Photo Story 'ฝ่ายค้าน' รุมอัด 'งบกลาง' โยกทับซ้อน ไม่ใช่ลงทุน

7 ก.ย. 2569 - 14:12

  • ‘ศิริกัญญา’ ชี้ งบฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม-รองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ซ้ำซ้อน ‘พ.ร.ก.กู้เงิน’ด้าน ‘วทันยา’ เหน็บ เหมือนตีเช็คเปล่าให้ ‘นายกฯ’ หวั่นเกิดทุจริต

  • ‘อภิสิทธิ์’ ซัด งบกลางฉบับซ่อนรูป ติง กมธ. ยัดงบลงทุนฉุกเฉิน 6 หมื่นล้านหลบกฎหมาย ฝ่าย ‘ทวี’ ชี้ หากจะมีประสิทธิภาพ ต้องคำนึง 5 ข้อ มิเช่นนั้น อาจกลายเป็นแจกโบนัส-สมบัติส่วนตัว

  • ’ภราดร’ ยัน แปรงบกลาง 1.8 หมื่นล้าน ชี้ 6 พันล้าน รองรับภาระคดีคลองด่าน–1.2 หมื่นล้านขับเคลื่อน Matching Fund เปลี่ยนผ่านพลังงาน

Photo Story 'ฝ่ายค้าน' รุมอัด 'งบกลาง' โยกทับซ้อน ไม่ใช่ลงทุน

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นพิเศษ วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 ที่มี โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม เมื่อเข้าสู่การพิจารณามาตรา 6 งบกลาง

Parliment-Sirikanya-Thawee-Dear-7sep2026-SPACEBAR-Photo01.jpg

ชี้ งบฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม - รองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายในมาตรา 6 เกี่ยวกับงบกลาง มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท โดยเสนอขอปรับลด 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ก้อน คือ ก้อนแรก ปรับลดในส่วนเงินสำรองจ่ายฉุกเฉิน และจำเป็น จำนวน 38,000 ล้านบาท และก้อนที่ 2 คือ รายการค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน จำนวน 12,000 ล้านบาท

งบกลางในส่วนก้อนที่ 2 ว่า หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลหลายรัฐบาลมีการให้กำเนิดรายการใหม่ในงบกลางเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ในช่วงที่มีวิกฤตเศรษฐกิจ และโควิด ที่มีการแตกรายการในลักษณะแบบนี้ และมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ซึ่งเริ่มมีการทำลักษณะซ้ำๆ กันมาหลายปี จึงทำให้เกิดปัญหาเพราะในหมวดที่อยู่ในงบกลาง สามารถโยกย้ายในระหว่างรายการได้ ไม่จำเป็นต้องขอจากสภาอีกรอบหนึ่ง และที่สำคัญก่อนที่เราจะมาพิจารณาในวาระที่ 2 เราเพิ่งพิจารณา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทไป ซึ่งเราได้มีการจัดสรรงบประมาณตามหลักที่จะใช้ในการเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจอยู่ในก้อนนั้นแล้ว จึงคิดว่าอาจจะเกิดความซ้ำซ้อนกันหรือไม่กับเงิน 12,000 ล้านบาทของเงินแก้ไขฟื้นฟูเศรษฐกิจของแผนการนี้

ศิริกัญญา ชี้ให้เห็นถึงวัตุถุประสงค์ของแผนงาน 1.2 หมื่นล้านกับเหตุผลแนบท้ายของ พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ว่า มีการพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งมีความใกล้เคียงกันมาก และกังวลว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น จะถูกนำไปใช้อย่างไร ซึ่งในชั้นกรรมาธิการฯ สำนักงบประมาณ ก็ได้เข้ามาชี้แจงแต่ไม่ได้บอกชัดเจนว่าจะนำไปใช้ทำอะไร บอกเพียงแค่ว่ามีแนวทางที่จะจัดสรร และบอกว่าจะเป็นการออกกันคนละครึ่ง ระหว่างรัฐบาลที่เป็นส่วนกลาง กับหน่วยรับงบประมาณอื่นๆ ที่มีเงินสะสมของตนเอง ถือเป็นไอเดียที่ดี แต่ตนไม่เข้าใจทำไมต้องมาจัดสรรไว้ในงบกลาง ซึ่งเราสามารถทำให้เป็นโครงการอยู่ในหน่วยรับงบประมาณอื่นๆ และเปิดให้มีการเข้ามาสนับสนุนได้เช่นกันโดยที่ไม่ต้องอยู่ในงบกลาง หรือการแตกรายการใหม่

ดังนั้น ด้วยเหตุผลและความจำเป็นที่มีความซ้ำซ้อนของตัวงบประมาณ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่เราเพิ่งจะอนุมัติผ่านสภา เราจะต้องตัดอันใดอันหนึ่ง ฉะนั้นตนขอปรับเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านไป 12,000 ล้านได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ตนขอตัดลดงบประมาณของงบกลางในก้อนที่ 2 นี้ จำนวน 12,000 ล้านบาท และอีกอีก 38,000 ล้านบาทที่เป็นเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็น ที่ได้มีการพูดถึงในมาตรา 4 ในภาพรวมไปแล้ว

Parliment-Sirikanya-Thawee-Dear-7sep2026-SPACEBAR-Photo02.jpg

แฉ งบเปลี่ยนผ่านพลังงานซํ้าซ้อน ออก พ.ร.ก.กู้เงิน เหมือนตีเช็คเปล่าให้นายกฯ หวั่นเกิดทุจริต

วทันยา บุนนาค กรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ อภิปราย สงวนความเห็นในมาตรา 6 งบกลาง วงเงิน 6.93 แสนล้านบาท ซึ่งใช้ในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ว่า เป็นเรื่องสำคัญที่สภาควรจะปล่อยให้งบที่มีความซ้ำซ้อนอย่างชัดเจน ผ่านสภาแห่งนี้ไป แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นเรื่องจำเป็น แต่เรื่องนี้มีช่องว่างของการใช้งบประมาณ ที่อาจเปลี่ยนคำว่า “พลังงานสะอาด” เป็น “พลังงานทุจริต”

วทันยา ชี้ให้เห็นว่า การอ้างเหตุผลของรัฐบาล ระหว่าง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน กับการใช้งบกลาง ที่มีความย้อนแย้งในตัวเอง เพราะเงินสองก้อนนี้มีวัตถุประสงค์เหมือนกัน แต่มาตรฐานการตรวจสอบกลับไม่เหมือนกัน เพราะรัฐบาลได้แบ่งเงินไว้ทำเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานใน พ.ร.ก.เงินกู้ส่วนหลัง 2 แสนล้านบาท แต่ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ได้จัดสรรเงิน 12,000 ล้านบาทในงบกลางปี 70 เพื่อทำโครงการพลังงานสะอาดเช่นเดียวกัน ทั้งที่เนื้อหาในวัตถุประสงค์ มีเป้าหมายและภารกิจเดียวกัน รวมถึงช่วงเวลาก็ทับซ้อนกัน เพราะรัฐบาลสามารถกู้เงินได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปีงบประมาณก้อนนี้

วทันยา กล่าวต่อว่า ตอนที่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน รัฐบาลอ้างว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน และไม่สามารถใช้เงินประจำปีงบประมาณได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่ถึงเดือน เรากลับเห็นเงินกว่า 12,000 ล้านบาท ที่ใช้ในภารกิจเดียวกัน ซ่อนอยู่ในงบกลางปี 70 ทำให้ตนเกิดคำถามว่า งบประมาณส่วนนี้เข้ามาอยู่ในงบกลางได้อย่างไร รัฐบาลต้องอธิบายเรื่องนี้ให้ประชาชนเข้าใจ เพราะเป็นผู้แบกรับหนี้จากภาษีเงินกู้ และชดใช้ภาษีจากงบประมาณ

Parliment-Sirikanya-Thawee-Dear-7sep2026-SPACEBAR-Photo03.jpg

วทันยา แสดงความกังวลในด้านการตรวจสอบงบประมาณ โดยเปรียบเทียบว่า เงินภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ จะมีคณะคณะกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบ และต้องรายงานการดำเนินงานต่อรัฐสภา แต่เงินภายใต้งบกลาง เป็นอำนาจของนายกฯและ ครม. ดังนั้น การที่เราให้เงิน 12,000 ล้านบาทผ่านงบกลาง จึงไม่ต่างกับการตีเช็คเปล่าให้นายกฯ สามารถออกแบบขีดเขียนโครงการอะไรก็ได้ หากจะอ้างว่าทำเพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงาน รัฐบาลก็ควรตอบให้ชัดว่า จะมีมาตรการป้องกันอย่างไร เพื่อไม่ให้เป็นช่องโหว่ในการตรวจสอบ

วทันยา ยังเปิดเผยอีกว่า ในวงเงิน 12,000 ล้านบาทนี้ มีเงินงบประมาณถึง 9,600 ล้านบาท ที่รัฐบาลจำแนกไว้เป็นรายจ่ายลงทุน แต่สภายังไม่เห็นโครงการ ครุภัณฑ์ สิ่งก่อสร้าง หรือหน่วยรับงบประมาณใดๆ จึงตั้งคำถามว่า เรากำลังนับเงินก้อนนี้เป็นการลงทุนจากอะไร

ซํ้าร้ายกว่านั้น ในงบกลางยังมีการตั้งงบไว้ 112,000 ล้านบาท เป็นรายจ่ายที่สามารถยืดหยุ่นทำอะไรก็ได้ในภายภาคหน้า ดังนั้นสิ่งที่สภาต้องระวังคือ เรากำลังเห็นรูปแบบการตั้งงบที่มีชื่อตามสถานการณ์ แต่ละรายละเอียดการใช้เงินจริง กลับถูกกำหนดในภายหลัง ดังนั้นคำถามคือ สภากำลังอนุมัติเช็คเปล่าไปให้รัฐบาลหรือไม่

วทันยา กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนเองไม่ได้คัดค้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่มองว่าเป็นเรื่องจำเป็นว่าเมื่อรัฐบาลขอใช้เงินจำนวนมากหลายช่องทางพร้อมกัน มาตรฐานความโปร่งใสต้องสูงขึ้น ไม่ใช่ยิ่งใช้ยิ่งต่ำลง และขอให้รัฐบาลเปิดเผยชื่อโครงการและหน่วยงานที่จะรับงบประมาณในส่วน 12,000 ล้านบาท เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ไม่เช่นนั้นสภาก็ไม่ควรอนุมัติเช็คเปล่าเหล่านี้

Parliment-Sirikanya-Thawee-Dear-7sep2026-SPACEBAR-Photo04.jpg

งบกลางฉบับซ่อนรูป ติง กมธ. ยัดงบลงทุนฉุกเฉิน 6 หมื่นล้านหลบกฎหมาย 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปราย มาตรา 6 แสดงความคิดเห็นและเสนอแปรญัตติ โดยเน้นย้ำใน 3 ประเด็นหลักเกี่ยวกับโครงสร้างและการจัดสรรงบกลางของรัฐบาล ประเด็นแรกว่า ตนเองได้แปรญัตติปรับลดจากรายการงบกลาง 12,000 ล้านบาท ซึ่งก็คือส่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายเพื่อการแก้ไขปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน (จะไม่พูดซ้ำกับกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกที่เสนอความเห็นและเสนอนำแปรญัตติว่า งบประมาณในส่วนนี้มีความซ้ำซ้อนกับเงินกู้ 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะ 200,000 ล้านบาทหลังเนี่ย อย่างชัดเจน)

ในการพิจารณาโครงการที่จะมีการดำเนินการตามเงินกู้ 200,000 ล้านบาทหลัง ในเรื่องของพลังงานนั้น มีการประเมินจากผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดเวลาว่า ไม่เชื่อว่ารัฐบาลหรือประเทศจะมีศักยภาพในการดำเนินการตามเป้าหมายที่มีการพูดกันอยู่ ยกตัวอย่างเช่น จำนวนครัวเรือนที่จะสามารถเปลี่ยนหลังคา ใช้โซลาร์เซลล์อย่างนี้เป็นต้น ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของอุปทาน ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของบุคลากรที่จะไปติดตั้ง เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น นอกจากความซ้ำซ้อนแล้ว ตนยังประเมินว่า เงิน 200,000 ล้านใน พ.ร.ก. เนี่ย จะมีเหลือ จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้นครับที่จะเอาเงินงบกลางเติมเข้าไปอีก 12,000 ล้านบาท

ประเด็นที่สอง มาตรานี้มีการแก้ไข คือคณะกรรมาธิการ หลังจากที่มีการพิจารณาตัดงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ แล้ว ตัดสินใจที่จะเอาเงิน 6,000 ล้านบาทโดยประมาณ กลับมาเติมให้กับเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

“ที่จริงในการอภิปรายในมาตราก่อน ผมได้ชี้ให้เห็นชัดแล้วว่า จริงๆ เมื่อประหยัดงบประมาณได้เนี่ย มันมีค่าใช้จ่ายหลายรายการที่ควรจะไปเพิ่มให้ แต่แม้จะตัดสินใจกลับมาเพิ่มในงบกลาง ผมก็ยังยืนยันครับว่า เราต้องจัดงบประมาณตามความเป็นจริง”อภิสิทธิ์ กล่าว

ในการอภิปรายงบประมาณมาในช่วง 2-3 ปี งบประมาณที่ผ่านมา รวมทั้งในวาระ 1 หรือแม้กระทั่งในวันนี้ เชื่อว่าหลายคนเห็นตรงกันว่าแม้แต่รายจ่ายในงบกลางที่ตั้งเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานของรัฐก็ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินเบี้ยวัตร บำเหน็จ บำนาญก็ดี ในที่สุดแล้ว ไม่ได้จัดไว้เพียงพอกับความเป็นจริง และสุดท้ายก็ต้องมีการเบิกเงินคงคลังไปใช้ ซึ่งก็ต้องมาจัดงบประมาณชดเชยในปีถัดไป

“การทำเช่นนี้เนี่ยมันทำให้ขาดความโปร่งใส และมีการประเมินในเรื่องของประสิทธิภาพของการใช้จ่ายอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งก็จะทำให้การปฏิรูปที่เราพูดกันมาตั้งแต่วาระที่ 1 ก็จะไม่สามารถอยู่บนความเป็นจริง ผมทราบว่ากรรมาธิการมีการซักถามเรื่องนี้ แต่สุดท้าย ก็ได้คำตอบแบบเป็นที่เข้าใจกันว่า ที่จัดไว้ให้เท่านี้ เพื่อไม่ให้มันผิดกฎหมายในเรื่องของหลักเกณฑ์ของงบกลาง”อภิสิทธิ์ กล่าว

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า จึงนำมาสู่ประเด็นที่สาม คือ ตอกย้ำสิ่งที่ตนได้อภิปรายในมาตราก่อน ว่าตกลง เราจะทำเป็นมองไม่เห็นใช่ไหรือไม่ว่าจะใช้วิธีการหลีกเลี่ยงกฎหมาย มากกว่าที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย

Parliment-Sirikanya-Thawee-Dear-7sep2026-SPACEBAR-Photo05.jpg

“ผมอภิปรายในมาตราก่อน บอกว่าในงบกลางแสนล้านที่เป็นงบฉุกเฉิน ท่านบอกว่า 60,000 ล้าน จะเป็นรายจ่ายลงทุน ซึ่งผมบอกผมไม่เชื่อ เพราะผมดูจากการใช้จ่ายอย่างปีที่แล้ว งบกลางใช้ไปส่วนใหญ่ แต่ละโครงการไม่ใช่การจ่ายลงทุนเลย ค่าใช้จ่ายเรื่องประชารัฐสวัสดิการ,ลดค่าไฟฟ้ากระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่ใช่การลงทุน สารพัดโครงการเลย ส่วนใหญ่ก็คือเป็นลักษณะของเงินโอน หรือเงินช่วยเหลือเฉพาะหน้าเกือบทั้งสิ้น เมื่อสักครู่กรรมาธิการตอบผมง่ายๆ ว่า ท่านบอกท่านมั่นใจแล้วว่าปฏิบัติตามกฎหมาย ช่วยแจกแจงให้ผมหน่อยสิครับ ที่ท่านคาดการณ์ว่า 60,000 ล้าน จะเป็นรายจ่ายลงทุน ในงบกลางที่จัดอยู่นี้ จะเป็นรายจ่ายในเรื่องอะไรบ้าง ผมจะได้ตามไปตรวจสอบ วันที่นายกฯ วันที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติรายจ่ายเงินงบกลาง ว่า มันเป็นไปตามที่มาชี้แจงกับคณะกรรมาธิการแล้ว คณะกรรมาธิการมั่นใจแล้วว่าจะเป็นรายจ่ายลงทุน 60,000 ล้านบาทจริง ในงบกลางในส่วนนี้ ถ้าท่านตอบตรงนี้อย่างชัดแจ้ง ผมก็จะสบายใจและไม่ติดใจ แต่ท่านตอบไม่ได้ ผมก็ยืนยันครับว่า จะต้องแปรญัตติตัดงบกลางในส่วนนี้ออกไป” อภิสิทธิ์ กล่าว

Parliment-Sirikanya-Thawee-Dear-7sep2026-SPACEBAR-Photo06.jpg

หากจะมีประสิทธิภาพ ต้องคำนึง 5 ข้อ มิเช่นนั้น อาจกลายเป็นแจกโบนัส-สมบัติส่วนตัว

ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายมาตรา 6 โดยเสนอปรับลด 45% หรือ 314,965 ล้านบาท เนื่องจากมองในมิติความชอบด้วยกฎหมาย เพราะพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง ซึ่งกรรมาธิการได้ตอบว่าถูกกฎหมาย

ในมาตรา 22 ระบุว่า งบประมาณรายจ่ายงบกลาง ให้จัดตั้งเฉพาะกรณีที่มีเหตุผล และความจําเป็น ที่ไม่อาจจัดสรรหรือไม่สมควรจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ให้หน่วยงานรับงบประมาณรับผิดชอบได้

ขณะที่มาตรา 20(6) ระบุว่า งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการสํารองฉุกเฉิน จําเป็นให้ตั้งได้เฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกัน หรือแก้ปัญหาอันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ การเยียวยาหรือการบรรเทาสาธารณะภัยร้ายแรง เป็นภารกิจที่จําเป็นเร่งด่วนของรัฐ

ทวี กล่าวว่า ในปี 68 มีการเฉพาะขึ้นมาว่า ให้ตั้งงบกลางเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เรียกว่ารายจ่ายลงทุน งบปี 69 ตั้งงบกลาง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ 20,000 กว่าล้านบาท และในปี 70 ตั้งงบฟื้นฟูเศรษฐกิจผันผวนเรื่องพลังงานอีก 12,000 ล้านบาท ประเด็นคือเมื่อเราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ในสภาฯ แล้วเรื่องนี้ยังไม่เข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญหรือให้ใครวินิจฉัย แต่ตนเองยังมีความไม่เชื่อมั่นในนิยาม ของการตั้งงบเพื่อเป็นรายจ่ายลงทุน

เนื่องจากงบกลางเรามักเรียกว่าเป็นงบที่ตีเช็คเปล่า ซึ่งตนเองเคยขอให้สํานักงานตรวจเงินแผ่นดินเข้ามาตรวจสอบงบกลาง เพราะที่ผ่านมา สํานักงานตรวจเงินแผ่นดินไม่ได้เข้าไปตรวจสอบเหมือนหน่วยงานอื่น ๆ แม้จะเห็นด้วยกับความคล่องตัวในการใช้งบกลาง แต่งบกลางนั้นไม่ควรจะกว้างเกินไป ไม่ควรใช้แทนแผนงานหน่วยประจํา และไม่ควรให้รัฐสามารถอนุมัติงวงเงินได้มากโดยไม่เห็นรายละเอียด และไม่ควรคล่องตัวกับฝ่ายบริหาร จนทําให้ประชาชนเข้าไม่ถึง

ดังนั้น ตนเองคิดว่าถ้าจะทํางบกลางให้มีประสิทธิภาพ ต้องคํานึงถึง 1.ใครเป็นผู้ได้รับผลกระทบ 2.ผู้ได้รับผลกระทบในระดับใด 3.ได้รับความช่วยเหลือประกันใดจากหน่วยอื่นแล้วหรือไม่ 4.ได้รับเงินช่วยเหลือบรรเทาฟื้นฟูมาก่อนหรือไม่ และ 5.เป็นประชาชนกลุ่มใด มิเช่นนั้น งบประมาณจะถูกมองคล้าย เป็นการแจกโบนัส สมบัติส่วนตัว หรือเรื่องอะไรที่ง่ายเกินไป จึงขอปรับลด เพื่อสร้างสมดุลในการบริหารราชการแผ่นดิน และความรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน

Parliment-Sirikanya-Thawee-Dear-7sep2026-SPACEBAR-Photo07.jpg

แปรงบกลาง 1.8 หมื่นล้าน ชี้ 6 พันล้าน รองรับภาระคดีคลองด่าน–1.2 หมื่นล้านขับเคลื่อน Matching Fund เปลี่ยนผ่านพลังงาน

ภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงข้อสังเกตของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย สมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติ และสมาชิกที่อภิปรายเพิ่มเติมต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยระบุว่า คณะกรรมาธิการสามารถปรับลดงบประมาณได้ประมาณ 11,000 ล้านบาท และมีการแปรเพิ่มงบประมาณบางส่วนกลับไปตั้งไว้ในงบกลางตามมาตรา 6

ภราดร กล่าวถึงกรณีการแปรเพิ่มงบกลางจำนวน 6,000 ล้านบาทว่า มีความเกี่ยวข้องกับภาระการชำระหนี้ในโครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ซึ่งกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดิมได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 3,000 ล้านบาท โดยภายหลังการเจรจามีภาระที่ภาครัฐอาจต้องชำระรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้งบกลางในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวนประมาณ 4,000 ล้านบาท และภาระที่อาจต้องใช้งบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อีก 2 งวด รวม 6,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด และรัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการเจรจา จึงมีการปรับลดงบประมาณส่วนดังกล่าวออกจากหน่วยงานก่อน พร้อมระบุข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการว่า หากการเจรจาสิ้นสุดและภาครัฐมีภาระต้องชำระเงิน กรมควบคุมมลพิษสามารถเสนอขอใช้งบกลางจำนวน 6,000 ล้านบาทได้ โดยงบประมาณดังกล่าวจัดเตรียมไว้รองรับภาระที่อาจเกิดขึ้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

สำหรับงบกลางอีกจำนวน 12,000 ล้านบาท นายภราดรชี้แจงว่า มีวัตถุประสงค์แตกต่างจากเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แม้จะมีเป้าหมายหลักในเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานเช่นเดียวกัน โดยเงินกู้ในส่วนที่เหลือจำนวน 200,000 ล้านบาท รัฐบาลมีแนวทางสนับสนุนประชาชนโดยตรง เช่น การส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโซลาร์เซลล์

ส่วนงบประมาณ 12,000 ล้านบาท มีลักษณะเป็นกองทุนสมทบ หรือ Matching Fund เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานที่มีเงินสะสม นำเงินของหน่วยงานมาร่วมลงทุนกับภาครัฐในสัดส่วนร่วมสมทบ เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยมีเป้าหมายในการนำเงินสะสมของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และลดภาระงบประมาณของภาครัฐ

ภราดร ยังกล่าวถึงประเด็นกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ว่า แนวทางแก้ไขปัญหาภาระการชดเชยเงินตามกฎหมายสามารถดำเนินการได้ด้วยการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้เสนอร่างกฎหมายดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 โดยมีเป้าหมายผลักดันให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ก่อนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 เพื่อลดภาระการชดเชยเงินในอนาคต

Parliment-Sirikanya-Thawee-Dear-7sep2026-SPACEBAR-Photo08.jpg

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงนโยบายการประกันภัยให้แก่ประชาชนว่า รัฐบาลมีแนวคิดบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เนื่องจากแต่ละปีภาครัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อเยียวยาผู้ประสบภัย จึงมีแนวทางจัดทำระบบประกันภัยครอบคลุมประชาชนประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน รวมถึงที่อยู่อาศัยบางส่วนที่ไม่มีทะเบียนบ้าน เพื่อจำกัดความเสี่ยงและวงเงินภาระของภาครัฐไว้ไม่เกินปีละ 15,500 ล้านบาท ขณะที่ความเสี่ยงส่วนที่เหลือจะบริหารจัดการผ่านสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และบริษัทประกันภัย

ส่วนข้อสังเกตเกี่ยวกับสัดส่วนงบลงทุนและงบรายจ่ายในงบกลาง นายภราดรระบุว่า การกำหนดสัดส่วนงบลงทุนไว้ร้อยละ 60 เป็นการอ้างอิงจากสถิติการใช้งบกลางย้อนหลังตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563-2568 เนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแน่นอนว่างบกลางในแต่ละปีจะถูกนำไปใช้ในกรณีเร่งด่วนหรือจำเป็นในสัดส่วนเท่าใด

สำหรับข้อเสนอให้นำงบประมาณที่คณะกรรมาธิการปรับลดได้ไปเพิ่มให้แก่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ภราดรระบุว่า งบประมาณสำหรับกองทุนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งตั้งไว้ 5,000 ล้านบาท เป็น 9,000 ล้านบาท โดยคณะกรรมาธิการเห็นว่าควรให้กองทุนยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุน การจัดเก็บและติดตามหนี้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางการเงินของกองทุนก่อน หากดำเนินการอย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วงบประมาณยังไม่เพียงพอ ก็สามารถเสนอขอรับการสนับสนุนจากงบกลางได้

ภราดร ยังกล่าวถึงกรณีการช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาทว่า ภาครัฐยังมีภาระค้างชำระแก่ประชาชนจากปีการผลิตที่ผ่านมาอีกประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) มีมติขอใช้งบกลางเพื่อดำเนินการในส่วนดังกล่าว และอยู่ระหว่างการเตรียมเสนอเรื่องให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป

Parliment-Sirikanya-Thawee-Dear-7sep2026-SPACEBAR-Photo09.jpg

ที่ประชุมลงมติเห็นชอบกับการแก้ไขของกรรมาธิการ ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 276 เสียง ไม่เห็นชอบ 137 เสียง งดออกเสียง 52 เสียง จากจำนวนผู้ลงมติทั้งหมด 466 เสียง

Parliment-Sirikanya-Thawee-Dear-7sep2026-SPACEBAR-Photo10.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์