การปล่อยตัวผู้ต้องหา 3 รายสำคัญในคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น หลังครบกำหนดฝากขังสูงสุด 84 วัน แต่ ป.ป.ช. ยังสรุปสำนวนไม่ทันส่งฟ้อง กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาถึงประสิทธิภาพการดำเนินคดีและความเสี่ยงที่ผู้ต้องหาอาจหลบหนี ส่วนรัฐบาลยืนยันว่าคดีไม่สิ้นสุดเพียงเพราะผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัว
ครบกำหนดฝากขัง 84 วัน เรือนจำต้องปล่อยตัวตามกฎหมาย
ย้อนกลับไป 8 ตุลาคม มีรายงานความคืบหน้ากรณีเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครปล่อยตัว จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม หรือ “จ่าพิชิต” อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์, วิน ธนพชรโภคิน หรือ “ดร.วิน” และ ศตพร ธนพชรโภคิน น้องสาวของวิน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตสอบเข้ารับราชการสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)
แหล่งข่าวจากกรมราชทัณฑ์ระบุว่า เรือนจำมีหน้าที่ปฏิบัติตามอำนาจศาล ทั้งในกรณีควบคุมตัวระหว่างฝากขังและเมื่อครบกำหนดฝากขังสูงสุด 7 ผลัด รวม 84 วัน หากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังสรุปสำนวนและส่งให้อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องต่อศาลไม่ทันตามกรอบเวลา เรือนจำจำเป็นต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 รายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 โดยไม่มีอำนาจควบคุมตัวต่อไป
เช่นเดียวกับกรณีศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวหรืออนุญาตให้ประกันตัว เรือนจำก็ไม่สามารถควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวไว้ต่อไปได้
ป.ป.ช. แจงข้อจำกัดฝากขัง รับไม่มีมาตรการคุมตัวป้องกันหลบหนี
ขณะที่ อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยผลการประชุม กมธ. ซึ่งเชิญผู้แทน ป.ป.ช. กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) สถานีตำรวจภูธร 6 จังหวัด ได้แก่ นครนายก นครราชสีมา พัทลุง เพชรบูรณ์ สตูล และศรีสะเกษ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าชี้แจงความคืบหน้าคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น
ผู้แทน ป.ป.ช. ชี้แจงว่า การปล่อยตัวผู้ต้องหา 3 รายเป็นผลจากการครบกำหนดฝากขังสูงสุดตามกฎหมาย โดยคดีนี้เริ่มต้นจากการที่ บก.ปปป. แจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งสามารถฝากขังได้ 4 ผลัด และได้ดำเนินการฝากขังครบแล้ว เมื่อส่งตัวผู้ต้องหาให้ ป.ป.ช. จึงเหลือระยะเวลาฝากขังอีกเพียง 3 ผลัด รวมแล้วไม่เกิน 7 ผลัด
ป.ป.ช. ระบุว่า หากเป็นคดีที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่ต้นโดย ป.ป.ช. เอง อาจไม่เลือกใช้วิธีฝากขัง เนื่องจากทราบดีว่ากระบวนการไต่สวนต้องใช้เวลานาน แต่เมื่อรับเรื่องต่อจาก บก.ปปป. ก็พยายามเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่แล้ว ทว่ายังไม่สามารถสรุปสำนวนได้ทันภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด
ส่วนข้อกังวลว่าผู้ต้องหาทั้ง 3 รายจะหลบหนีหรือไม่ ผู้แทน ป.ป.ช. ยอมรับว่า ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการควบคุมตัวเพื่อป้องกันการหลบหนี หากพบว่ามีการหลบหนีไปต่างประเทศ ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป
จ่อแจ้งข้อกล่าวหา 6,000 รายปลาย พ.ย. เร่งสอบปากคำแล้วกว่า 1,000 ปาก
สำหรับความคืบหน้าการไต่สวน ป.ป.ช. อยู่ระหว่างจัดทำบันทึกแจ้งข้อกล่าวหากลาง เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดได้รับแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรฐานเดียวกัน ก่อนเสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณา โดยตั้งเป้าแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องกว่า 6,000 รายในคราวเดียวกันภายในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2569
กำหนดการดังกล่าวเลื่อนจากเดิมที่คาดว่าจะดำเนินการได้ในช่วงปลายเดือนตุลาคม เนื่องจากระหว่างการไต่สวนพบผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มเติมนอกเหนือจากกลุ่มนายหน้าหลัก อีกทั้งยังได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายมากขึ้น จึงต้องขยายระยะเวลาจัดทำสำนวนและแจ้งข้อกล่าวหา
ภายหลังได้รับแจ้งข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาจะมีเวลา 15 วันในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และสามารถขอขยายเวลาได้อีก 15 วัน หรือเลือกที่จะไม่มาชี้แจงก็ได้ตามสิทธิ
ปัจจุบัน ป.ป.ช. ตั้งทีมไต่สวน 7 ทีม ทีมละ 5-6 คน แบ่งรับผิดชอบตามภูมิภาค โดยมีผู้รับผิดชอบการไต่สวนประมาณ 1 คนต่อผู้ถูกกล่าวหา 300 ราย ขณะนี้สอบปากคำไปแล้วกว่า 1,000 ปาก และยังไม่มีการกันบุคคลใดไว้เป็นพยาน แม้จะมีผู้ยื่นคำขอเข้ามาจำนวนมากก็ตาม
แกะเครือข่ายนายหน้า สอบแล้ว 44 สาย พบสายรองอีก 51 ราย
ในส่วนของเครือข่ายนายหน้า ป.ป.ช. สอบสวนเครือข่ายสายหลักไปแล้ว 44 สาย และอยู่ระหว่างติดตามให้ครบ 110 สาย นอกจากนี้ ยังพบเครือข่ายนายหน้าสายรองที่รับเงินจากผู้เข้าสอบแล้วส่งต่อให้นายหน้าสายหลัก โดยสามารถระบุตัวบุคคลและสอบปากคำแล้ว 51 ราย
ป.ป.ช. ยืนยันว่า นายหน้าสายรองที่ระบุตัวได้จะอยู่ในกลุ่มผู้ถูกกล่าวหากว่า 6,000 รายเช่นกัน
ส่วนสำนวนที่ บก.ปปป. ส่งให้ ป.ป.ช. มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง 2 ราย โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นผู้ต้องหาที่ บก.ปปป. ส่งสำนวนครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 พบยอดเงินในสำนวนรวม 15 ล้านบาท
กมธ.เผย 6 จังหวัดมี 81 คดี จี้ดำเนินคดีทุกพื้นที่มาตรฐานเดียวกัน
อาสพลธ์กล่าวว่า จากการเชิญตัวแทนสถานีตำรวจภูธร 6 จังหวัดเข้าชี้แจง พบว่ามีคดีที่เกี่ยวข้องรวม 81 คดี ส่งต่อให้ ป.ป.ช. แล้ว 31 คดี และยังเหลืออีก 50 คดี โดยทั้งหมดเป็นกรณีผู้สมัครสอบที่จ่ายเงินแล้วแต่ไม่มีชื่อสอบผ่าน จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดี
สำหรับจังหวัดสตูล มีคดี 27 คดี ซึ่งส่งให้ ป.ป.ช. ครบแล้ว
อาสพลธ์ระบุว่า เหตุผลที่ กมธ. ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นจะต้องเกิดขึ้นอีกในอนาคต หากผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็อาจกลับมากระทำผิดซ้ำได้ จึงต้องการให้ทุกจังหวัดดำเนินคดีตามมาตรฐานเดียวกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า มีบางจังหวัดที่มีการคืนเงินแล้ว แต่ยังต้องพิจารณาว่าการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลต่อความรับผิดทางกฎหมายอย่างไร
ตำรวจยืนยันส่งสำนวนครบ เดินหน้าจับกุมเครือข่ายเพิ่ม
รายงานข่าวจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ระบุว่า พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจได้ดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นภายในกรอบเวลา 30 วัน พร้อมส่งสำนวนทั้งหมดให้ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ต้องหารายอื่นในคดีเดียวกัน
การปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 รายจึงเป็นผลจากการครบกำหนดเวลาควบคุมตัวตามกฎหมาย ทำให้ตำรวจไม่มีอำนาจควบคุมตัวต่อ เว้นแต่จะมีคดีใหม่เกิดขึ้น หากภายหลังพบว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลบหนี ป.ป.ช. จะประสานตำรวจให้ติดตามจับกุมกลับมาดำเนินคดี
ขณะเดียวกัน ตำรวจ บก.ปปป. ยังคงขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ได้นำหมายศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเข้าจับกุม ภาณี หรือ “ปลัดอร” นะราศี อายุ 63 ปี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหญ่ อ.เมือง จ.นครนายก ภายในห้องทำงาน หลังพบว่าเป็นหัวหน้าเครือข่ายเรียกรับเงินอีกสายหนึ่ง
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากผู้เสียหายถูกชักชวนและเรียกรับเงิน 350,000 บาท เพื่อแลกกับการบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น โดยผลการสืบสวนพบว่าเงินจำนวนดังกล่าวถูกรวบรวมส่งต่อไปยังภาณี
จากการขยายผลพบว่า ขบวนการมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน โดยกลุ่มของ “ดร.วิน” และ “จ่าพิชิต” ทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับแฟลชไดรฟ์รายชื่อและปรับแก้คะแนนหรือคำตอบ ขณะที่อีกกลุ่มทำหน้าที่วิ่งเต้นและเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบโดยตรง โดยมีผู้บริหารท้องถิ่นและนายหน้าเข้าร่วม
สำหรับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมเพิ่มเติม พนักงานสอบสวนจะเร่งสรุปสำนวนภายในกรอบเวลา 30 วัน ก่อนส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
‘อนุทิน’ ไม่เชื่อมวยล้มต้มคนดู ย้ำรัฐบาลดำเนินการเต็มที่
ด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีการปล่อยตัวผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าคดีอาจกลายเป็น “มวยล้มต้มคนดู” โดยระบุ ไม่เชื่อว่า ป.ป.ช. จะเป็นมวยล้ม เพราะทำงานภายใต้กรอบกฎหมาย ไม่มีใครสามารถกดดันหรือมีอิทธิพลเหนือองค์กรได้ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลดำเนินการอย่างเต็มที่ และจับกุมผู้เกี่ยวข้องมาแล้วหลายราย
เมื่อถามว่าฝ่ายค้านอาจนำเรื่องนี้ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า “อธิบายได้หมดทุกเรื่อง เรื่องที่เกี่ยวกับ ป.ป.ช.ก็ต้องไปถาม ป.ป.ช.เอง เพราะรัฐบาลไม่สามารถตอบแทน ป.ป.ช.ได้ เนื่องจากเป็นองค์กรอิสระ ซึ่งเราทำงานร่วมกันแต่จะไปตอบคำถามแทนกันไม่ได้”
“เรื่องที่เกี่ยวกับ ป.ป.ช.ก็ต้องไปถาม ป.ป.ช.เอง เพราะรัฐบาลไม่สามารถตอบแทน ป.ป.ช.ได้ เนื่องจากเป็นองค์กรอิสระ ซึ่งเราทำงานร่วมกันแต่จะไปตอบคำถามแทนกันไม่ได้”
‘วรศิษฎ์’ ย้ำคดีไม่จบ เร่งบรรจุผู้สอบได้จริงกลับเข้าระบบภายใน 20 ต.ค.
ขณะที่ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่แล้ว แต่กรณีนี้มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ตั้งแต่หลายพันถึงหลักหมื่นคน ทำให้ ป.ป.ช. อาจต้องใช้เวลาในการไต่สวนและรวบรวมพยานหลักฐาน
วรศิษฎ์ย้ำว่า การที่ยังไม่สามารถส่งฟ้องได้ภายในกำหนด ไม่ได้หมายความว่าคดีสิ้นสุดลง เพราะเมื่อ ป.ป.ช. รวบรวมพยานหลักฐานและส่งฟ้องแล้ว กระบวนการก็สามารถดำเนินต่อไปได้ ส่วนสาเหตุที่ส่งฟ้องไม่ทันต้องสอบถาม ป.ป.ช. โดยตรง เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการรวบรวมพยานหลักฐาน
สำหรับความกังวลว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนีออกนอกประเทศ วรศิษฎ์ระบุว่า ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ และต้องติดตามตามกระบวนการ พร้อมย้ำว่ากระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการในส่วนที่ทำได้แล้ว ทั้งการเพิกถอนรายชื่อผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนสอบ และการเร่งบรรจุผู้ที่สอบผ่านด้วยความสามารถของตนเองกลับเข้าสู่ระบบ โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในวันที่ 20 ตุลาคม 2569
ปปง. อายัดทรัพย์เพิ่ม 4 ล้านบาท ยอดเดิมกว่า 320 ล้านบาท
นอกจากการดำเนินคดีอาญาแล้ว สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยังเดินหน้าติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 ซึ่งมีพฤติการณ์แก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบ อันเกี่ยวข้องกับความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและความผิดเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกอั้งยี่
ก่อนหน้านี้ เลขาธิการ ปปง. และคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดแล้ว 108 รายการ มูลค่ารวมประมาณ 320 ล้านบาท ตามคำสั่ง ย.190-192/2569
ล่าสุด การสืบสวนขยายผลพบทรัพย์สินเพิ่มเติม คณะกรรมการธุรกรรมจึงมีมติให้อายัดทรัพย์สินเพิ่มอีก 5 รายการ ซึ่งเป็นเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร มูลค่ารวมประมาณ 4 ล้านบาท ตามคำสั่ง ย.236/2569




