ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คำว่า เนติบริกร ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์แทนบุคคลที่สามารถชี้ช่องทาง กฎหมายระดับเซียน
ภาพจำของนักกฎหมายผู้สามารถ เนรมิตช่องโหว่ ตีความกฎหมายโดยพิสดาร หรือเปิดทางรอดราวปาฏิหาริย์ กลายเป็นฉากทัศน์คุ้นตาในหลายรัฐบาล โดยมีปรมาจารย์ชั้นครูอย่าง มีชัย ฤชุพันธุ์ และ วิษณุ เครืองาม ที่ถูกเอ่ยถึงเสมอ
เมื่อชื่อของ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ปรากฏขึ้นในโผคณะรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล 2 ในตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ที่มาดูเรื่องกฎหมาย
สังคมการเมืองย่อมอดไม่ได้ที่จะมองผ่านเลนส์เดิม ด้วยประวัติศาสตร์ชีวิตข้าราชการของเขาที่เป็น ศิษย์ก้นกุฏิ สายตรงผู้ทำงานใกล้ชิดกับทั้ง มีชัย , วิษณุ และ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาอย่างยาวนาน
แต่เมื่อการทำงานจริงเริ่มขึ้น ปกรณ์ กลับไม่ได้ดำเนินรอยตามเส้นทางเนติบริกร เพื่อสู้ศึกการเมือง แต่ ปกรณ์ กลับปรับบทบาทสร้างภาพจำใหม่ในฐานะ มือปฏิรูปกฎหมายและระบบราชการ
ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนจุดยืนตัวตนของปกรณ์เท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นยุทธศาสตร์การเมืองอันแยบยลของ พรรคภูมิใจไทย ที่ยึดปรัชญา "ใช้คนให้ถูกกับงาน" ภายใต้สมการความตั้งใจแบบ พรรคปฏิบัติการ ที่ไม่เกี่ยงสีแมว ขอเพียงจับหนูได้เป็นพอ
ใต้เงาปรมาจารย์ 'เนติบริกร'
เส้นทางชีวิตราชการของ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ถือเป็นลูกหม้อ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หลังจบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนิติศาสตรมหาบัณฑิต ด้านกฎหมายการแข่งขันทางการค้า จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย
ปกรณ์ ดำรงตำแหน่งสำคัญในระบบราชการ ทั้งเลขาธิการ ก.พ.ร., ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. และเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ประสบการณ์เคี่ยวกรำในห้องประชุมคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหลายชุด หล่อหลอมให้เขามีความเชี่ยวชาญทั้งหลักวิชาและศิลปะทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง
อย่างไรก็ดี สิ่งที่แยกปกรณ์ออกจากภาพจำเนติบริกรแบบเดิม คือ หลักการทำงานที่ปฏิเสธการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือรับใช้การเมืองโดยไม่เกรงใจหลักนิติรัฐ
ในยุครัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ปกรณ์ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ทำความเห็นทักท้วงโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ผ่านการตรา พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท โดยระบุเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า รัฐบาลต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรา 53 และมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 ให้ชัดเจนเชิงประจักษ์ก่อน
นอกจากนี้ ในช่วงการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ปกรณ์ ยังเป็นผู้ยืนกรานให้มีการบรรจุ มาตรา 77 เข้าไปในรัฐธรรมนูญ เพื่อบังคับให้ภาครัฐต้องประเมินความจำเป็นก่อนการออกกฎหมายทุกฉบับ และต้องยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็น
กิโยตินกฎหมาย - หมอผ่าตัดโครงสร้างรัฐ
เมื่อเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีใน ครม.อนุทิน2 แทน บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ไม่ได้ไปต่อ และ แสดงเจตจำนงไม่รับตำแหน่ง
ปกรณ์ เปิดฉากกำหนดขอบเขตของตนเองชัดเจนตั้งแต่วันแรกว่า จะเข้ามา "สนองงานประเทศ ไม่สนองงานการเมือง" ปกรณ์ วางบทบาทเบื้องหน้า ปฏิเสธที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีความทางการเมือง หรือคดีร้อนที่พรรคภูมิใจไทย
บทบาทหลักที่ ปกรณ์ เลือกขับเคลื่อน จึงมุ่งเป้าไปที่การ ผ่าตัดโครงสร้างระเบียบราชการ ที่ล้าสมัย โดย ปกรณ์ มองว่า ปัญหาใหญ่ของประเทศไทย คือ การติดอยู่ในระบบควบคุมผ่านการอนุมัติและอนุญาตซึ่งใช้อำนาจและดุลพินิจของเจ้าหน้าที่มากเกินไป จนกลายเป็นต้นตอของการทุจริตคอร์รัปชันและสร้างภาระให้แก่ประชาชน
ปกรณ์ พยายามปฏิรูปกฎหมายในลักษณะ กิโยตินกฎหมาย ลดขั้นตอนอนุมัติที่ไม่จำเป็น และผลักดันภาครัฐไปสู่ระบบ Digital Government และ Open Government อย่างเต็มรูปแบบ
การทำงานเชิงรูปธรรมที่เห็นได้ชัดล่าสุด คือ การเตรียมหารือสังคายนา พระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ.2490 ซึ่งบังคับใช้มานานกว่า 7 ทศวรรษ ปกรณ์วางแนวทางเปลี่ยนระบบอนุมัติอาวุธปืนจากระบบกระดาษแบบอนาล็อกรายอำเภอ ไปสู่การควบคุมด้วยระบบฐานข้อมูลดิจิทัลที่เชื่อมโยงทั้งระบบ
พร้อมเสนอมาตรการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เช่น กำหนดให้ใบอนุญาตครอบครองปืนมีอายุ 3 ปี ต้องยื่นต่อใหม่ ยกเลิกช่องโหว่การโอนลอย ควบคุมปริมาณเครื่องกระสุนปืนให้สัมพันธ์กับตัวปืน และการกำกับดูแลสนามยิงปืนอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากล
ตลอดจนเป็นมือเดินเรื่อง ปฏิรูประบบราชการ ในสภาวะที่งบประมาณของประเทศต้องตกไปอยู่กับเงินเดือนและสวัสดิการของราชการจนไม่สามารถนำมาลงทุนพัฒนาประเทศได้
การทำงานในลักษณะนี้ตอกย้ำว่า ปกรณ์ คือ มือกฎหมายที่เน้นทำงานเชิงโครงสร้าง มากกว่า เป็นมือกฎหมายในเชิงการเมือง
ยุทธศาสตร์ 'แมวจับหนู' - ขุนพลกฎหมาย 'ภูมิใจไทย'
การที่บทบาทของ ปกรณ์ สามารถดำเนินไปได้อย่างโดดเด่นในฐานะ มือกฎหมายปฏิรูป โดยไม่ต้องแปดเปื้อนกับ นิติสงคราม ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลมาจากยุทธศาสตร์การจัดทัพของพรรคภูมิใจไทย
ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทยวางตำแหน่งตนเองเป็น "พรรคปฏิบัติการ" ที่เน้นผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นหลัก ยึดปรัชญา "ใช้คนให้ถูกกับงาน" และวาทะอันโด่งดังของ เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำจีนที่ว่า ไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ ขอเพียงจับหนูได้ก็คือแมวที่ดี
ในเกมต่อสู้ทางกฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดิน พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ใช้วิธีแบ่งภารกิจออกเป็นระบบก๊ก และ ทีมงานที่ชัดเจนตามความเชี่ยวชาญ
ทีมกฎหมายการเมืองหน้าฉาก มี ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรค ทำหน้าที่เป็นขุนพลหลักในการสู้ศึกนิติสงคราม การแถลงข่าวชี้แจงประเด็นข้อพิพาททางการเมือง การตั้งรับคำร้องยุบพรรค และการสร้างแนวป้องกันให้แก่พรรค
นอกจากนี้ยังมี อดีตอัยการ ที่คอยเคียงข้าง อนุทิน บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำหน้าที่กลั่นกรองข้อกฎหมายในชั้นการบริหาร ตรวจทานความถูกต้องของสัญญาภาครัฐ และอุดช่องโหว่ทางระเบียบปฏิบัติราชการ
ควบคู่ไปกับ อดีตอาจารย์นิติศาสตร์ชื่อดัง เคยมีบทบาทเด่น ยุค คสช. เข้ามาเสริมความรัดกุมทางวิชาการและกฎหมาย
กลยุทธ์การกระจายงานเช่นนี้ ช่วยให้รัฐบาลภูมิใจไทยมีทั้ง "เกราะป้องกันการเมือง" จากมือกฎหมายประจำพรรค และมี "ทีมงานอิสระ" ที่ทำหน้าที่ปฏิรูปกฎหมาย เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาล
บทบาทของ ปกรณ์ นิลประพันธ์ จาก ศิษย์เนติบริกร สู่ มือกฎหมายปฏิรูป ถือเป็นจุดหมุนที่น่าสนใจของตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย
ในอดีต ตำแหน่งนี้มักถูกตั้งคำถามเรื่องการใช้เทคนิคทางกฎหมาย เพื่อตีความเอื้อแก่ผู้ครองอำนาจ จนเกิดคำตั้งคำถามถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลักนิติรัฐ-นิติธรรม
แต่กรณีของ ปกรณ์ ได้แสดงให้เห็น ความเชี่ยวชาญทางกฎหมายสามารถนำมาใช้ในการ รื้อถอนอำนาจรัฐ-ราชการ ที่ไม่จำเป็น
สำหรับ พรรคภูมิใจไทย ยุทธศาสตร์ "แมวจับหนู" ที่เลือกใช้คนให้เหมาะสมกับภารกิจ ไม่เพียงแต่ช่วยให้พรรคเอาตัวรอดในรอยต่อการเมือง
แต่ยังเป็นโมเดลการจัดตั้ง ทีมงานทางกฎหมาย ที่แยกส่วนงานบริหาร ออกจากงานต่อสู้ทางการเมือง การวางตัว ปกรณ์ ไว้ในตำแหน่ง นักปฏิรูป ขณะที่ ศุภชัย และ ทีมที่ปรึกษา คอยรับศึกการเมือง ทำให้รัฐบาลเดินหน้าวาระ ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ โดยไม่เสียจังหวะการเมือง





