พรรคประชาชน จัดงาน 'แสวงหาความจริง: กกต. และ DSI องค์กรของใคร?' นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ, ชยพล สท้อนดี, พนิดา มงคลสวัสดิ์ และ ภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน พร้อมเชิญ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาร่วมวิเคราะห์การทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ก่อนที่ กกต. ชุดใหญ่จะพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องคดีโกง สว. หรือไม่ในวันที่ 14 กันยายนนี้

โดยสมชัย ระบุว่า ต้องแยกบทบาทระหว่างคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ออกจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 โดยคณะฯ ที่ 26 เป็นคณะพิเศษที่มีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาร่วม ทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกทั้งเส้นทางการเงินและการติดต่อสื่อสารได้ ก่อนมีความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 รายมีมูลควรส่งฟ้อง
ส่วนการตั้งอนุฯ ที่ 36 นั้น ในทางกฎหมาย กกต. มีอำนาจตั้งได้ แต่น่าตั้งคำถามต่อเหตุผลและความชอบธรรม เพราะเดิมมีคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 คณะ ซึ่งใช้ระบบเรียงลำดับรับคดี ขณะที่เหตุผลว่าต้องตั้งอนุฯ ที่ 36 เพื่อลดภาระงานและนำผู้เชี่ยวชาญมาพิจารณาคดี ก็ยังต้องตรวจสอบว่ากรรมการทั้ง 7 คนมีคุณสมบัติสอดคล้องกับเหตุผลดังกล่าวจริงหรือไม่
สมชัย กล่าวว่า จากบันทึกการประชุมที่ได้รับมา อนุฯ ที่ 36 ประชุมโดยทั่วไปคือวันอังคารและพฤหัสบดี ครั้งละประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง รวมแล้วอาจอยู่ที่ประมาณ 20-30 ครั้ง แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือรูปแบบการประชุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรับฟังทีมเลขานุการสรุปสำนวนของคณะฯ ที่ 26 โดยเฉพาะช่วงหลังที่แทบไม่ปรากฏการซักถามจากอนุกรรมการ ขณะที่ผู้สอบสวนจากคณะฯ ที่ 26 ไม่เคยถูกเรียกมาชี้แจง และเอกสารหลักฐานชั้นต้นจำนวนหลายหมื่นหน้าก็ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาโดยตรง
นอกจากนี้ สมชัยยังมีข้อสังเกตถึงการตีกรอบกฎหมายในช่วงต้นของการพิจารณา โดยเฉพาะประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัคร สว. กับฝ่ายการเมือง เช่น การตีความเรื่อง“การยินยอมรับความช่วยเหลือ” และเจตนาที่จะได้รับเลือกเป็น สว. ซึ่งหากตีความแคบเกินไปอาจทำให้ความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองถูกตัดออกจากคดี
สมชัย ยังกล่าวว่า หากภายหลังมีข้อพิพาททางกฎหมาย ควรขออำนาจศาลตรวจสอบรายงานการประชุมครั้งสุดท้ายของอนุฯ ที่ 36 และความเห็นส่วนบุคคลของอนุกรรมการแต่ละคน เพื่อดูว่ามติยกคำร้องตั้งอยู่บนกรอบการตีความกฎหมายอย่างไร ทั้งนี้สุดท้าย กกต. ทั้ง 7 คนต้องรับผิดชอบต่อคำวินิจฉัยของตนเอง

ด้านพริษฐ์ ระบุว่า พรรคประชาชนพยายามขอข้อมูลการทำงานของอนุฯ ที่ 36 ผ่านกลไกคณะอนุกรรมาธิการฯ ของสภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ทั้งรายชื่อผู้เสนออนุกรรมการแต่ละคน จำนวนครั้งการประชุม และข้อมูลที่นำมาพิจารณา แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วน และประธานอนุฯ ที่ 36 ก็ไม่ได้มาชี้แจงต่ออนุกรรมาธิการฯ ตามคำเชิญ
ก่อนถึง กกต. ชุดใหญ่ คดีนี้ผ่านความเห็นมาแล้ว 3 ชั้น ได้แก่ คณะฯ ที่ 26 ที่เห็นควรสั่งฟ้อง 229 คน, ชั้นรองเลขาธิการ กกต. ซึ่งจากข้อมูลที่ปรากฏเห็นควรสั่งฟ้องอย่างน้อย 140 คน และอนุฯ ที่ 36 ที่กลับมีความเห็นไม่สั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว พรรคประชาชนจึงขอตั้ง 4 ข้อพิรุธต่อคณะอนุฯ ที่ 36
ได้แก่ 1. ที่มาและเหตุผลความจำเป็นในการตั้งคณะอนุกรรมการพิเศษ ซึ่งยังไม่มีคำอธิบายชัดเจน
2. กระบวนการทำงาน ซึ่งยังมีคำถามว่าละเอียดรอบคอบเพียงพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับคณะฯ ที่ 26
3. แนวทางการวินิจฉัย ซึ่งพรรคตั้งข้อสังเกตว่าอาจสอดรับกับธงทางการเมือง ทั้งการตั้งมาตรฐานพิสูจน์หลักฐานเสมือนเป็นศาล การตีกรอบไม่ให้สาวถึงนักการเมือง และการแยกพิจารณาหลักฐานแต่ละพื้นที่ออกจากกันจนไม่เห็นภาพของขบวนการ
4. ผลลัพธ์ ซึ่งยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน
พริษฐ์ กล่าวว่า จากหลักฐานเส้นทางการโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. ก่อนวันเลือก และหลักฐานที่นครพนม ทั้งคลิปเสียง การจัดตั้ง ค่าตอบแทน ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และการทำโพล เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ก่อนหน้านี้ที่ กกต. เคยส่งศาลจากหลักฐานเพียงข้อความไลน์ไม่กี่ข้อความ ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าเหตุใดหลักฐานในคดีนี้จึงไม่เพียงพอแม้แต่จะส่งให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย

ขณะที่ ชยพล ได้นำเสนอข้อมูลความเชื่อมโยงของบุคลากรจากอนุฯ ที่ 36 จำนวน 5 คนที่ลงมติยกคำร้อง ได้แก่ อนุชา จันทร์สุริยา, ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล, อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, เชาวนะ ไตรมาศ และเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ โดยระบุว่าทั้งหมดต่างมีความเชื่อมโยงผ่านหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ของ กกต. และหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีทั้งบุคคลในแวดวง กกต. และบุคคลทางการเมืองเข้าร่วม
อย่างไรก็ตาม การเข้าอบรมหลักสูตรเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่ามีการกระทำผิด แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือเครือข่ายความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลต่อความเป็นกลางของผู้มีอำนาจวินิจฉัยคดีหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผู้ที่อยู่ในอนุฯ ที่ 36 มีหน้าที่ตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในเครือข่ายเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงทางธุรกิจของอัฌษไธค์กับบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลซึ่งปรากฏอยู่ในสำนวน ซึ่งอาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
ชยพล ขอเรียกร้องให้ กกต. พิจารณาตามระเบียบ ที่ให้อำนาจสั่งอนุกรรมการหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง หากปรากฏหลักฐานหรือเหตุอันควรสงสัยเรื่องความไม่เป็นกลางทางการเมือง ความไม่สุจริตเที่ยงธรรม หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ส่วน พนิดา ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีพิเศษที่ 24/2568 (คดีโกง สว.) ของ DSI ในฐานความผิดอั้งยี่และฟอกเงิน โดยระบุว่า DSI ตั้งคณะพนักงานสอบสวน 41 คน โดยมี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI เป็นหัวหน้าคณะ สอบพยานกว่า 700 ปาก และรวบรวมทั้งข้อมูลทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร ภาพถ่าย และข้อมูลทางเทคนิค โดยหลังจากที่ DSI ส่งสำนวนผู้ต้องหาเพียงแค่ “8 ราย” ให้อัยการ อัยการได้ส่งสำนวนกลับมาให้สอบสวนเพิ่มเติม โดยระบุว่าข้อเท็จจริงมีผู้เกี่ยวข้องกว่า 1,200 คน แบ่งเป็น 7 กลุ่ม และมีลักษณะเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ไม่ควรแยกดำเนินคดีเฉพาะผู้ต้องหา 8 ราย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตคือความเคลื่อนไหวด้านบุคลากรในกระทรวงยุติธรรม หลังจากปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ทั้งการตั้งสอบวินัยพ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม และการโยกย้าย เอกรินทร์ ดอนดง กับ กิตติพงศ์ เดชาพิวัฒน์ โดยเอกรินทร์เป็นทั้งพนักงานสอบสวน DSI ในคดีพิเศษที่ 24/2568 และหนึ่งในเจ้าหน้าที่ DSI ที่ร่วมคณะฯ ที่ 26 ของ กกต. ด้วย
นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวถึงการโยกย้าย พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดี DSI ซึ่งเป็นทั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 รวมถึงพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI ขณะที่ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุฯ ที่ 36 มีชื่อในกระแสข่าวว่าจะถูกโยกมาดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI ด้วย
พนิดา มองว่า แม้การโยกย้ายข้าราชการเป็นอำนาจฝ่ายบริหาร แต่คำถามคือทำไมต้องเป็นตอนนี้ ก่อนวันที่ 14 กันยายน ซึ่ง กกต. มีกำหนดพิจารณาคดี และหากมีการโยกย้ายจริงจะกระทบต่อทิศทางคดี DSI หรือการเบิกความในศาลของผู้ที่ทำสำนวนมาตั้งแต่ต้นหรือไม่

ฝ่ายภัณฑิล ได้ตั้งคำถามต่อองค์ประกอบของคณะกรรมการ กกต. ชุดใหญ่ โดยเฉพาะ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในผู้ลงมติชี้ชะตาคดี โดยระบุว่า ฐิติเชฏฐ์มีข้อกล่าวหาในอดีต ทั้งกรณีเคยถูกไล่ออกจากราชการ ฐานรับเงิน 1.5 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวกลางวิ่งเต้นคดีใบแดงการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อปี 2558 รวมถึงกรณีพัวพันคดีจ่ายเงิน 300,000 บาทเพื่อวิ่งเต้นเลื่อนตำแหน่งในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งน่าตั้งคำถามว่า กกต. เคยตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือมาตรฐานจริยธรรมในเรื่องเหล่านี้แล้วหรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีกรณีของโพยการเลือก สว. ซึ่งฐิติเชฏฐ์เป็นผู้เก็บเอกสารดังกล่าวไว้ เมื่อเอกสารดังกล่าวกลายเป็นส่วนหนึ่งของข้อสงสัยสำคัญในคดี ฐิติเชฏฐ์ควรอยู่ในสถานะใดในการร่วมพิจารณาสำนวน อีกทั้งกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่ง กกต. คนใหม่ที่ยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้ฐิติเชฏฐ์ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่
ภัณฑิล กล่าวว่า ผู้ดำรงตำแหน่ง กกต. ต้องรักษาความเป็นกลางทางการเมือง ตนเองขอฝากถึงฐิติเชฏฐ์และ กกต. ก่อนการลงมติวันที่ 14 กันยายน ว่าการพิจารณาคดีต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา และอย่าซื้อเวลาอีก
พรรคประชาชนยืนยันว่า จะจับตาการพิจารณาของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายนอย่างใกล้ชิด โดยก่อนหน้านี้พรรคระบุไว้แล้วว่า หากมีการยกคำร้องทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน ก็จะสงวนสิทธิดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อไป

จากนั้นเปิดให้สื่อมวลชนสอบถาม เมื่อถามว่า ในหลักสูตร พตส. ก็มีนักการเมืองฝั่งพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชนเรียนเหมือนกัน ชยพล กล่าวว่า เท่าที่ตนเองรู้จัก หลักสูตรเหล่านี้เริ่มต้นมาที่อยากจะให้ความรู้ สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่าใช้หลักสูตรทำอะไรต่อ กับการที่มีเพื่อนร่วมรุ่นมากหน้าหลายตาและเป็นบิ๊กเนมทั้งนั้น คำถามก็ต้องย้อนกลับไปว่าคนในพรรคประชาชนที่ไปเรียนได้ใช้คอนเน็กชัน เพื่อวัตถุประสงค์อื่นหรือไม่
แต่สาเหตุที่เราโฟกัสที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยทั้ง 5 คน เพราะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง มีอำนาจในการตัดสินคดี ฉะนั้นน่าจะเป็นการดีกว่าหรือไม่ที่คนกลุ่มนี้ไม่ได้เข้าไปนั่งมีอำนาจตัดสินชะตา สว. และพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง
ส่วนกังวลเรื่องข้อครหาว่าพรรคประชาชนก็ไปเรียนด้วยเช่นกันหรือไม่ ชยพล กล่าวว่า ตนเองไม่ได้กังวล เพราะเราดูพฤติกรรมหลังจากที่ไปเรียนมากกว่า ส่วนได้สอบถามคนที่ไปเรียนหรือไม่ ว่าหลักสูตรนี้ข้อกังวลหรือข้อสังสัยอย่างไร ชยพล ขออุบไว้ก่อน มีข้อมูลอยู่บ้าง แต่ไม่อยากไปพูดเยอะเดี๋ยวจะปิดโอกาสคนที่อยากเรียนเพื่อหาความรู้
ภัณฑิล เสริมว่า ตนเองก็เป็นคนอภิปรายเรื่องหลักสูตรพวกนี้อยู่บ่อยครั้ง ว่าเป็นแหล่งรวมการบ่มเพาะคอนเน็กชัน ถ้าไปเรียนเพื่อหาความรู้ก็โอเค แต่หลายครั้งคอนเน็กชันพวกนี้ ผลัดกันเกาหลังพวกนี้ถ้าไปทำเรื่องดีๆ กันก็โอเค แต่หลายครั้งเครือข่ายยุบยับไปหมด คนกันเองทั้งนั้น ไปสร้างคอนเนชันที่สุดท้ายสร้างความเสียหายให้กับประชาชน
เมื่อถามว่าหลักสูตรเหล่านี้ไม่น่าเชื่อถือเลยใช่หรือไม่ ภัณฑิล ยกมือตอบว่า ตนเองไม่เห็นด้วย ที่เป็นข่าวล่าสุดมีการไปจ่ายเงินเพื่อให้ได้เรียนในหลักสูตรพวกนี้
“น่าจะทำเรื่องของตัวเองให้ดี ดีกว่านะ จัดการเลือกตั้งให้ดี บริสุทธิ์ยุติธรรม การได้มาซึ่ง สว. อย่าไปหาทำเรื่องอื่น มันไม่ใช่หน้าที่ เอาเรื่องของตัวเองให้รอดก่อนดีกว่าไหม กกต.” ภัณฑิล กล่าว
ชยพล กล่าวว่า บางครั้งตัวหลักสูตรอาจจะดี แต่วิธีการคัดกรองคนเข้ามามีความบกพร่อง รวมถึงการวัด KPI ทำให้ได้ผลผลิตที่ไม่ดีออกไป รวมถึงถูกบิดให้ไปใช้ในเรื่องของคอนเน็กชันมากกว่า




