มรสุมน้ำ 'นครนายก' 1 ตระกูล แยก 2 ค่าย 'กธ.-ภท.' บ้านใหญ่ 'บุญ-หลง' ยึด 'อบจ.นครนายก-สระบุรี'

9 ต.ค. 2569 - 17:06

  • วิกฤต จ.นครนายก จมมหาอุทกภัย เผยให้เห็นรอยร้าวลึกของบ้านใหญ่ "กิตติธเนศวร" ที่แตกเป็น 2 ค่าย ลงฟาดฟันกันเอง "ภูมิใจไทย-กล้าธรรม" ก่อนหน้านั้นใน "สนาม นายก อบจ." ยังเกิดศึก "อาตัดหลาน" จนเปิดช่องให้สาย "สัญญา บุญ-หลง" บ้านใหญ่ จ.สระบุรี เข้ามาหนุน "นิดา ขนายงาม" คว้าเก้าอี้ นายก อบจ. ไปครอบครอง

มรสุมน้ำ 'นครนายก' 1 ตระกูล แยก 2 ค่าย 'กธ.-ภท.' บ้านใหญ่ 'บุญ-หลง' ยึด 'อบจ.นครนายก-สระบุรี'

เมื่อสายฝนปลายฤดูเทกระหน่ำป่าต้นน้ำเขาใหญ่จนอ่างเก็บน้ำ เขื่อนขุนด่านปราการชล แตะระดับความจุเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ ประตูระบายน้ำล้นจำต้องเปิดอ้าเพื่อปล่อยมวลน้ำมหาศาลลงสู่แม่น้ำนครนายก 

ภายในชั่วข้ามคืน เมืองที่เคยเงียบสงบ กลับจมอยู่ใต้มวลน้ำเชี่ยวกราก ไล่ตั้งแต่ ตำบลหินตั้ง ศรีนาวา ทะลวงเข้าเขตเทศบาลเมือง ก่อนไหลหลากท่วมลุ่มต่ำในอำเภอบ้านนา และ องครักษ์ นับเป็นวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่นับแต่เขื่อนสร้างเสร็จ

แต่สิ่งที่เชี่ยวกรากไม่แพ้กระแสน้ำป่า คือ คลื่นใต้น้ำทางการเมืองของเมืองนครนายก มหาอุทกภัยครั้งนี้ไม่ได้เผยให้เห็นเพียงความเปราะบางของการบริหารจัดการลุ่มน้ำ

หากแต่เปิดเปลือย "รอยปริร้าวลึก" ภายในโครงสร้างอำนาจท้องถิ่น เมื่อบ้านใหญ่ในตำนานอย่างตระกูล "กิตติธเนศวร" ที่เคยครองเมืองเบ็ดเสร็จ ตกอยู่ในภาวะ "หนึ่งตระกูล แยกสองค่าย" สส. ร่วมสายเลือด สวมเสื้อต่างสีเดินคนละทิศ 

ขณะที่เก้าอี้ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สายเลือดเดียวกัน กลับตัดขาด ไม่หนุนหลังกันเอง จนปล่อยให้ ขั้วอำนาจภายนอก บุกยึดกุมบังเหียนท้องถิ่น

ผ่ารอยร้าว ‘กิตติธเนศวร’

ยุทธจักรการเมืองเมืองนครนายก ตลอดกว่าสองทศวรรษถูกจารึกไว้ด้วยชื่อของ 2 พี่น้อง ตระกูลกิตติธเนศวร คือ "เสี่ยแหมะ" สิทธิชัย กิตติธเนศวร อดีต สส. 3 สมัย และน้องชายอย่าง "เสี่ยอ๋า" วุฒิชัย กิตติธเนศวร อดีต สส. 5 สมัย ผู้ปักหลักสร้างฐานเสียงผูกขาดเก้าอี้ผู้แทนฯ มาตั้งแต่ยุค พรรคไทยรักไทย - พลังประชาชน จนถึง เพื่อไทย 

แต่แล้วความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์และการวางตัวทายาททางการเมืองกลับทำให้สองพี่น้องแตกหัก จนบ้านใหญ่แยกออกเป็นสองปีกอย่างไม่มีวันหวนคืน

เมื่อเข้าสู่การแข่งขันระดับชาติ ปีกของ "เสี่ยแหมะ" ตัดสินใจนำบุตรชายคือ "สส.หนุ่ม"เกรียงไกร กิตติธเนศวร โยกไปซบตักค่ายสีน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย สายตรง บ้านใหญ่บุรีรัมย์ สวนทางกับปีกของ "เสี่ยอ๋า" ที่ดันลูกชายหัวแก้วหัวแหวน "สส.อ๋อง" ปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร ย้ายเข้าสังกัดค่ายสีเขียว พรรคกล้าธรรม

ผลลัพธ์ในการเลือกตั้งระดับชาติ จึงกลายเป็นภาพตลกร้ายทางการเมือง เมื่อเขต 2 (บ้านนา–องครักษ์) เกรียงไกร หลานชายจากค่ายสีน้ำเงิน ลงสนามฟาดฟันกับ วุฒิชัย ผู้เป็นอาแท้ๆ จากค่ายสีเขียว และเป็นฝ่ายหลานที่คว้าชัยชนะไปได้ 

ขณะที่เขต 1 (เมืองนครนายก–ปากพลี) ปิยวัฒน์ จากค่าย กล้าธรรม คว้าเก้าอี้ สส. เอาชนะ พล.ต.ต.สุรพล บุญมา ที่ข้ามไปอยู่ภูมิใจไทย นครนายก จึงถูกผ่าครึ่ง เก้าอี้ สส. สองเขต แบ่งกันคนละพรรค กลายเป็นสภาพ "หนึ่งตระกูล สองค่าย" ที่ไม่อาจประสานไมตรีกันได้อีกต่อไป

ศึกท้องถิ่น ‘อาตัดหลาน’ ปูทาง ‘บุญ-หลง’ คุม อบจ.

ความบาดหมางในตระกูลกิตติธเนศวร ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่สภาผู้แทนราษฎร หากแต่ลุกลามต่อเนื่องถึงสนามเลือกตั้งนายก อบจ. นครนายก โดย "เสี่ยจิม" จักรพันธ์ จินตนาพากานนท์ อดีตนายก อบจ. นครนายก ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานชายแท้ๆ ของ เสี่ยอ๋า วุฒิชัย ตัดสินใจลงสมัครป้องกันแชมป์ในสีเสื้อพรรคประชาชน

ในยามปกติ สายเลือดบ้านใหญ่มักผนึกกำลังหนุนญาติเพื่อรักษาเก้าอี้ท้องถิ่น ไว้เป็นฐานค้ำจุนการเมืองระดับชาติ แต่ศึกนี้กลับเกิดปรากฏการณ์หักมุมเมื่อ วุฒิชัย ประกาศตัดขาดอย่างเปิดเผย ไม่สนับสนุน จักรพันธ์ ผู้เป็นหลานชายลงสนาม อบจ. 

รอยร้าวภายในตระกูลที่เปิดกว้าง กลายเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ให้เครือข่ายอำนาจภายนอกเคลื่อนทัพเข้ามาปักธง ผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการคือ "เสี่ยจ้อน" สัญญา บุญ-หลง นายก อบจ. สระบุรี และอดีตนายก อบจ. นครนายก 2 สมัยทายาทตระกูลการเมืองสายซอยราชครูรุ่นที่ 4

สัญญาเลือกหนุน "สจ.ปาล์ม" นิดา ขนายงาม อดีตรองประธานสภา อบจ. นครนายก ลงชิงตำแหน่ง ภายใต้แคมเปญ "คุณภาพชีวิตต้องมาก่อน ไม่มีพรรค มีแต่พวก" 

เมื่อตระกูลกิตติธเนศวรระส่ำระสาย ฐานเสียงกระจัดกระจายและไร้แรงหนุนจากผู้เป็นอา ส่งผลให้ นิดา คว้าชัยชนะด้วยคะแนน 69,202 คะแนน เฉือนชนะ จักรพันธ์ ที่ได้ 68,244 คะแนน ไปอย่างหวุดหวิด

ชัยชนะของนิดาทำให้ฝ่ายบริหาร อบจ. นครนายก ตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของสาย "สัญญา บุญ-หลง" โดยตรง โครงสร้างอำนาจในจังหวัดนครนายก จึงกลายสภาพเป็น สภาวะสามเส้า ที่ขาดเอกภาพ สส. เขต 1 เป็นของพรรคกล้าธรรม สส. เขต 2 เป็นของพรรคภูมิใจไทย ขณะที่ฝ่ายบริหารท้องถิ่น อบจ. กลับเป็นสายของ บ้านใหญ่สระบุรี

สมรภูมิน้ำหลาก จังหวะชิงแต้มมวลชน

เมื่อมวลน้ำทะลักจากเขื่อนขุนด่านปราการชลท่วมพื้นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน วิกฤตภัยพิบัติจึงแปรสภาพเป็นสนามประลองกำลังของแต่ละขั้วเพื่อช่วงชิงคะแนนนิยมและสร้างฐานเสียง

การขับเคลื่อนแก้ปัญหาในพื้นที่ไร้ซึ่งภาพการผนึกกำลังระดับจังหวัด แต่ดำเนินไปในลักษณะต่างคนต่างทำและชิงไหวชิงพริบ

ฟากค่ายสีน้ำเงิน เกรียงไกร กิตติธเนศวร สส. เขต 2 โชว์พลังเชื่อมต่ออำนาจรัฐส่วนกลางอย่างรวดเร็ว โดยประสาน พลพีร์ สุวรรณฉวีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบถึงหน้า เขื่อนขุนด่านปราการชล พร้อมเจรจากับวิศวกรโครงการเพื่อขอชะลอการระบายน้ำชั่วคราวราว 2 ชั่วโมง 

การเคลื่อนไหวดังกล่าวมีการถ่ายทอดสดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ตลอดเวลา เพื่อสะท้อนภาพการเป็นตัวแทนที่แก้ปัญหาได้ทันใจ แม้จะจุดชนวนวิวาทะกับนักวิชาการด้านทรัพยากรน้ำ ที่ออกมาท้วงติงเรื่องการก้าวก่ายเกณฑ์บริหารน้ำในเชิงเทคนิคก็ตาม 

นอกเหนือจากนี้ ยังจับมือกับ พล.ต.ต.สุรพล บุญมา เปิดโรงครัวปรุงอาหารแจกจ่ายผู้ประสบภัยในพื้นที่อำเภอบ้านนาและองครักษ์ถึง 6 จุด

ในเวลาเดียวกัน ปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร สส. เขต 1 จากค่ายกล้าธรรม เลือกปักหลักลุยช่วยชาวบ้านในเขตอำเภอเมืองนครนายกและปากพลี โดยไร้เงาการร่วมทางกับคณะของพรรคภูมิใจไทย โดย ปิยวัฒน์ ใช้ช่องทางสื่อสารออนไลน์ตั้งคำถามต่อความล่าช้าในการจัดการของรัฐบาล เพื่อขับเน้นภาพลักษณ์ผู้แทนที่กล้าชน ปฏิเสธการประนีประนอม และพร้อมยืนเคียงข้างความเดือดร้อนของประชาชน

ด้านฝ่ายบริหารท้องถิ่น อบจ. นครนายก ภายใต้การนำของ นิดา ขนายงาม ก็เดินเกมบรรเทาทุกข์ในเส้นทางของตนเอง โดยไม่พึ่งพารัศมีของ สส. ทั้งสองเขต 

นิดาใช้เครื่องมือของ อบจ. ระดมแจกถุงยังชีพ ส้วมกระดาษ และส่งเรือช่วยเหลือชุมชนในจุดน้ำท่วมขังยาวนานอย่างอำเภอองครักษ์ เพื่อย้ำให้ประชาชนเห็นว่า กลไก อบจ. ภายใต้สาย บ้านใหญ่บุญ-หลง คือที่พึ่งหลักที่จับต้องได้ของคนท้องถิ่นอย่างแท้จริง

มรสุมน้ำหลากที่ถาโถมเข้าใส่นครนายกในครั้งนี้เผยให้เห็นความเป็นจริงของดุลอำนาจในพื้นที่อย่างหมดจด ความเป็นเอกภาพของตระกูล "กิตติธเนศวร" ที่เคยเหนียวแน่นได้แตกหักลงอย่างถาวร 

สายเลือดเดียวกัน แยกสังกัดคนละพรรคในสนามระดับชาติ ขณะที่ในสนามท้องถิ่น การตัดหางปล่อยวัดคนในตระกูลก็ส่งผลให้เก้าอี้นายก อบจ. หลุดมือไปอยู่ในอาณัติของกลุ่ม "สัญญา บุญ-หลง"

ภาพที่ปรากฏในยามน้ำท่วม จึงไม่ใช่ภาพของระบบราชการและตัวแทนประชาชนที่ร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียว หากแต่คือการเมืองสามเส้าที่ "สส. ตระกูลเดียวกัน แต่ต่างพรรคในเนื้อหา" และ "อบจ. เดินคนละทางกับ สส." 

Info-NakhonNayoki-9oct26-3.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์