อุ่นเครื่องซักฟอก! รัฐบาลเย้ย ‘บันเทิงธิปไตย’ ฝ่ายค้านยันมีหลักฐาน–ขอเวลา 5 วัน

9 ต.ค. 2569 - 18:30

  • ‘ภราดร’ เย้ยซักฟอก 18 รมต. “บันเทิงธิปไตย” เตือนอภิปรายในกรอบข้อบังคับ

  • ชี้ข้อกล่าวหารุนแรงเป็นธรรมดา แต่ฝ่ายค้านต้องมีเหตุผลและหลักฐานรองรับ

  • ‘ณัฐพงษ์’ ยืนยันมีหลักฐาน พร้อมขอเวลาอย่างน้อย 5 วัน

อุ่นเครื่องซักฟอก! รัฐบาลเย้ย ‘บันเทิงธิปไตย’ ฝ่ายค้านยันมีหลักฐาน–ขอเวลา 5 วัน

ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 โดยเชื่อว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคนสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาได้ พร้อมขอให้ สส. อภิปรายภายใต้กรอบข้อบังคับการประชุมสภา และหลีกเลี่ยงการพาดพิงบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องจนเกิดความเสียหาย

มองญัตติรุนแรงตามธรรมเนียม ชี้ฝ่ายค้านต้องมีเหตุผลและหลักฐานรองรับ

ภราดรกล่าวถึงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านที่ระบุว่ารัฐบาลต้องการ “กินรวบประเทศ” ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านในการกล่าวหารัฐบาล ขณะที่รัฐมนตรีในฐานะผู้ถูกกล่าวหามีหน้าที่ชี้แจง ส่วนการลงมติเป็นเอกสิทธิ์ของ สส. แต่ละคน ซึ่งต้องพิจารณาจากทั้งข้อกล่าวหาและคำชี้แจงของรัฐบาล

ภราดรระบุว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาไม่เคยมีครั้งใดที่ข้อกล่าวหาเบาบาง โดยฝ่ายค้านมักตั้งข้อกล่าวหาอย่างรุนแรงเป็นธรรมดา แต่สิ่งสำคัญคือจะสามารถหาเหตุผลและหลักฐานมาสนับสนุนข้อกล่าวหาได้มากน้อยเพียงใด

หยันซักฟอก 18 รัฐมนตรี “บันเทิงธิปไตย”

เมื่อถูกถามว่าถ้อยคำในญัตติมีลักษณะระบายความไม่พอใจหรือโจมตีรัฐบาลโดยตรงหรือไม่ ภราดรตอบว่า “ก็ดี บันเทิงธิปไตย เป็นแบบไหนก็ลองถาม ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าดู ก็ประมาณนั้น”

ส่วนเมื่อถามถึงจำนวนรัฐมนตรี 18 คนที่ถูกอภิปรายถือว่ามากเกินไปหรือไม่ ภราดรกล่าวว่า “ถึงได้บอกว่ามันบันเทิงธิปไตย”

ย้ำ สส. มีเอกสิทธิ์ลงมติ ไม่ถูกครอบงำด้วยมติพรรค

ส่วนข้อสังเกตว่าการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีจำนวนมากอาจเป็นการหว่านแหและไม่มีเป้าหมายชัดเจน ภราดรกล่าวว่าเป็นสิทธิของฝ่ายค้าน พร้อมย้ำว่าไม่ควรประเมินผลการลงมติจากความมั่นใจของรัฐบาลหรือเสียงสนับสนุนจากพรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะ สส. ทุกคนมีเอกสิทธิ์ในการใช้วิจารณญาณ หลังรับฟังทั้งข้อกล่าวหาและคำชี้แจง โดยไม่ควรถูกครอบงำหรือสั่งการผ่านมติพรรคหรือวิป

เมื่อถามถึงกรณีที่ไม่มี สส. พรรคกล้าธรรมร่วมลงชื่อในญัตติ ภราดรระบุว่า ท้ายที่สุดต้องพิจารณาจากการอภิปรายของฝ่ายค้านและการชี้แจงของรัฐบาล รวมถึงหลักฐานที่นำมาแสดง โดย สส. จากทุกพรรคมีสิทธิลงมติด้วยตนเอง

ส่วนความกังวลว่าบุคคลภายนอก เช่น เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะถูกพาดพิงระหว่างการอภิปรายหรือไม่นั้น ภราดรย้ำว่า ทุกฝ่ายต้องดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภา

ชี้กรอบอภิปรายปกติ 3-4 วัน ต้องแบ่งเวลาให้รัฐมนตรี

สำหรับระยะเวลาอภิปราย ภราดรกล่าวว่า โดยธรรมเนียมที่ผ่านมาใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน แต่ครั้งนี้มีรัฐมนตรีถูกอภิปรายถึง 18 คน จึงต้องจัดสรรเวลาให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถชี้แจงได้อย่างเพียงพอและเป็นธรรม แม้โดยทั่วไปฝ่ายกล่าวหาจะใช้เวลามากกว่าฝ่ายชี้แจงก็ตาม

เมื่อถูกถามว่ามีการคาดการณ์ประเด็นที่จะถูกอภิปรายไว้ล่วงหน้าหรือไม่ ภราดรตอบสั้น ๆ ว่า “หนังซ้ำนี่”

ปชน. ขอเวลาอย่างน้อย 5 วัน

ด้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอประธานสภาฯ พิจารณาบรรจุญัตติ โดยคาดหวังว่าจะสามารถอภิปรายได้ภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ และควรมีเวลาอย่างน้อย 5 วัน เนื่องจากมีรัฐมนตรีถูกอภิปรายถึง 18 คน

ชี้ 18 รัฐมนตรีต้องจัดสรรเวลาให้เหมาะสม

ณัฐพงษ์กล่าวว่า หากเปรียบเทียบกับการอภิปรายในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร การอภิปราย 18 คนภายใน 5 วันถือว่าสมเหตุสมผล โดยควรจัดสรรเวลาให้สอดคล้องกับจำนวนรัฐมนตรีและข้อกล่าวหาที่เสนอไว้

เมื่อถูกถามถึงกรณีรัฐบาลอาจต้องการลดเวลาเหลือ 3 วัน ณัฐพงษ์ระบุว่า ไม่ควรมองเป็นการต่อรองเหมือนเล่นขายของ แต่ควรพิจารณาตามข้อเท็จจริงและความเหมาะสม พร้อมกล่าวว่าขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการว่าจะใช้เวลากี่วัน

โต้วิวาทะ “บันเทิงธิปไตย” ยันมีหลักฐาน พร้อมให้ประชาชนตัดสิน

กรณีรัฐมนตรีบางคนมองว่าญัตติครั้งนี้เป็น “บันเทิงธิปไตย” ณัฐพงษ์กล่าวว่า การยื่นญัตติไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อความบันเทิง โดยขอให้รอพิจารณาเนื้อหาในญัตติและรับฟังคำชี้แจงจากรัฐมนตรีก่อน จึงจะเห็นว่าข้อกล่าวหามีน้ำหนักอย่างไร

ส่วนถ้อยคำในญัตติ เช่น “มือถือสากปากถือศีล” และ “จิตใจผุพัง” ณัฐพงษ์ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อกล่าวหาที่ต้องใช้ในการอภิปรายตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล โดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจมีบทบาทในการตั้งคำถามถึงการทุจริตหรือความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน แม้ข้อมูลที่นำมาอภิปรายอาจไม่ได้เป็นหลักฐานที่ใช้เอาผิดในกระบวนการยุติธรรมได้โดยตรงทั้งหมด แต่หลายกรณีการตรวจสอบในสภาก็เป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การดำเนินคดีได้

ณัฐพงษ์ยืนยันว่า การอภิปรายครั้งนี้มีข้อมูลและหลักฐานประกอบข้อกล่าวหา โดยยกตัวอย่างกระบวนการเลือก สว. ซึ่งการนำข้อมูลหลายส่วนมาประกอบกันอาจทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการฮั้ว แม้ผลจากกระบวนการปกติอาจไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนบางส่วนก็ตาม

เขาย้ำว่า พรรคประชาชนคาดหวังให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินจากข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาตีแผ่ มากกว่าคาดหวังผลการลงมติในสภาเพียงอย่างเดียว เพราะฝ่ายค้านมีเสียงในสภาจำกัด

ยังไม่เปิดรายชื่อรายประเด็น ชี้ต้องอภิปรายภายใต้กรอบญัตติ

สำหรับกระแสคาดการณ์ว่าญัตติแบ่งรัฐมนตรีออกเป็น 3 กลุ่ม รวมถึงกลุ่มที่ถูกเชื่อมโยงกับคดีฮั้ว สว. และประเด็น “อาชญากรรมทางประชาธิปไตย” ณัฐพงษ์กล่าวว่า สามารถวิเคราะห์ได้จากถ้อยคำในญัตติ แต่การอภิปรายต้องอยู่ภายใต้กรอบที่เสนอไว้ จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดว่ารัฐมนตรีแต่ละคนจะถูกอภิปรายในประเด็นใดบ้าง

เมื่อถูกถามว่าฝ่ายรัฐบาลแสดงท่าทีไม่กังวลและท้าทายว่าฝ่ายค้านมีข้อมูลจริงหรือไม่ ณัฐพงษ์กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลจะแสดงความมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเอง ขณะที่พรรคประชาชนเชื่อมั่นว่า สส. ได้เตรียมข้อมูลมาแล้ว

‘พรรคกล้าธรรม’ ไม่ร่วมลงชื่อ ต้องจับตาท่าทีต่อการลงมติ

ณัฐพงษ์กล่าวถึงกรณีพรรคกล้าธรรมอาจต้องการเวลาอภิปราย ว่า ขณะนี้พรรคไม่ได้อยู่ในองค์ประกอบของฝ่ายค้านแล้ว การแบ่งเวลาจึงต้องดำเนินการผ่านกลไกของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยต้องพิจารณาองค์ประกอบของฝ่ายค้านที่มีอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อถามถึงท่าทีของ อรรถกร ศิริลัทยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ที่ระบุว่าจะไม่ร่วมกับการอภิปรายครั้งนี้ เพราะมองว่าเป็นการโจมตีทางการเมืองมากกว่าการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ณัฐพงษ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่พรรคกล้าธรรมต้องตัดสินใจเอง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับสถานะของฝ่ายค้านและการทำหน้าที่ของ สส. ในการตรวจสอบรัฐบาล

ณัฐพงษ์ระบุว่า ต้องรอดูว่าพรรคกล้าธรรมจะลงมติอย่างไรเมื่อถึงเวลาพิจารณาญัตติ พร้อมย้ำว่าขณะนี้ประธานสภาฯ ยังไม่ได้นัดประชุมวิปสามฝ่ายเพื่อหารือกรอบเวลา จึงต้องรอการหารือกับรัฐบาลต่อไป

ไม่มีชื่อ ‘รมต.เพื่อไทย’ เพราะยึดพยานหลักฐานเป็นหลัก

ส่วนข้อสังเกตว่าญัตติครั้งนี้ไม่มีรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยถูกอภิปราย ณัฐพงษ์ชี้แจงว่า รายชื่อรัฐมนตรีทั้ง 18 คนมาจากการที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอรายชื่อและประเด็นให้พิจารณาร่วมกัน โดยเมื่อรวบรวมข้อเสนอจากทุกพรรคแล้ว ไม่ปรากฏชื่อรัฐมนตรีรายอื่นนอกเหนือจากรายชื่อที่ยื่นไป

เขายกตัวอย่างกรณี แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งไม่มีชื่อในญัตติ แม้จะมีข้อกล่าวหาว่าเป็นพี่เลี้ยงให้ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. โดยยืนยันว่าการคัดเลือกรายชื่อทั้งหมดพิจารณาจากพยานหลักฐานและข้อเสนอของพรรคร่วมฝ่ายค้าน

ณัฐพงษ์ระบุด้วยว่า ไม่ต้องการให้การตรวจสอบมุ่งไปที่ประเด็นใดประเด็นหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้ไม่สามารถอธิบายที่มาของรายชื่อรัฐมนตรีทั้ง 18 คนได้อย่างครบถ้วน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์