‘ส้ม’ ฝ่ากระแส ‘บันเทิงธิปไตย’ เมื่อ ‘คน’ เด่นกว่าพรรค ‘วีรชนเอกชน’ โจทย์ใหม่ ปชน.

6 ต.ค. 2569 - 17:11

  • ‘ความนิยม’ ไม่เท่ากับ ‘พลังเปลี่ยนแปลงสังคม’ 

  • ‘แฉ-เปิดโปง’ ไม่ใช่ปัญหา ถ้าพาไปถึง ‘ทางออก’ 

  • พรรคต้องมี ‘ราก’ แต่รากต้องไม่กลายเป็น ‘กรง’

‘ส้ม’ ฝ่ากระแส ‘บันเทิงธิปไตย’ เมื่อ ‘คน’ เด่นกว่าพรรค ‘วีรชนเอกชน’ โจทย์ใหม่ ปชน.

เมื่อคืนวันที่ 4 ต.ค. 2569 'ปิยบุตร แสงกนกกุล' เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ ‘4 สิ่ง ที่พรรคต้องไม่เป็นโดยเด็ดขาด’ ตั้งคำถามถึงทิศทางของพรรคการเมือง (ซึ่งหมายถึงพรรคประชาชน) ที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว ท่ามกลางการเมืองยุคที่กระแส ความนิยม และการสื่อสารบนโลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น 

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ‘บันเทิงธิปไตย’ (Entertainocracy) ซึ่งปิยบุตรมองว่าเป็นแนวโน้มที่พรรคต้องรู้เท่าทัน เพราะนักการเมืองที่มีความสามารถด้านการสื่อสารสมัยใหม่ สร้างกระแสได้ และได้รับความนิยมจากประชาชน อาจมีบทบาทโดดเด่นขึ้นจนส่งผลต่อทิศทางของพรรค 

ปิยบุตรจึงเตือนถึงการเมืองที่เน้นความเร้าใจ ประเด็นเฉพาะหน้า และตัวบุคคล ขณะที่ภารกิจสำคัญของพรรคการเมืองที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ คือการสร้างคน สร้างมวลชน ทำงานทางความคิด และวางยุทธศาสตร์ในระยะยาว 

ในอีกด้านหนึ่ง แนวคิดดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า ‘ลัทธิวีรชนเอกชน’ เมื่อความนิยมทางการเมืองผูกติดกับตัวบุคคลมากขึ้น จนเกิดคำถามว่า ระหว่าง ‘คน’ กับ ‘พรรค’ ใครกำลังเป็นผู้กำหนดทิศทางทางการเมืองกันแน่ 

อย่างไรก็ตาม 'ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ' หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ โดยมองว่า ปิยบุตรสามารถแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์พรรคได้อย่างเต็มที่ และข้อสังเกตดังกล่าวมีประโยชน์ต่อการนำมาปรับใช้กับสิ่งที่พรรคยังทำได้ไม่ดีพอ แม้ปิยจะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว แต่ก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งอุดมการณ์มาตั้งแต่ ‘พรรคอนาคตใหม่’ 

ยืนยันว่า ความหลากหลายของวิธีทำงานและการสื่อสารของ สส.แต่ละคน ไม่ได้หมายความว่าพรรคจะละทิ้งหลักการ เพราะพรรคยังมีทั้งคนทำงานด้านการสื่อสาร วิชาการ และนโยบาย พร้อมย้ำว่าการปรับวิธีสื่อสารให้เข้ากับยุคสมัยเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องมีหลักการของพรรคเป็นแกนกลาง และยืนยันว่า 'พรรคประชาชน' เป็น 'พรรคมวลชน' เหมือนเดิม  

คำถามจึงอยู่ที่ว่า การสร้างความนิยมกับการสร้างพรรคจะเดินไปด้วยกันได้อย่างไร และความนิยมของตัวบุคคลจะสามารถต่อยอดเป็นพลังของพรรคและพลังของมวลชนได้หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ 'พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต' นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ชวนมองต่อจากปรากฏการณ์ดังกล่าว

‘ความนิยม’ ไม่เท่ากับ ‘พลังเปลี่ยนแปลงสังคม’ 

'พิชาย' มองว่า สิ่งที่ 'ปิยบุตร' พูดออกมาเป็นภาพสะท้อนจากการรับรู้ปรากฏการณ์ทางการเมืองในช่วงหลัง โดยเฉพาะเมื่อการสื่อสารทางการเมืองมีมากขึ้น และบรรยากาศทางการเมืองในสังคมไทยทำให้ผู้คนติดตามข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ปิยบุตรนำมาใช้เป็นข้อสังเกตและเป็นการ ‘เตือนสติ’ พรรคการเมืองในยุคปัจจุบัน 

ประเด็นสำคัญที่พิชายเห็นจากข้อเสนอของปิยบุตรคือ ต้องแยกให้ออกระหว่าง ‘ความนิยม’ กับ ‘พลังเปลี่ยนแปลงสังคม’ เพราะการที่นักการเมืองหรือพรรคมีคนติดตามจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าพรรคนั้นจะเป็นพรรคที่ประชาชนมีส่วนร่วมและสามารถกำหนดทิศทางได้อย่างแท้จริง 

"ความนิยมมันไม่เท่ากับพลังเปลี่ยนแปลงสังคมครับ ก็คือว่าคนที่ติดตามมาก ก็อาจจะยังไม่ใช่พรรคที่ประชาชนมีส่วนร่วม กำหนดทิศทางอย่างแท้จริงครับ”

อย่างไรก็ตาม พิชายไม่ได้เห็นว่าการมีนักการเมืองที่สื่อสารเก่งหรือมีความนิยมเป็นปัญหาในตัวมันเอง เพราะเมื่อมองบทบาทของนักการเมืองในพรรคการเมืองยุคปัจจุบัน จะพบว่ามีนักการเมืองอยู่หลายบทบาท และพรรคไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะมีเพียงบทบาทใดบทบาทหนึ่ง 

พิชายอธิบายว่า พรรคการเมืองควรมี 3 บทบาทหลักของนักการเมือง ได้แก่ ‘นักคิด-นักจัดตั้ง-นักสื่อสาร’ ซึ่งทั้งสามส่วนต้องทำงานร่วมกัน 

ในส่วนของ ‘นักคิด’ คือคนที่ทำงานด้านความคิดและนโยบาย คิดในเชิงนโยบายและพัฒนางานนโยบาย ยกตัวอย่างเช่น ศิริกัญญา ตันสกุล, พริษฐ์ วัชรสินธุ และ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ รวมถึงคนอื่นๆ ที่ทำงานในลักษณะนี้ 

ส่วน ‘นักจัดตั้ง’ คือคนทำงานในพื้นที่ ทำงานกับประชาชน และทำงานในด้านการจัดตั้ง ขณะที่อีกส่วนคือ ‘นักสื่อสาร’ ซึ่งมีหน้าที่สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจสิ่งที่พรรคต้องการนำเสนอ โดยพิชายยกตัวอย่าง รักชนก ศรีนอก และ รังสิมันต์ โรม ว่าเป็นบุคคลคนที่เห็นบทบาทด้านการสื่อสารได้ชัดเจน

ดังนั้น ทั้ง 3 บทบาทจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะตัวพรรคเองจำเป็นต้องมีคนคิดเชิงนโยบาย มีคนทำงานพื้นที่ และมีคนที่สามารถสื่อสารกับประชาชนได้ 

สิ่งที่พิชายตั้งคำถามจึงไม่ใช่ว่า นักการเมืองที่ได้รับความนิยมควรมีอยู่หรือไม่ แต่คือ เมื่อมีคนสนใจแล้ว พรรคจะพาคนเหล่านั้นไปสู่การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมได้หรือไม่ 

"การสื่อสารที่น่าสนใจนะครับ มันไม่ใช่ปัญหาในตัวของมันเอง แต่ปัญหามันคือว่าเมื่อคนสนใจแล้ว พรรคจะพาพวกเขาไปสู่การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมได้หรือไม่"

ฉะนั้น หากจะบอกว่านักการเมืองที่สร้างความนิยมทำให้พรรคเสียทิศทาง ก็ต้องมีหลักฐานว่าความนิยมนั้นเข้าไปเบียดบังงานจัดตั้ง หรือทำให้พรรคละทิ้งหลักการอย่างไร หากยังไม่มี ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่านักการเมืองที่สร้างความนิยมจะเป็นจุดอ่อนหรือข้อเสียของพรรค 

ขณะเดียวกัน พิชายมองว่า 'พรรคประชาชน' เองมีความประสงค์ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะยังไม่ได้รับเสียงข้างมาก อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าประชาชนที่ตื่นตัวและสนับสนุนพรรคมาอย่างต่อเนื่องจะไม่มีพลัง 

  • สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ พรรคต้องเผชิญกับกติกาทางการเมืองแบบไหน และมีอำนาจอะไรที่ปิดกั้นการเติบโตของพรรคอยู่ เพราะ ผลทางการเมืองไม่ได้มีเฉพาะกฎหมายที่ผ่านสภา แต่ยังหมายถึงการทำให้ประชาชนเห็นปัญหา โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้าง เข้าใจสิทธิ และกล้าตั้งคำถามกับอำนาจ 

พิชายมองว่า การทำให้ประชาชนเห็นปัญหา เข้าใจสิทธิ และกล้าตั้งคำถามกับอำนาจ เป็นผลการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเชิงจิตสำนึก และเป็นผลที่สะสมต่อเนื่องได้  

‘แฉ-เปิดโปง’ ไม่ใช่ปัญหา ถ้าพาไปถึง ‘ทางออก’ 

จากมุมมองดังกล่าว พิชายจึงไม่ได้เห็นว่าการเมืองแบบเปิดโปงหรือตรวจสอบเป็นสิ่งที่ขัดกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว เพราะการเปิดโปงการทุจริตหรือปัญหาต่างๆ สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ประชาชนเห็นปัญหาและตั้งคำถามกับอำนาจได้ 

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การเปิดโปงที่จบเพียง ‘ความสะอาดใจที่ได้ทำ’ เพราะหากเรื่องจบเพียงการเปิดโปง โดยไม่ได้พาไปสู่การทำความเข้าใจว่าปัญหาเกิดจากอะไร ก็ยังมีข้อจำกัด 

ในทางกลับกัน หากการเปิดโปงทำให้เห็นว่า ปัญหาเกิดจากระบบอะไร และสามารถเชื่อมต่อไปสู่ข้อเสนอว่า ควรเปลี่ยนกติกาอย่างไร การเปิดโปงนั้นก็จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง 

พิชายจึงเห็นว่า สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การลดคุณค่าของคนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่คือการทำให้การตรวจสอบ เดินต่อไปจนถึงทางออก นั่นหมายความว่า การเปิดโปงประเด็นเฉพาะหน้าอาจเป็นจุดตั้งต้นได้ แต่ต้องสามารถต่อยอดไปสู่คำอธิบายปัญหาในระดับโครงสร้าง และนำไปสู่ข้อเสนอในการเปลี่ยนแปลงได้ 

จากตรงนี้จึงเห็นได้ว่า การเมืองที่มีทั้งประเด็นเฉพาะหน้าและการเมืองเชิงโครงสร้าง ไม่จำเป็นต้องเป็นสองสิ่งที่ขัดแย้งกัน หากพรรคสามารถเชื่อมโยงทั้งสองระดับเข้าด้วยกันได้ 

พรรคต้องมี ‘ราก’ แต่รากต้องไม่กลายเป็น ‘กรง’ 

อีกประเด็นที่พิชายให้ความสำคัญคือ ‘ประชาธิปไตยภายในพรรค’ เพราะในมุมหนึ่ง พรรคควรมีอุดมการณ์ แต่คำถามสำคัญคือ ใครมีสิทธิตีความอุดมการณ์นั้น และสมาชิกมีสิทธิตั้งคำถามหรือเปลี่ยนทิศทางพรรคได้หรือไม่ 

พิชายย้ำว่า การพูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นการกล่าวหาว่าปิยบุตรต้องการผูกขาดความคิด เพราะในความหมายของ ‘พรรคมวลชน’ พรรคต้องสร้างคนที่คิดเป็น สร้างให้สมาชิกสามารถคิดและตั้งคำถาม รวมถึงสามารถคิดแตกต่างจากคำแนะนำได้  

พิชายจึงสรุปว่า พรรคต้องมีรากฐานและอุดมการณ์ตามที่ปิยบุตรเสนอ แต่รากเหล่านั้นต้องทำหน้าที่หล่อเลี้ยงการเติบโตของประชาชน ไม่ใช่กลายเป็นกรอบที่กักขังพรรคไว้ในความฝันของผู้ก่อตั้งเพียงอย่างเดียว 

“พรรคก็ต้องมีรากฐานครับ ต้องมีอุดมการณ์นะ แต่ว่าในขณะเดียวกันเนี่ย ไอ้รากเหล่านั้นเนี่ย มันก็ต้องหล่อเลี้ยงการเติบโตของประชาชนด้วยครับ เพื่อไม่ให้กลายเป็นกรงที่กักขังพรรคไว้ในความฝันของผู้ก่อตั้งแต่เพียงอย่างเดียว” 

เมื่อมองเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองอื่น พิชายเห็นความแตกต่างค่อนข้างชัด โดยระบุว่า พรรคจำนวนมากไม่ได้เป็นพรรคการเมืองตามนิยามเชิงวิชาการ แต่มีลักษณะเป็น ‘แก๊งทางการเมือง’ หรือการรวมตัวกันของนักเลือกตั้งที่ยึดโยงกันด้วยผลประโยชน์เป็นหลัก มากกว่าจะมีรากฐานทางอุดมการณ์ที่หนักแน่น โดยมุ่งชนะการเลือกตั้งมากกว่าการเผยแพร่อุดมการณ์หรือสร้างความตื่นตัวทางการเมืองให้ประชาชน 

พิชายยกตัวอย่าง 'พรรคเพื่อไทย' ว่า ศูนย์กลางการตัดสินใจอยู่ที่ตัวคนเดียว คือ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ซึ่งเป็นเจ้าของพรรคตัวจริง ขณะที่ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ในปัจจุบัน ศูนย์กลางการตัดสินใจก็อยู่ที่บุรีรัมย์ อย่าง ‘เนวิน ชิดชอบ’ และคนอื่นๆ มีลักษณะเหมือนเป็นลูกจ้างที่คอยรับคำสั่งจากเจ้าของพรรค  

ส่วนพรรคที่พิชายมองว่ายังมีรากทางอุดมการณ์อยู่บ้าง คือ 'พรรคประชาธิปัตย์' แม้จะเป็นอุดมการณ์เสรีนิยมเชิงอนุรักษ์ก็ตาม เช่นเดียวกับ 'พรรคประชาชน' ที่แม้ทิศทางหรือความเชื่อในเชิงอุดมการณ์จะแตกต่างกัน แต่ยังมีลักษณะของพรรคที่มีรากทางอุดมการณ์อยู่ 

สำหรับคำว่า ‘พรรคอุดมการณ์’ พิชายอธิบายว่า หมายถึงพรรคที่จัดตั้งขึ้นมาจากการมีอุดมการณ์ร่วมกัน แน่นอนว่ากลุ่มผู้ก่อตั้งมีความสำคัญ เพราะเป็นกลุ่มที่มีความเข้มข้นทางอุดมการณ์ และสามารถรวบรวมคนที่มีความเชื่อหรือความคิดที่คล้ายคลึงกันเข้ามาร่วมกันทำงานในประเด็นทางอุดมการณ์ของพรรค  

แต่จุดที่ต้องระวังคือ บางครั้งคณะแกนนำอาจผูกติดอยู่กับอุดมการณ์จนไม่ได้มองการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งอาจทำให้พรรคอุดมการณ์จำนวนมากค่อยๆ เล็กลง ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจึงต้องไม่ทำให้หลักการหรืออุดมการณ์ของพรรคเปลี่ยนไปจน ‘พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ’ แต่ขณะเดียวกัน พรรคก็ต้องมียุทธศาสตร์และแนวทางปฏิบัติในการสร้างคะแนนนิยม เพื่อให้สามารถชนะเสียงข้างมากได้

พิชายมองว่า นี่คือโจทย์สำคัญของพรรคการเมืองในความหมายจริงๆ เพราะหากยึดมั่นอยู่กับอุดมการณ์โดยไม่ปรับกลยุทธ์หรือวิธีการเลย การเติบโตก็จะยากและพรรคจะมีฐานที่แคบ แต่หากต้องการเติบโต พรรคอาจจำเป็นต้องปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ในบางมิติ โดย ไม่สูญเสียแก่นที่เป็นอุดมการณ์ของตัวเอง 

หากสิ่งที่ปิยบุตรกังวลคือ การปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์อาจทำให้พรรคหลงลืมแก่นอุดมการณ์ของตัวเอง การออกมาเตือนจึงมีความหมายในฐานะการเตือนให้พรรคระมัดระวังจุดสมดุลดังกล่าว  และเมื่อถามว่าสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็น ‘ระเบิดเวลา’ ของพรรคหรือไม่ พิชายมองว่าไม่ถึงขั้นนั้น เพราะเป็นกระบวนการทางความคิดที่พรรคการเมืองต้องผ่านการพูดคุยและถกเถียง เพื่อหาทางออกที่เหมาะสม 

  • สิ่งสำคัญคือการรักษาดุลระหว่าง ‘นักคิด’ ‘นักจัดตั้ง’ และ ‘นักสื่อสาร’ ให้ทั้งสามส่วนทำงานร่วมกันได้ ไม่ใช่ให้บทบาทใดบทบาทหนึ่งกลายเป็นศูนย์กลางจนกลบอีกสองส่วนไป  

“มันไม่ได้เป็นระเบิดเวลาครับ เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องของกระบวนการทางความคิดที่พรรคที่เป็นพรรคการเมืองเนี่ย มันก็จะต้องผ่านการพูดคุย การถกเถียงอะไรต่างๆ กันครับ แล้วก็หาโซลูชั่น หรือว่าแนวทางที่มันเหมาะสมที่จะรักษาดุลภาพระหว่างนักคิด นักจัดตั้ง และนักสื่อสาร” 

ท้ายที่สุด โจทย์ของ 'พรรคประชาชน' อาจไม่ใช่การเลือกระหว่าง ‘อุดมการณ์’ กับ ‘ความนิยม’ แต่คือการทำให้ คนที่คิด คนที่ทำงานกับประชาชน และคนที่สื่อสารกับสังคม เดินไปด้วยกัน โดยไม่ให้ด้านใดด้านหนึ่งกลบอีกด้าน

เพราะชื่อเสียงอาจเกิดในชั่วข้ามคืน แต่อำนาจที่ทางความคิดยืนยาว ต้องใช้เวลาสั่งสม...

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์