ประเด็นเส้นทางการเงินจำนวน 860,000 บาท ที่มีการโอนจากบุคคลใน จ.อำนาจเจริญ ไปยังอดีตพนักงานสืบสวนและไต่สวนชำนาญการ ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 13 ครั้ง ระหว่างวันที่ 1 เมษายน-22 กรกฎาคม 2567 กลายเป็นอีกประเด็นที่ถูกจับตา หลังพบว่าเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวเคยได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ในสำนวนการเลือกตั้ง สส.ปี 2566 ขณะที่ช่วงเวลาการโอนเงินบางส่วนคาบเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว.ปี 2567
สำนักงาน กกต.ยืนยันว่า เส้นเงินดังกล่าว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสำนวนการเลือก สว. แต่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในสำนวนการเลือกตั้ง สส.ปี 2566 ขณะที่ฝ่ายการเมืองตั้งคำถามต่อถึงกระบวนการตรวจสอบผู้โอนเงิน บุคคลที่เกี่ยวข้องกับสำนวน และความจำเป็นในการเปิดเผยเอกสารเพื่อให้สังคมตรวจสอบ
กกต.ไล่ไทม์ไลน์ ย้ำเส้นเงิน 8.6 แสน ไม่เกี่ยวคดีเลือก สว.
แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ชี้แจงกรณีอดีตพนักงานสอบสวนสำนักงาน กกต.รับโอนเงินจากบุคคลใน จ.อำนาจเจริญ จำนวน 13 ครั้ง รวม 860,000 บาท ระหว่างวันที่ 1 เมษายน-22 กรกฎาคม 2567 ว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า เงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการดำเนินการในสำนวนการเลือกตั้ง สส.ปี 2566 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสำนวนการเลือก สว.ปี 2567
แสวงอธิบายว่า การเลือกตั้ง สส.ปี 2566 มีขึ้นวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 และ กกต.ประกาศรับรองผลวันที่ 19 มิถุนายน 2566 โดยเรื่องร้องเรียนหรือร้องคัดค้านเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส.ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี หรือภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2567
สำหรับการโอนเงินครั้งที่ 1-11 เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1-19 เมษายน 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่ยังไม่มีการเปิดรับสมัคร สว. และ กกต.กำลังพิจารณาสำนวนการเลือกตั้ง สส.ของ จ.อำนาจเจริญ โดยมีมติให้สอบเพิ่มเติม
สำนักงาน กกต.จึงมีคำสั่งเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567 มอบหมายคณะกรรมการสืบสวนส่วนกลางให้ดำเนินการสอบเพิ่มเติม โดยอดีตพนักงานสอบสวนที่ปรากฏเป็นข่าวเป็นหนึ่งในกรรมการสืบสวนชุดดังกล่าว
ส่วนการโอนครั้งที่ 12 วันที่ 1 มิถุนายน 2567 แม้จะอยู่ในช่วงเปิดรับสมัคร สว.แล้ว แต่ยังไม่ถึงวันเลือก สว.ระดับอำเภอ และจากการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือก สว.ใน จ.อำนาจเจริญจนถึงวันดังกล่าว ไม่พบเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รายนี้
ขณะที่การโอนครั้งที่ 13 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย เกิดขึ้นวันที่ 22 กรกฎาคม 2567 หลัง กกต.ประกาศผลการเลือก สว.แล้ว แม้ช่วงดังกล่าวจะมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือก สว.ใน จ.อำนาจเจริญ แต่จากการตรวจสอบพบว่าอดีตพนักงานสอบสวนรายนี้ไม่ได้รับมอบหมายและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำสำนวนคดีเลือก สว.
แสวงจึงยืนยันว่า เมื่อพิจารณาทั้งไทม์ไลน์การเลือกตั้ง การมอบหมายงาน และการตรวจสอบสำนวนแล้ว เงินที่อดีตพนักงานสอบสวนได้รับโอน เกี่ยวข้องกับการดำเนินการในสำนวนเลือกตั้ง สส.ปี 2566 ไม่ใช่สำนวนเลือก สว.
กกต.ยอมรับพบพฤติการณ์ทุจริต สั่งสอบวินัย-แจ้งคดีอาญา
ก่อนหน้านี้ สำนักงาน กกต.ออกเอกสารชี้แจงเมื่อวันที่ 11 ส.ค. ระบุว่า พนักงานรายดังกล่าวขณะเกิดเหตุยังปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานของสำนักงาน กกต. และได้รับมอบหมายเป็นกรรมการสืบสวนและไต่สวนสำนวนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส. ระหว่างวันที่ 7 เมษายน - 22 กรกฎาคม 2567
กกต.ระบุว่าได้ดำเนินการ 4 มาตรการ ได้แก่ มีคำสั่งให้ออกจากงานไว้ก่อน แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญากับพนักงานรายดังกล่าวและบุคคลอื่นอีก 2 ราย รวมทั้งรายงานต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามมาตรา 136 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2560
นอกจากนี้ กกต.ระบุว่า พนักงานคนดังกล่าวถูกสั่งลงโทษปลดออกและพ้นสภาพการเป็นพนักงานด้วยเหตุอื่นไปก่อนแล้ว ขณะที่หลักฐานเส้นทางการเงินใน 4 จังหวัด ได้แก่ นครพนม ลำพูน สงขลา และอำนาจเจริญ ได้ถูกนำเข้าไปอยู่ในสำนวนการพิจารณาแล้ว
‘สิทธิโชติ’ แจงปมรับโอนเงิน 13 ครั้ง เกิดขึ้นขณะเจ้าหน้าที่ทำสำนวน สส.
ขณะที่ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการ กกต. กล่าวถึงกรณีพนักงาน กกต.เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีเลือกตั้ง สส. โดยเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบสำนวนการสืบสวนไต่สวนการเลือกตั้ง สส.ปี 2566 ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนและมีคำสั่งให้สอบเพิ่มเติมใน จ.ตาก และ จ.อำนาจเจริญ
ประเด็นสำคัญคือ อดีตพนักงานสอบสวนสำนักงาน กกต.รายดังกล่าวรับโอนเงินจากบุคคลใน จ.อำนาจเจริญ จำนวน 13 ครั้ง รวม 860,000 บาท ระหว่างวันที่ 1 เมษายน-22 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่รายนี้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับสำนวนการเลือกตั้ง สส.
สำหรับกรณี จ.ตาก เป็นเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นและมีการร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติการณ์ทุจริตเรียกรับเงิน สำนักงาน กกต.จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนและพบว่าเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวมีการกระทำผิดจริง ก่อนที่คณะกรรมการสอบสวนจะมีมติให้ไล่ออก
ส่วน จ.อำนาจเจริญ ซึ่งส่วนกลางส่งเจ้าหน้าที่รายเดียวกันเข้าไปสืบสวนไต่สวนเพิ่มเติมในคดีเลือกตั้ง สส. ก็พบว่ามีการร้องเรียนและพบพฤติการณ์ทุจริตรับเงินเช่นกัน จึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย
สิทธิโชติระบุว่า แม้เจ้าหน้าที่รายนี้จะถูกไล่ออกไปก่อนแล้วจากกรณีแรก แต่กระบวนการทางวินัยในกรณีอำนาจเจริญยังคงดำเนินการอยู่ โดยล่าสุดคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยมีความเห็นเบื้องต้นว่า ควรให้ไล่ออก และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาขั้นสุดท้ายของคณะอนุกรรมการฯ
นอกจากนี้ ในสำนวนการเลือกตั้ง สส.ที่เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวเข้าไปดำเนินการ ยังพบภายหลังว่า มีเส้นทางการเงินโอนเข้าหาเจ้าหน้าที่ โดยผู้โอนเป็นบุคคลอื่น ไม่ใช่ตัว สส.
เงินเข้าหาเจ้าหน้าที่ แต่ ‘ผู้โอน’ ยังไม่ถูกตั้งสำนวนใหม่
เมื่อถูกถามถึงบุคคลที่มีชื่อปรากฏในประเด็นเส้นทางการเงิน รวมถึงหญิงสาวชื่อ ญาณี สีฟ้า ซึ่งมีความใกล้ชิดกับ สุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย สิทธิโชติกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตั้งสำนวนใหม่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
เหตุผลคือ หากจะตั้งเป็นความปรากฏ จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงเพียงพอ ทั้งพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์หรือพยานบุคคล แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันไปถึงระดับที่จะตั้งสำนวนเพิ่มเติมกับบุคคลดังกล่าวได้
สิทธิโชติจึงยืนยันว่า ยังไม่มีการตั้งสำนวนไปยัง สส.ที่เกี่ยวข้อง และสำนวนการเลือกตั้ง สส.ที่เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวเคยเข้าไปดำเนินการก็ได้รับการวินิจฉัยไปแล้ว
เมื่อถามว่าการที่เจ้าหน้าที่ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทุจริตเข้าไปทำสำนวน อาจทำให้ข้อมูลที่ กกต.ได้รับไม่ตรงกับความเป็นจริง และควรนำสำนวนกลับมาทบทวนใหม่หรือไม่ สิทธิโชติระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการทบทวนสำนวนใดทั้งสิ้น เนื่องจากยังไม่มีเหตุปัจจัยหรือหลักฐานถึงระดับที่จะตั้งสำนวนใหม่
‘พริษฐ์’ ตั้งคำถาม ทำไมไม่สอบผู้โอน?
ประเด็นดังกล่าวถูกขยี้โดย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า หากยึดตามข้อเท็จจริงที่ กกต.ชี้แจงทั้งหมด จะพบว่าเงินจำนวน 860,000 บาทถูกโอนจริง 13 ครั้ง จาก ญาณี ไปยังอดีตพนักงานสืบสวนของ กกต.ในช่วงเดือนเมษายน-กรกฎาคม 2567
พริษฐ์ระบุว่า ในช่วงเวลาที่มีการโอนเงิน เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวทำหน้าที่เป็นกรรมการสืบสวนของ กกต.ที่รับผิดชอบสำนวนคำร้องเรื่องการทุจริตเลือกตั้ง สส.ของสุขสมรวยใน จ.อำนาจเจริญ เขต 1 และ กกต.มีมติยกคำร้องดังกล่าวตามคำวินิจฉัย กกต.ที่ 78/2567 วันที่ 20 พฤษภาคม 2567
พริษฐ์จึงตั้งคำถามว่า เมื่อ กกต.มีความเห็นเบื้องต้นว่าเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวกระทำผิดจริงในการเรียกรับเงิน เหตุใดจึงไม่สอบสวนผู้โอนเงิน และเหตุใดจึงไม่มีการสอบสวนบุคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับสำนวนดังกล่าว
เขาเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยเอกสารการสอบสวนในทุกระดับ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และหาก กกต.ไม่เปิดเผยเอง จะเสนอ กมธ.ที่เกี่ยวข้องของสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้อำนาจเรียกเอกสารตามกลไกทางกฎหมาย
‘สมชัย’ ช่วยทำการบ้าน 9 รายการ — เอกสารไหนต้องถูกเปิด?
ด้าน สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการ กกต. เสนอรายการเอกสารที่ควรเรียกจาก กกต.กรณีเงิน 860,000 บาท ตั้งแต่คำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ให้ทำหน้าที่ชุดสืบสวนใน จ.ตากและ จ.อำนาจเจริญ รายงานผลการสืบสวน ความเห็นของผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ไปจนถึงคำวินิจฉัยของ กกต.และรายชื่อกรรมการที่ลงมติ
รวมถึงคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและสอบวินัยร้ายแรง คำสั่งไล่ออกในกรณี จ.ตาก ตลอดจนความคืบหน้าการดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 149 และมาตรา 144 และเอกสารที่แสดงว่า กกต.ได้ดำเนินการอย่างเต็มความสามารถภายหลังพบการรับเงิน เพื่อยืนยันว่าไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157
กกต.ยัน “คดีฮั้ว สว.” เดินตามสำนวนหลัก
จากปม “เงิน 8.6 แสน” สู่คำถามถึงความเชื่อมโยงกับ “คดีฮั้ว สว.” โดย สิทธิโชติ ยืนยันว่า กระบวนการพิจารณาคดีฮั้ว สว.ยังคงเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด ไม่มีการหลุดไทม์ไลน์ และในสัปดาห์สุดท้ายคาดว่าจะพิจารณาสำนวนในทุกข้อหาได้ครบ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนลงมติวินิจฉัย
กกต.ดำเนินการพิจารณาแยกเป็นรายข้อหา โดยข้อหาแรกใช้เวลาหารือเกือบ 1 เดือน ก่อนทยอยพิจารณาจนถึงข้อหาที่ 7 ซึ่งเป็นชุดสุดท้าย เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายอาจเกี่ยวข้องกับข้อหาแตกต่างกัน บางคนมีหลายข้อหา ขณะที่บางคนมีเพียงข้อหาเดียว
หลังพิจารณาข้อหาชุดสุดท้ายเสร็จ จะเว้นช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้กรรมการ กกต.แต่ละคนกลับไปพิจารณาข้อมูล พยานหลักฐาน และเหตุผลต่าง ๆ ก่อนกลับมาประชุมลงมติเป็นรายบุคคล
สิทธิโชติระบุว่า การพิจารณาความหนักเบาของโทษมี 2 ระดับ ได้แก่ ระดับที่พยานหลักฐานไปถึงโทษทางอาญา และระดับที่หลักฐานอาจยังไม่ถึงโทษทางอาญา แต่สามารถเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมีการทุจริตหรือไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งในกรณีหลังสามารถส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาได้เช่นกัน
เขาย้ำว่า แม้กรรมการแต่ละคนอาจมีความเห็นเบื้องต้นจากการพิจารณาแต่ละข้อหา แต่เมื่อเห็นพยานหลักฐานครบทุกส่วน ความเห็นก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเมื่อถึงเวลาลงมติ กรรมการทุกคนต้องมีเหตุผลรองรับคำวินิจฉัยของตนเองอย่างชัดเจน
“คำถาม” ที่ยังไม่จบ
แม้ กกต.จะยืนยันว่าเงิน 860,000 บาท จากการโอน 13 ครั้ง ไม่เกี่ยวข้องกับสำนวนการเลือก สว. แต่ประเด็นที่สังคมจับตายังคงอยู่ที่ เส้นทางของเงิน วัตถุประสงค์ของการโอน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้โอนกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสำนวน และกระบวนการตรวจสอบหลังพบพฤติการณ์รับเงิน
จุดสำคัญของเรื่องจึงไม่ได้อยู่เพียงคำถามว่า “เงิน 860,000 บาทเกี่ยวกับการเลือก สว.หรือไม่” แต่ขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าว่า เมื่อพบเส้นเงินที่เชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนเลือกตั้งแล้ว กระบวนการตรวจสอบของ กกต.ครอบคลุมและโปร่งใสเพียงใด และมีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันได้หรือไม่ว่าเส้นเงินดังกล่าวไม่มีผลต่อกระบวนการพิจารณาสำนวนเลือกตั้งที่เกี่ยวข้อง — คำตอบส่วนหนึ่งจึงอยู่ที่เอกสารและหลักฐานที่ กกต.ถือครอง และกำลังถูกเรียกร้องให้นำออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ




