‘พริษฐ์’ ขู่ หาก 'กกต.' ไม่ส่งฟ้องศาล 'ฮั้วสว.' ไม่จบง่าย

12 ก.ย. 2569 - 16:10

  • ‘พริษฐ์’ ขู่ หาก 'กกต.' ไม่ส่งฟ้องศาล 229 คนเอี่ยวไม่จบง่าย ลั่น เจอกันเวทีสภา ชวนคิดเอกสารพยานกลับคำให้การ หลุดหรือปล่อย ชี้ หลายคนพูดเรื่องเหนือดวงแต่กลัวบางสีอยู่เหนือกฎหมาย ย้ำ ฝ่ายค้านยื่นซักฟอกภายใน ก.ย.นี้ ล็อกเป้า 'อนุทิน–ไชยชนก' ถลกโกงสอบท้องถิ่น–ฮั้ว สว.–AI Passport แย้ม มีเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเปิด อุบโยง 'คนที่บุรีรัมย์' แต่ถ้ามีหลักฐานว่ารับใช้ใคร ก็ต้องอภิปรายด้วย

‘พริษฐ์’ ขู่ หาก 'กกต.' ไม่ส่งฟ้องศาล 'ฮั้วสว.' ไม่จบง่าย

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีการพิจารณาส่งหรือไม่ฟ้องศาลฎีกา ในคดีฮั้วสว. ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ ว่า กิจกรรมในวันนี้ (12 ก.ย.) กรรมาธิการศาลและองค์กรอิสระฯ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะชี้ให้เห็นว่า ต้องการเห็นองค์กรอิสระทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง คือบทบาทของ กกต. ในคดีการโกง สว.

พริษฐ์ ยืนยันข้อเรียกร้องของพรรคประชาชน ต่อคดีดังกล่าวยังคงเหมือนเดิม คือเห็นว่า กกต. ควรลงมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ไปที่ศาลฎีกา แม้ว่าข้อเสนอนี้ ไม่ได้เป็นการฟันธงว่า 229 คนกระทำความผิด แต่เห็นว่า กกต. ควรสั่งฟ้องไปที่ศาล ให้ศาลพิสูจน์ให้หายข้อสงสัย และพิสูจน์ว่าในบรรดา 229 คน มีใครบ้างที่กระทำความผิดเข้าข่ายการโกง สว.

ส่วนเหตุผลที่พริษฐ์คิดว่า กกต. ควรสั่งฟ้องมีอยู่ 2 ส่วน คือ 1. เหตุผลในเรื่องของหลักฐาน หากเปรียบเทียบกับคดีในอดีตที่ กกต. เคยสั่งฟ้องไปที่ศาล ซึ่งเคยสั่งฟ้องจากหลักฐานแชทไลน์ไม่กี่ข้อความ ที่เป็นการแลกคะแนนกัน หรือการจับคู่กัน ไม่มีแม้แต่การยื่นเสนอเงิน หรือผลประโยชน์อื่นใดด้วยซ้ำ

ดังนั้น จึงมองว่าหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับ 229 คน ที่มีการทำงานในลักษณะขบวนการ และเชื่อมโยงกับเรื่องเส้นเงิน การนัดหมายตามศูนย์ทำโพย มีใบสั่งโพยที่ถูกนำไปใช้ในวันเลือก สว.อย่างชัดเจน

เหตุผลที่ 2 ปฏิเสธไม่ได้ว่า กกต. อย่างน้อย 4 ใน 7 คน อยู่ในสถานะที่มีประโยชน์ทับซ้อน เพราะมาเป็น กกต.ได้ ถูกรับรองโดย สว.ชุดนี้ เป็นผู้ถูกกล่าวหา ซึ่ง กกต. ทั้ง 4 คนไม่ควรจะใช้ดุลพินิจของตนเอง ในลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา ที่รับรองพวกเขามาเป็น กกต. หรืออย่างน้อยที่สุดดู กกต. อีก 3 คน ที่ไม่ได้มีการขัดกันต่อผลประโยชน์ มีความเห็นเช่นไร และลงมติในทิศทางเดียวกัน เพื่อไม่ถูกครหาว่า มีการตัดตอนเรื่องไปไม่ถึงศาล

สำหรับกิจกรรมของภาคประชาชน และพรรคประชาชนถูกมองว่า เป็นการกดดัน กกต. นั้น พริษฐ์ มองว่า การที่ สส. และประชาชนเรียกร้องให้องค์กรอิสระทำหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องผิด เราไม่ได้เรียกร้องให้ กกต. ทำอะไรผิดกฎหมาย

ในทางกลับกันเรามีความกังวลว่า กกต. จะปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ใช้มาตรฐานในแต่ละคดีที่แตกต่างกัน จึงจัดกิจกรรมสื่อสารไปยังสังคม เปิดเผยข้อมูล และตรวจสอบองค์กรอิสระ กกต. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย ตนเองคิดว่าการออกมาเรียกร้องเช่นนี้ ไม่ได้เป็นอะไรที่ผิด แต่เป็นหน้าที่พื้นฐานของผู้แทนราษฎรด้วยซ้ำ

เมื่อถามถึง เอกสารหลุดที่กลับคำให้การของพยานในคดีโกง สว. พริษฐ์ ถามกลับว่า เราจะเรียกว่าเอกสารหลุด หรือเอกสารปล่อย เพราะบังเอิญตรงกับสาระที่ สส. พรรคภูมิใจไทยได้อภิปรายไว้ ตนเองเห็นว่าหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการโกง สว.มีเยอะ และหลากหลาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำให้การของพยานเพียงแค่คนเดียว

ดังนั้น ถึงแม้เราเชื่อว่า พยานบุคคลมีการกลับคำให้การ และเชื่อการกลับคำให้การ จริงๆ ก็ไม่ได้ทำให้หลักฐานเกี่ยวกับการโกง สว.หายไป เพราะมีหลักฐานจากพยานอีกหลาย 100 คน หลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน การนัดหมาย ประวัติการโทรศัพท์พูดคุย โพยใบสั่ง หรือผลคะแนนที่ตรงกับโพย เพราะมีช้างทั้งตัว พยานกลับคำให้การคนเดียว ไม่ได้ทำให้ช้างตัวนั้นหายไป

พริษฐ์ ชวนตั้งข้อสังเกตว่า พยานคนนี้มาจาก จ.ขอนแก่น มีการให้การ 2 ครั้ง ครั้งแรกมีการให้การแบบไม่เป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย ครั้งที่สองที่กลับคำให้การในลักษณะที่เป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเขาพยายามจะบอกว่า รอบแรกที่ให้การไปไม่เป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย เพราะเจอแรงกดดันจากอีกฝั่ง ที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีอำนาจอยู่ในช่วงนั้น แต่เป็นไปได้หรือไม่ ที่การกลับคำให้การครั้งที่สองนี้ เกิดขึ้นภายใต้ช่วงพรรคภูมิใจไทยมีอำนาจ ตรงนั้นคือเหตุการณ์ที่มีแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง จึงทำให้มีการกลับคำให้การ

พริษฐ์ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เอาหลักฐานของการกลับคำให้การทั้งสองครั้ง มาดูว่าครั้งไหนที่ข้อเท็จจริงสอดคล้องกับข้อเท็จจริง จากพยานบุคคลอื่นๆ และหลักฐานประเภทอื่นๆ เช่น เส้นทางการเงิน และโพยใบสั่ง เพราะการกลับคำให้การครั้งที่สองนั้น ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง มาบอกว่าการทำโพยไม่มีอยู่จริง แล้วจะอธิบายอย่างไร ในเมื่อมีหลักฐานกล้องวงจรปิดในวันเลือก เราก็เห็นมีผู้สมัคร สว. ยื่นโพย และเจ้าหน้าที่ กกต.จับได้

พริษฐ์ กล่าวว่า หาก กกต. มีคำตัดสินออกมาแล้ว เป็นการยกคำร้องหรือไม่สั่งฟ้องใคร ทั้งๆ ที่หลักฐานมันชัด เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน กกต. เตรียมคำตอบไว้เลย ตอนที่จะมารายงานประจำปีต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันพุธที่ 16 ก.ย.นี้ ว่าจะตอบคำถาม สส. และประชาชนอย่างไร

ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งบางส่วนอยู่ในฝ่ายบริหาร ก็ต้องเตรียมคำตอบไว้เช่นกันในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนในเชิงกฎหมาย อยากสื่อสารถึงผู้ถูกกล่าวหาว่า แม้ กกต. มีมติยกคำร้อง ก็อย่าชะล่าใจ ว่าเรื่องจะไปไม่ถึงศาลฎีกา และฝากถึง กกต. หากมีการยกคำร้องทั้งๆ ที่หลักฐานชัด ก็ถือเป็นสิทธิ์ของพวกเราในการดำเนินการฟ้อง กกต. กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเรื่องนี้ผู้เสียหาย จะเป็นผู้ยื่น เราพร้อมจะทำทุกวิถีทาง ภายใต้กรอบกฎหมาย และสิทธิ์ที่เรามี ในการทำให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้น

แต่หาก กกต. มีการตัดตอนให้เรื่องของใครไม่ส่งไปถึงศาล แม้มีหลักฐานชัดเจน หากคดีโกง สว.ครั้งนี้ มันสำเร็จ โดยไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่จะได้รับกลับคืนมาคือ ระบบการเมืองที่สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด

หลายคนพูดเรื่องอยู่เหนือดวง สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือกลัวมีบางสีที่อยู่เหนือกฎหมาย

พริษฐ์ กล่าว

พริษฐ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะทำงานในการจัดทำรายละเอียดญัตติ และรวบรวมรายชื่อรัฐมนตรี ที่ต่างฝ่ายประสงค์จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ คาดว่าจะดำเนินการตามกรอบเวลาเดิม คือจะพยายามทำญัตติให้เสร็จ และยื่นภายในเดือนนี้ โดยไม่ได้รอดูมติของ กกต. คดีฮั้ว สว. เพราะจะรู้ผลในวันที่ 14 กันยายน อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า มีการล็อกเป้าเรื่องไหนเป็นพิเศษหรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่า มี 2-3 ส่วน ส่วนแรกคือประเด็นที่ปรากฏต่อสาธารณะ เช่น การโกงสอบท้องถิ่น คดีโกงเลือก สว. และโครงการ TH-AI Passport

ส่วนที่สองคือกลุ่มประเด็น ที่เราตรวจสอบ และเก็บข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะ ส่วนประเด็นที่สาม ต้องรอดูว่าหลังจากนี้ จนถึงวันอภิปราย จะมีเรื่องใหม่เข้ามาหรือไม่

ในส่วนตัวบุคคล หลังจากที่ได้มีการนัดทานข้าวกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็ได้มอบหมายให้แต่ละพรรคไปรวบรวมข้อมูล ซึ่ง 2 ชื่อที่ยืนยันเรียบร้อยแล้ว และพรรคฝ่ายค้านเห็นตรงกัน คือ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ส่วนจะมีใครอีกบ้าง ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมจากทุกฝ่าย

เมื่อถามว่า จะมีการอภิปรายเชื่อมโยงถึงบุคคลที่บุรีรัมย์หรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่า ต้องรอดูเนื้อหาสาระ แต่ในช่องทางทางการ ก็ต้องเจาะจงไปที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี แต่หากมีหลักฐานปรากฏว่า ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชน แต่รับใช้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหน ก็ต้องรวมอยู่ในสาระการอภิปรายด้วย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์