ปชน.เปิดเกมสกัดแก้ 4 กฎหมาย! จี้ตั้ง กมธ.ศึกษาปฏิรูป 3 กองทุน-ไทยพีบีเอส

29 ต.ค. 2569 - 18:44

  • พรรคประชาชนยื่นญัตติด่วน จี้ตั้ง กมธ.วิสามัญ ศึกษาปฏิรูป 3 กองทุน-ไทยพีบีเอส

  • หวั่นเปลี่ยนเงินภาษีบาปปีละ 14,000 ล้านบาทเป็นงบรายปี กระทบกลุ่มเปราะบาง-เปิดช่องแทรกแซงสื่อสาธารณะ

  • เผยประชาชนกว่า 200,000 คน ร่วมแสดงความเห็น 60-80% ค้านเปลี่ยนแหล่งงบประมาณ

ปชน.เปิดเกมสกัดแก้ 4 กฎหมาย! จี้ตั้ง กมธ.ศึกษาปฏิรูป 3 กองทุน-ไทยพีบีเอส

พรรคประชาชนยื่นญัตติด่วนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการปฏิรูป 3 กองทุนและ 1 องค์กร ได้แก่ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) หลังมีการเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแหล่งรายได้จากเงินบำรุงที่จัดเก็บเพิ่มจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือ “ภาษีบาป” มาเป็นการขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยพรรคประชาชนกังวลว่าอาจกระทบต่อการทำงานขององค์กร ความต่อเนื่องในการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ

ณัฐยา บุญภักดี, อนุสรณ์ ธรรมใจ, เอกภพ สิทธิวรรณธนะ และ ภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวถึงเหตุผลในการยื่นญัตติด่วนดังกล่าว โดยเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับจำเป็นต้องผ่านการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณที่มีผลต่อภารกิจสาธารณะในวงกว้าง

หวั่นเปลี่ยนแหล่งเงิน กระทบกลุ่มเปราะบางและภารกิจสาธารณะ

ณัฐยา บุญภักดี กล่าวว่า ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา มีการเสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ 4 ฉบับโดย สส. เพื่อเปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้ของทั้ง 3 กองทุนและ 1 องค์กร จากเงินบำรุงที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ มาเป็นการขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยให้เหตุผลว่าต้องการรักษาวินัยการเงินการคลังตามนโยบายของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายด้าน โดยเฉพาะความต่อเนื่องของการดูแลกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของแต่ละองค์กร

กองทุนผู้สูงอายุมีบทบาทในการจัดสวัสดิการให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ขณะที่ สสส. สนับสนุนให้ประชากรกลุ่มเฉพาะและกลุ่มเปราะบางมากกว่า 10 กลุ่มเข้าถึงสิทธิและบริการด้านสุขภาพ ส่วนกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติมุ่งสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนกลุ่มด้อยโอกาสทั่วประเทศ ขณะที่ไทยพีบีเอสทำหน้าที่นำเสนอปัญหาและข้อเรียกร้องของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

ณัฐยา ระบุว่า การเปลี่ยนแหล่งงบประมาณโดยไม่มีหลักประกันเรื่องความต่อเนื่อง อาจกระทบต่อความสามารถในการปฏิบัติภารกิจขององค์กรเหล่านี้ รวมถึงการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ซึ่งต้องทำงานเผชิญหน้ากับกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อภาระการคลังในระยะยาว เนื่องจากงานสร้างเสริมสุขภาพตามแนวทาง “สร้างนำซ่อม” ซึ่งมุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง หากงบประมาณด้านการป้องกันโรคลดลงหรือเกิดความติดขัด อาจทำให้รัฐต้องแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นในอนาคต

อีกประเด็นสำคัญคือความไม่แน่นอนของเงินภาษีบาปประมาณ 14,000 ล้านบาทต่อปี ว่าจะยังคงอยู่ในระบบเพื่อสนับสนุนภารกิจของทั้ง 4 องค์กรหรือไม่ หากไม่มีมาตรการทางกฎหมายรองรับในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ชี้แก้กฎหมายไม่ใช่คำตอบอัตโนมัติของปัญหาธรรมาภิบาล

ณัฐยา กล่าวถึงข้อกังวลเรื่องธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งหลายฝ่ายรวมถึงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เคยแสดงความห่วงใยว่า การเปลี่ยนไปใช้งบประมาณรายปีไม่ได้หมายความว่าปัญหาเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขโดยอัตโนมัติ

การยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารสามารถดำเนินการได้โดยตรง ทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลกองทุนต่าง ๆ สามารถใช้อำนาจบริหารเข้าไปปรับปรุงการทำงานได้ โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้

ณัฐยา ยังเปิดเผยว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับผ่านระบบออนไลน์ของรัฐสภา มีประชาชนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นมากกว่า 200,000 คน โดยประมาณ 60-80% ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแหล่งที่มาของงบประมาณ ขณะเดียวกัน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาชนได้ยื่นหนังสือคัดค้านอย่างต่อเนื่อง

พรรคประชาชนจึงเห็นว่าฝ่ายนิติบัญญัติไม่ควรเดินหน้าแก้ไขกฎหมายโดยไม่รับฟังเสียงทักท้วง แต่ควรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาผลกระทบและเปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายร่วมเสนอความคิดเห็น เพื่อหาแนวทางปฏิรูปที่เหมาะสมที่สุด

เตือนอย่าใช้วินัยการคลังเป็นข้ออ้างแทรกแซงไทยพีบีเอส

ด้านอนุสรณ์ ธรรมใจ เน้นย้ำถึงความสำคัญของภาษีบาปที่สนับสนุนทั้ง 4 องค์กร โดยเฉพาะไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นสื่อสาธารณะที่มีบทบาทสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย

อนุสรณ์เห็นว่า รัฐบาลและผู้เสนอร่างกฎหมายไม่ควรนำเรื่องวินัยการเงินการคลังมาเป็นข้ออ้างเพื่อแทรกแซงหรือควบคุมสื่อสาธารณะ โดยระบุว่าไทยพีบีเอสเป็นองค์กรที่ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มทุนและรัฐบาล จึงสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบและตอบสนองต่อสาธารณะได้อย่างเป็นอิสระ

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมาเริ่มมีความพยายามทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรอย่าง สสส. และไทยพีบีเอสอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมในการแก้ไขกฎหมาย โดยเห็นว่าเป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้อง

ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ อนุสรณ์อธิบายว่า การจัดเก็บภาษีเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) ไม่ได้เป็นการละเมิดวินัยการเงินการคลังโดยตัวมันเอง หลายประเทศสามารถใช้เครื่องมือนี้ได้ หากเป็นประโยชน์ต่อภารกิจสาธารณะและประเทศชาติ

สำหรับเงินภาษีบาปประมาณ 14,000 ล้านบาทต่อปี แม้เป็นวงเงินที่มีนัยสำคัญ แต่หากช่วยให้ทั้ง 4 องค์กรดำเนินภารกิจได้ตามเป้าหมาย ก็ถือเป็นการใช้ทรัพยากรเพื่อประโยชน์ของประชาชน ดังนั้น สภาผู้แทนราษฎรจึงควรใช้กลไกญัตติด่วนเพื่ออภิปรายและศึกษาแนวทางปฏิรูปอย่างแท้จริง

จับตาหลักประกันรายได้ หวั่นเปิดช่องต่อรองผลประโยชน์กลุ่มทุน

อนุสรณ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อน หากยกเลิกกฎหมายเดิมที่กำหนดการจัดเก็บภาษีบาปเพิ่มเติมสำหรับองค์กรเหล่านี้อย่างชัดเจน แล้วเปลี่ยนไปใช้ประกาศกระทรวงการคลังแทน

โดยยกตัวอย่างกรณีไทยพีบีเอส ซึ่งมีการจัดเก็บภาษีในอัตรา 1.5% หรือไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี หากเปลี่ยนกลไกทางกฎหมาย แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าจะไม่ลดการจัดเก็บภาษี แต่ในทางปฏิบัติอาจขาดหลักประกันที่มั่นคง เพราะขึ้นอยู่กับอำนาจและการตัดสินใจทางการเมือง

อนุสรณ์กังวลว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเปิดช่องให้มีการนำอัตราภาษีไปเจรจาต่อรองเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนสุราและกลุ่มทุนบุหรี่ จึงเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ยึดหลักการที่ถูกต้อง และคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

เสนอ 3 โจทย์ปฏิรูป สสส. ย้ำงบป้องกันโรคต้องไม่ลดลง

ขณะที่เอกภพ สิทธิวรรณธนะ เสนอประเด็นสำหรับการศึกษาต่อยอดในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญ โดยเฉพาะการปฏิรูป สสส. ซึ่งควรพิจารณาอย่างน้อย 3 ด้าน

ประเด็นแรก ปรับปรุงการบริหารจัดการโดยไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายทันที โดยศึกษาบทบาทของคณะกรรมการและระบบบริหารจัดการภายใน เพื่อประเมินผลลัพธ์และความคุ้มค่าของการให้ทุนและการลงทุนที่ผ่านมา รวมถึงค้นหาจุดที่สามารถปรับปรุงได้ทันทีภายใต้กฎหมายปัจจุบัน

ประเด็นที่สอง ทบทวนงบประมาณด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เอกภพระบุว่า งบประมาณด้านนี้ของไทยคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 10% ของงบประมาณด้านสุขภาพทั้งหมด ขณะที่กลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ลงทุนด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสูงกว่าไทยประมาณ 2-3 เท่า

จึงควรศึกษาว่าประเทศไทยควรจัดสรรงบประมาณในระดับใดจึงจะเหมาะสม แต่สิ่งสำคัญคืองบประมาณด้านการป้องกันโรคต้องไม่ลดลงหรือเกิดความติดขัดจากการเปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้

ประเด็นที่สาม เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนและเครือข่ายรายย่อย โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคีเครือข่ายเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อสร้างเสริมสุขภาพได้มากขึ้น พร้อมศึกษาว่าเหตุใดหน่วยงานราชการหลายแห่งจึงเลือกขอรับทุนจาก สสส. แทนการของบประมาณปกติผ่านสภาผู้แทนราษฎร

เอกภพมองว่า เรื่องดังกล่าวสะท้อนถึงความยืดหยุ่นของระบบบริหารจัดการ สสส. ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานอย่างกระทรวงสาธารณสุข ผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เข้ามาร่วมดำเนินโครงการและกำหนดตัวชี้วัดร่วมกันมากขึ้น จึงควรนำจุดแข็งเหล่านี้ไปศึกษาต่อยอดเพื่อพัฒนาโครงสร้างให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ย้ำต้องรับฟังประชาชน ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนโครงสร้างงบประมาณ

ในช่วงท้าย ณัฐยา ย้ำว่า พรรคประชาชนต้องการให้สภาผู้แทนราษฎรและฝ่ายนิติบัญญัติพิจารณาการแก้ไขกฎหมายโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริง สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยที่ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ไม่ใช่ใช้อำนาจผลักดันการเปลี่ยนแปลงโดยไม่คำนึงถึงเสียงคัดค้าน

พรรคประชาชนจึงหวังว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรจะตอบรับญัตติด่วนดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาผลกระทบและแสวงหาแนวทางปฏิรูปที่เหมาะสม โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการหาทางออกต่อประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญคือการรักษาประโยชน์สาธารณะ ควบคู่กับการพัฒนาธรรมาภิบาลและประสิทธิภาพการทำงานของทั้ง 3 กองทุนและ 1 องค์กรอย่างยั่งยืน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์