การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) ที่มี โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องด่วน พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และเส้นทางขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกตึงตัวและราคาพลังงานปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเกือบร้อยละ 50 และยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง จึงกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าและบริการ ค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชน จำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการเพื่อไม่ให้ผลกระทบขยายวงกว้างและยืดเยื้อ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. คือแหล่งเงินและเครื่องมือทางการคลังตามปกติไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยงบกลางปี 2569 ซึ่งตั้งไว้ 99,000 ล้านบาท ได้ถูกใช้รองรับภารกิจเร่งด่วนหลายด้าน ทั้งภัยพิบัติ ความมั่นคงชายแดน และภารกิจตามกฎหมาย ขณะที่ยังมีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 140,000 ล้านบาท แม้รวมเงินทุนสำรองจ่ายอีก 50,000 ล้านบาทก็ยังไม่เพียงพอ
ขณะเดียวกัน งบประมาณปี 2569 มีการใช้จ่ายแล้วประมาณร้อยละ 72 และยังต้องรองรับแผนงานในช่วงที่เหลือของปี การจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน ส่วนวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเหลือเพียงประมาณ 17,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท จะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคม 2569 จึงไม่ทันต่อสถานการณ์ที่ต้องดำเนินการในขณะนี้
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า แม้รัฐบาลได้ใช้มาตรการทางการคลังในรูปแบบต่าง ๆ แล้ว แต่ยังไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. เป็นเครื่องมือเร่งด่วน โดยมี 1 เป้าหมาย 2 วัตถุประสงค์ 3 แนวทาง เป้าหมายคือรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วัตถุประสงค์คือ 1.ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และ 2.ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลโดยเร็ว ผ่านการลดค่าครองชีพและต้นทุนอาชีพ สนับสนุนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตในประเทศ และพัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรมด้านพลังงาน
สำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการจากผลกระทบวิกฤตพลังงาน และอีก 200,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงพัฒนาทักษะและนวัตกรรมด้านพลังงาน โดยกระทรวงการคลังสามารถกู้เงินหรือออกตราสารหนี้โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีได้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้ เป็นทางเลือกสุดท้าย หลังรัฐบาลพยายามบริหารแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่แล้ว โดยเมื่อรวมการกู้กรณีอื่นยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะไม่เกินร้อยละ 70 พร้อมวางแผนการกู้และชำระหนี้อย่างเป็นระบบเพื่อควบคุมต้นทุนและกระจายความเสี่ยง
ทั้งนี้ การใช้เงินจะผ่านการกลั่นกรอง โดยโครงการต้องตรงตามวัตถุประสงค์ จำเป็นเร่งด่วน คุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณหรือแหล่งเงินอื่น และพร้อมดำเนินการทันที ภายใต้หลัก 5T ได้แก่ Target ตรงจุด, Transition เร่งเปลี่ยนผ่าน, Transformation ปรับโครงสร้าง, Transparent โปร่งใสตรวจสอบได้ และ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน
นายกรัฐมนตรี กล่าวในตอนท้ายว่า วิกฤตพลังงานเป็นสถานการณ์ร้ายแรงและเร่งด่วนที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดฯ เพื่อให้ประเทศมีเครื่องมือเพียงพอและทันท่วงทีในการช่วยประชาชนวันนี้ พร้อมลดความเปราะบางด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว
จากนั้น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายเปิดว่า สิ่งที่อยากได้ยินจากการชี้แจงของนายกฯ คือ ความชัดเจนแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เพราะจากคำชี้แจงของนายกฯ พูดในหลายประเด็น ทั้งสาเหตุความจำเป็นที่ต้องมีการตรา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทที่มาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบถึงค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และการดำเนินชีวิตของประชาชน จึงจำเป็นต้องมีมาตรการในการแก้ปัญหา
ยกตัวอย่าง มาตรการเยียวยา เราได้แสดงความเห็นหลายครั้งว่าแผนงานที่จะใช้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในส่วน 2 แสนล้านบาทแรก เพื่อเยียวยาประชาชน เราไม่ได้ติดใจเรื่องความชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และรัฐบาลมีเหตุจำเป็นรีบด่วนที่ต้องเร่งเยียวยาประชาชน อาจจะมีข้อคิดเห็นบางอย่างที่แตกต่างกัน เช่น วิธีการในการส่งเงินเยียวยาไปถึงมือประชาชน
แต่สำหรับเงินก้อน 2 แสนล้านบาทหลังที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน นายกฯ ให้ความเห็นที่ชัดเจนอีกสาเหตุ นอกเหนือจากวิกฤติความขัดแย้งตะวันออกกลางคือ รัฐบาลมีตัวเลือกในการใช้แหล่งเงินงบประมาณประจำปีที่ค่อนข้างจำกัด จึงจำเป็นที่จะต้องตรา พ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับนี้ หากดูในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิธีการงบประมาณ และวินัยการเงินการคลังการที่จะขยายการกู้เพื่อชดเชยความขาดดุลได้หรือเบ่งกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจัดเก็บรายได้เท่าไร ยิ่งรัฐบาลมีรายได้เข้ารัฐเยอะก็ยิ่งตั้งกรอบวงเงินงบประมาณประจำปี และกู้เพื่อขยายชดเชยการขาดดุลได้มากยิ่งขึ้น
เราเข้าใจข้อจำกัดว่า วันนี้ประเทศเรามีปัญหาเรื่อง พื้นที่ทางการคลังสัดส่วนรายได้ของรัฐต่อ GDP มีแนวโน้มลดต่ำลง จึงเป็นที่มาที่รัฐบาลอาจจะเหลือทางเลือกไม่มากนักคือ จะต้องตราเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ จากเหตุผลที่นายกฯ ให้กับเรา ทำให้เพื่อนสมาชิกต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า สุดท้ายแหล่งเงินงบประมาณพิเศษที่มาจากการกู้ที่ไม่ได้มาจากแหล่งงบประมาณรายจ่ายประจำปีมีความเหมาะสมถูกต้องหรือไม่
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ นายกฯ ยังมีการอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่อยากทำให้เกิดความชัดเจนเพิ่มขึ้น หากอ่านในคำวินิจฉัยฉบับเต็มศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นไว้ชัดเจนว่า ที่วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ไม่ได้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ขัดเฉพาะมาตรา 172 วรรคหนึ่งอย่างเดียว เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีอำนาจในการวินิจฉัยวรรคสอง นั่นคือเหตุแห่งความจำเป็นรีบด่วนหรือไม่ ดังนั้น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรามีอำนาจเต็มในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารที่วันนี้เลือกใช้ช่องทางพิเศษ โดยการอ้างสถานการณ์ความขัดแย้งชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามมาตรา 172 วรรคหนึ่งและวรรคสองหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ชัดเจนว่า พ.ร.ก.เป็นช่องทางพิเศษของฝ่ายบริหารที่เมื่อใช้แล้วต้องให้สภาฯ พิจารณาว่ามีความชอบธรรม ถูกต้อง เหมาะสมในการใช้ช่องทางพิเศษนี้หรือไม่
ณัฐพงษ์ ยังอ้างถึงบทบัญญัติรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2475 ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารตรา พ.ร.ก.ใช้ก่อน ในกรณีที่สภาฯ ไม่สามารถตอบสนองได้ทัน หรือกรณีที่อยู่นอกสมัยประชุม แต่ด้วยวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไปรัฐธรรมนูญฉบับหลังจึงมีการเปลี่ยนบทบัญญัติใหม่ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการตรา พ.ร.ก.ได้ ถ้าเห็นว่า กระบวนการในสภาฯ จะล่าช้า แม้จะอยู่ในสมัยประชุม แล้วค่อยให้สภาฯ อนุมัติในภายหลัง ดังนั้น การใช้อำนาจในการตรา พ.ร.ก. ต้องมีเหตุผลจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริงๆ
ณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับเงิน 200,000 ล้านบาทหลังที่รัฐบาลอ้าง เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ต้องพิจารณาใน 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ ปัญหาความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ประเด็นที่สองคือ วิธีการใช้เงินและแผนในการใช้เงินการใช้เงินเพื่อจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ มีคำว่าพลังงานสะอาดหรือโซลาร์รูฟท็อปห้อยท้ายเพียงพอหรือไม่ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน หรือเราอยากเห็นการลงทุนอย่างไรในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างได้จริง
ทั้งนี้ เราไม่สามารถที่จะแยกพิจารณากันได้ เพราะพรรคประชาชนมองว่า แผนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานจำเป็นที่จะต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไปและลงทุนอย่างถูกจุด รัฐบาลไม่จำเป็นต้องต้องใช้การกู้เงินเสมอไป เรายังมีแหล่งเงินทุนจากเอกชนและรัฐวิสาหกิจ เช่น 3 การไฟฟ้า และกองทุนต่างๆ ที่ช่วยกันลงทุนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศได้อยู่แล้ว
พรรคประชาชนเคยมีแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานอย่างชัดเจน แบ่งเป็น 3 เฟส เฟสละ 4 ปี รวม 12 ปี ลงทุนรวมกัน 4 แสนล้านบาท เงินส่วนมากหรืออาจจะทั้งหมดรัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เองสักบาท จึงตั้งคำถามถึง ครม.ว่าแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานเป็นอย่างไร หากแผนไม่ชัดเจนไม่สามารถตอบได้ ก็ไม่สามารถอนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทได้
อย่างไรก็ตาม เรามีพยานผู้เชี่ยวชาญ 4 คนที่ให้ความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ตั้งคำถามถึงความชัดเจนแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของรัฐบาล ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรงที่จะต้องพูดถึงแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานให้ชัดเจน ยกตัวอย่าง โครงการการเปลี่ยนรถโดยสารเป็นรถ EV ตัวแทนรัฐบาลเคยให้ความเห็นว่า จะใช้เงิน 2 แสนล้านบาทหลังในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเพื่อเปลี่ยนรถโดยสารเป็นรถ EV พวกเราไม่ได้คัดค้านแต่คำถามที่สำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานมันมากกว่าการเปลี่ยนลดน้ำมันเป็นรถ EV ต้องพูดถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ ห่วงโซ่อุปทานในประเทศที่ใช้พลังงานสะอาด และโครงสร้างพลังงานของประเทศที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลลดน้อยลง
เราอยากเห็นความชัดเจนของรัฐบาลว่า การใช้เงิน 2 แสนล้านบาทจะไปช่วยต่อจิ๊กซอว์ในภาพใหญ่ 5-10 ต่อจากนี้ สัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างไร เราไม่อยากเห็นการทำงานที่รัฐบาลหาข้ออ้างใช้อำนาจพิเศษในการตรา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท หาเรื่องใช้เงิน ยัดไส้ ใช้เงินเยียวยาของประชาชนตัวประกัน แล้วค่อยหาโครงการมาทำทีหลัง แบบนี้เรียกว่า “ไม่มีแผน” หากมีแผนท่านต้องตอบพวกเราได้ชัดเจนว่ามีเป้าหมายอย่างไร
ณัฐพงษ์ ย้ำว่า พวกเราไม่ต้องการแหล่งเงินกู้หรือแหล่งงบประมาณมาเพื่อซื้อของหรือแจกเงินเยียวยาอย่างเดียว เราอยากเห็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานที่ชัดเจน อยากเห็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง แผนที่ที่พรรคประชาชนอยากนำเสนอต่อรัฐบาล ทั้งนี้ ส่วนตัวยินดีที่จะแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน 12 ปี
เฟสแรก 2670-2573 เริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เฉพาะพื้นที่ที่มีการใช้พลังงานสูงก่อน เช่นกรุงเทพมหานครและภาคตะวันออก ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้ารวมกันสูงถึง 75% ของประเทศ
เฟสที่สอง 2574-2577 ขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อรองรับการเปิดตลาดพลังงานไฟฟ้าและใช้พลังงานไฟฟ้าสะอาดในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งจบปี 2577 จะครอบคลุมการใช้พลังงานไฟฟ้า 87% ของทั้งประเทศ หรือคิดเป็นจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้า 53% ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด
เฟสที่สาม 2578-2581 ขยายการลงทุนทั่วทั้งประเทศยกระดับโครงสร้างพลังงานของประเทศไปสู่ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์และการสร้างอำนาจต่อรองของประเทศไทย รองรับการเปิดเสรีพลังงาน พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยต้องเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ถูกสะอาด เป็นธรรม เป็นศูนย์กลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าสะอาดในภูมิภาคอาเซียนได้
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราอยากเห็นความชัดเจนจากรัฐบาล แม้การอภิปรายในสภาฯ จะไม่เห็นรายละเอียดมาก แต่อยากให้ตัวแทนจากรัฐบาลอธิบายเป้าหมายให้ได้ยินชัดๆ ถึงความชัดเจนเรื่องแหล่งที่มาของเงิน
“ในมุมของผมหากท่านไม่มีความชัดเจนในแผน ไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่า ทำไมต้องใช้แหล่งเงินกู้ จากการกู้เงินในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน พวกผมคงไม่สามารถที่จะอนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับนี้ได้จริงๆ”
— ณัฐพงษ์ กล่าว
ขณะที่ กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีมติเสียงข้างมากว่า การออกตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ก็ต้องย้อนกลับพิจารณาผลสรุปคำวินิจฉัยที่ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 6 คนที่ศาลเชิญมาให้ความเห็น ทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตลอดจนนักวิชาการด้านกฎหมายและเศรษฐศาสตร์ ที่ไม่มีใครเห็นชอบกับการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ เนื่องจากมองว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และโครงการขาดความชัดเจน และสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดวินัยการเงินการคลังของรัฐธรรมนูญ
กรณ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตการกู้เงินครั้งนี้ ปัจจุบันเศรษฐกิจประเทศเพียงชะลอตัว และการกู้ผ่านพระราชกำหนด ยังหลีกเลี่ยงการตรวจสอบที่เข้มข้นเหมือนงบประมาณรายจ่ายประจำปี และประเทศไทย กำลังเผชิญ 4 ปัญหาหลัก คือ GDP โตต่ำ ปัญหาขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด รายได้แท้จริงของประชาชนติดลบเกือบ 3% และปัญหาสินค้าราคาแพงจากค่าน้ำมัน ซึ่งการกู้เงินมาแจก หรือพยุงชั่วคราว ไม่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างได้จริง
พร้อมยังเห็นว่า ความเร่งด่วนในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาล อาจไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ทันโดยหยิบยกข้ออ้างจากโครงการติดตั้ง Solar Rooftop 500,000 ถึง 1,000,000 ครัวเรือนนั้น ไม่สามารถเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่จะทำเสร็จก่อนพระราชกำหนด จะหมดอายุในวันที่ 30 กันยายน 2567 เพราะกำลังการติดตั้งจริงของประเทศทำได้เพียงปีละ 100,000 ถึง 200,000 ครัวเรือน ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 5 ปี และกฎหมาย ไม่อนุญาตให้กู้เงินมากองไว้ล่วงหน้า เพราะจะทำให้เกิดภาระดอกเบี้ย
กรณ์ ยังย้ำว่า การกู้เงินครั้งนี้นั้น ปัจจุบันหนี้สาธารณะประเทศแตะ 67% ของ GDP หากรวมการกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณปี 2569–2570 และเงินกู้ตามพระราชกำหนดอีก 400,000 ล้านบาท หนี้จะเพิ่มขึ้นอีก 1,800,000 – 1,900,000 ล้านบาท ซึ่งจะดันให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ทันที ส่งผลให้รัฐบาลปี 2571 จะไม่เหลือพื้นที่ทางการคลังในการจัดสรรงบลงทุน 20% ตามที่กฎหมายบังคับ ดังนั้นแล้ว
กรณ์ ยังเห็นว่า การกู้เงินมาแจก แม้จะมีคนชอบ มีผลต่อเศรษฐกิจชั่ววูบ แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลักของประเทศ และประชาชนได้ ดังนั้น จึงต้องคำนึงถึงความถูกต้อง และประโยชน์สูงสุดของประชาชน ซึ่งพระราชกำหนดกู้เงินฉบับนี้ ยังไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมฝ่ายค้าน จึงไม่อาจให้ความเห็นชอบกับการตราพระราชกำหนดฉบับนี้ได้




