่องการ “ยุบ กอ.รมน.” กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง ภายหลัง วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เสนอแนวคิดให้ทบทวนบทบาทและยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จุดกระแสถกเถียงไปทั่วทั้งแวดวงการเมืองและความมั่นคง ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า ในวันที่หลายฝ่ายมองว่าบทบาทขององค์กรแห่งนี้ควรถูกปรับเปลี่ยน “ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมี กอ.รมน.อยู่หรือไม่” และหากยุบจริง “ใครจะเข้ามารับช่วงภารกิจ” ที่องค์กรนี้ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
ประเด็นดังกล่าวยังถูกเชื่อมโยงไปถึงท่าทีของนายกรัฐมนตรี ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ซึ่งมองว่า กอ.รมน. เป็นสถาบันด้านความมั่นคงที่ปฏิบัติหน้าที่มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน พร้อมระบุว่าจะหาโอกาสพูดคุยหรือ “ปรับความเข้าใจ” กับวันมูหะมัดนอร์ มะทา ต่อข้อเสนอที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อถูกถามถึง “คดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” ซึ่งมีการพาดพิงถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ‘อดีต กอ.รมน.’ นายกรัฐมนตรีก็ย้ำว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในกระบวนการยุติธรรม และรัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของพนักงานสอบสวน โดยทุกอย่างต้องดำเนินไปตามหลักนิติรัฐและกฎหมาย
และเพื่อสะท้อนมุมมองจากฝ่าย กอ.รมน. รายการได้อ้างถึงการให้ความเห็นของ ‘เสธ.ปู’ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน.
พล.อ.ชัยพฤกษ์ ยืนยันว่า กอ.รมน. ไม่ได้มีหน้าที่เฉพาะการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่บูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานพลเรือนในหลากหลายมิติ ทั้งการแก้ปัญหายาเสพติด ภัยพิบัติ ไฟป่า ปัญหาสิ่งแวดล้อม และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเปรียบเทียบบทบาทของ กอ.รมน. กับ “ทีมฟุตบอล” ว่าองค์กรไม่ได้เป็นผู้เล่นทุกตำแหน่งหรือเป็นผู้ทำประตูเองทั้งหมด แต่ทำหน้าที่คล้ายกองกลางที่คอยเชื่อมเกม ประสานงาน และส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้าไปปฏิบัติภารกิจในแต่ละเรื่อง เปรียบเสมือนการทำหน้าที่เป็น “มิดฟิลด์” ของระบบราชการและความมั่นคงของประเทศ ซึ่งทำให้การทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ เดินไปในทิศทางเดียวกัน
ในการชี้แจงดังกล่าว พล.อ.ชัยพฤกษ์ ยังตอบข้อครหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการใช้งบประมาณและกรณี “ทหารผี” โดยยืนยันว่ามีการตรวจสอบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และหากพบการกระทำที่ไม่ถูกต้องก็มีการดำเนินการตามระเบียบ ขณะเดียวกันก็อธิบายว่าอัตรากำลังบางส่วนที่ถูกตั้งข้อสังเกตนั้นเกี่ยวข้องกับภารกิจเฉพาะทางหรือถูกกันไว้รองรับภารกิจในอนาคต จึงไม่อาจมองจากตัวเลขเพียงอย่างเดียวได้
ส่วนในช่วงการพูดคุยและวิเคราะห์ประเด็น “ยุบ กอ.รมน.” กับ รศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นั้นมองว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในอดีตนักการเมืองหลายกลุ่มเคยวิพากษ์วิจารณ์ กอ.รมน. หรือประกาศว่าจะลดบทบาทขององค์กร แต่เมื่อเข้ามาบริหารประเทศกลับพบว่า กอ.รมน. เป็นกลไกที่รัฐยังต้องพึ่งพาอยู่ ทั้งในด้านข้อมูล ข่าวกรอง และการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ
อาจารย์วันวิชิตอธิบายว่า กอ.รมน. มีรากฐานมาจากการต่อสู้กับภัยคุกคามทางอุดมการณ์ในยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะการรับมือกับขบวนการคอมมิวนิสต์ แม้บริบทในปัจจุบันจะเปลี่ยนไป แต่บทบาทขององค์กรก็ได้ขยายออกไปสู่การรับมือปัญหาความมั่นคงในมิติใหม่ ๆ ตั้งแต่ยาเสพติด ภัยธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงปัญหาสังคมที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เขาจึงเห็นว่า กอ.รมน. ในปัจจุบันมีลักษณะคล้าย “มิดฟิลด์” หรือศูนย์กลางประสานงานของรัฐ มากกว่าจะเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว
ในมุมมองของอาจารย์ ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าควรยุบหรือไม่ยุบ กอ.รมน. แต่อยู่ที่ว่า หากลดบทบาทหรือยกเลิกองค์กรนี้แล้ว จะมีหน่วยงานใดเข้ามารับผิดชอบภารกิจทั้งหมดแทนได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตที่ต้องอาศัยการบูรณาการกำลังคน งบประมาณ และข้อมูลจากหลายหน่วยงานพร้อมกัน เขาตั้งข้อสังเกตว่า ทุกฝ่ายอาจเห็นตรงกันว่ากองทัพควรลดบทบาททางการเมืองและความมั่นคงภายในลง แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น รัฐก็มักหันกลับไปพึ่งพาโครงสร้างและศักยภาพของกองทัพอยู่เสมอ
สำหรับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ อาจารย์วันวิชิตเห็นว่าเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้างและอัตลักษณ์ที่สั่งสมมายาวนาน ไม่ใช่ปัญหาที่จะใช้กำลังหรือมาตรการด้านความมั่นคงแก้ไขได้เพียงอย่างเดียว การสร้างสันติภาพจึงต้องอาศัยเวลา ความอดทน และการพูดคุยอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประสานการทำงานของภาครัฐในพื้นที่ ซึ่งเป็นบทบาทที่ กอ.รมน. ยังคงปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน
ท้ายที่สุด อาจารย์วันวิชิตยอมรับว่า กอ.รมน. มีข้อบกพร่องและข้อครหาหลายด้าน ทั้งเรื่องภาพลักษณ์ งบประมาณ และการทำงานของบุคลากรบางส่วน แต่เขาเห็นว่าทางออกที่เหมาะสมควรเป็นการปฏิรูป ปรับโครงสร้าง และกำหนดภารกิจให้ชัดเจนมากขึ้น มากกว่าการยุบองค์กรทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า การวิจารณ์หรือเรียกร้องให้ยุบองค์กรอาจทำได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการเสนอคำตอบว่า ประเทศจะใช้กลไกใดเข้ามาทำหน้าที่แทน กอ.รมน. ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย
สุดท้ายแล้ว ปมถกเถียงเรื่อง “ยุบ กอ.รมน.” อาจไม่ใช่การตัดสินว่าองค์กรแห่งนี้ควรอยู่หรือไป แต่คือการตั้งคำถามต่ออนาคตของระบบความมั่นคงไทยทั้งระบบ ว่าจะปรับตัวอย่างไรให้สอดคล้องกับสังคมประชาธิปไตยในศตวรรษที่ 21 เพราะไม่ว่าคำตอบสุดท้ายจะเป็นการคงอยู่ ปรับบทบาท หรือปฏิรูปองค์กร สิ่งที่สังคมต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่การเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน แต่คือการมีโครงสร้างที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้ พร้อมกับรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐและความไว้วางใจของสังคมไปพร้อมกัน




