‘นิกร’ เตือน กมธ.กฎหมาย มติเรียก ‘นายกฯ’ เสี่ยงขัดจริยธรรม จี้อย่าใช้สภาเป็นเครื่องมือการเมือง

8 พ.ย. 2569 - 12:46

  • ‘นิกร’ ทักมติ 'กมธ.กฎหมาย' ใช้มาตรา 13 ดำเนินการต่อนายกฯ

  • ชี้มีการสั่งประสานอธิบดีเข้าชี้แจงแล้ว

  • เตือนใช้อำนาจต้องยึดกฎหมาย หวั่นเสี่ยงผิดจริยธรรม

‘นิกร’ เตือน  กมธ.กฎหมาย มติเรียก ‘นายกฯ’ เสี่ยงขัดจริยธรรม จี้อย่าใช้สภาเป็นเครื่องมือการเมือง

'นิกร จำนง' สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอำนาจเรียก กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีมติ 7 ต่อ 0 เสียง ให้ดำเนินการตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติอำนาจเรียก พ.ศ. 2568 ต่อนายกรัฐมนตรี ตามที่กล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้สั่งการให้อธิบดีกรมการปกครองเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ โดยเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายและอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 นั้น ว่า

เรื่องนี้มีประเด็นสำคัญ คือ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า รมว.มหาดไทย ได้สั่งการให้ประสานอธิบดีกรมการปกครองเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการแล้ว แต่อธิบดีไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ เนื่องจากติดภารกิจช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย และได้มีหนังสือชี้แจงเหตุจำเป็นดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ดังนั้น จึงมีข้อสงสัยว่าการไม่เข้าร่วมประชุมของอธิบดีเป็นเหตุจำเป็นที่สมควร หรือเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามคำเรียกของคณะกรรมาธิการ ซึ่งการนำเหตุที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมมาเป็นข้อสรุปว่าผู้บังคับบัญชาไม่ได้สั่งการ อาจเป็นการตีความเกินขอบเขตและไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอรองรับ

“ผมเห็นว่าการใช้มาตรา 13 แห่งพรบ.อำนาจเรียก พ.ศ. 2568 ต้องดำเนินการโดยเคร่งครัด และต้องตรวจสอบให้ครบถ้วน ทั้งขั้นตอนการประชุม การมีมติเรียก การออกหนังสือเรียก การแจ้งเหตุจำเป็น ตลอดจนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสั่งการของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ โดยเฉพาะมาตรา 7 และมาตรา 8 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรียกบุคคลและกรณีที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ ส่วนมาตรา 13 เป็นมาตรการที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหาร จึงไม่ควรใช้ดุลพินิจโดยตั้งข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้บังคับบัญชาละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ แต่ต้องมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอ”

การลงมติของกรรมาธิการอาจมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 โดยเฉพาะ

  • ข้อ 9 ที่กำหนดให้ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยเคร่งครัด
  • ข้อ 11 ที่กำหนดให้ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรม ปราศจากอคติ
  • ข้อ 12 ที่กำหนดให้เคารพสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่ใช้วาจาหรือการกระทำในลักษณะดูหมิ่น ใส่ร้าย หรือหมิ่นประมาท
  • รวมถึงมาตรา 12 แห่งพรบ.อำนาจเรียก ซึ่งกำหนดเกี่ยวกับการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตของกรรมาธิการ จะต้องรับผิดทางจริยธรรม

“คณะกรรมาธิการเป็นกลไกสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน และแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การใช้อำนาจจึงต้องเป็นไปด้วยความเป็นกลาง สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้ ไม่ควรนำกลไกของสภาไปใช้สร้างแรงกดดันหรือเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมือง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสภาผู้แทนราษฎร และความไว้วางใจของประชาชน“

นิกร กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้คัดค้านการตรวจสอบรัฐบาล และสนับสนุนอำนาจของคณะกรรมาธิการในการเรียกบุคคล หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ มาชี้แจงตามกฎหมายอย่างเต็มที่ แต่เห็นว่าการใช้อำนาจดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานรองรับ และต้องดำเนินการด้วยความเป็นธรรม เพราะหากกรรมาธิการใช้อำนาจไม่ถูกต้อง หรือไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขของกฎหมาย ผู้ที่ร่วมลงมติอาจต้องรับผิดตามกฎหมายและมาตรฐานทางจริยธรรมเช่นกัน ขอย้ำว่าหลักสำคัญของการปกครองในระบอบนิติรัฐคือ ทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติ

////

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์