จากมาตรการ “คุมปืน” สู่คำถามใหญ่กว่าเดิม เมื่อเส้นแบ่งระหว่างสิทธิในการครอบครอง อำนาจหน้าที่ของตำรวจ และความปลอดภัยของประชาชน กำลังถูกหยิบขึ้นมาทบทวนอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้รัฐจัดการปัญหาให้ถึงต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงออกกฎหลังเกิดเหตุ
พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ซึ่งได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของสายตรวจทั่วประเทศ ชี้แจงกรณีมาตรการกวดขันการพกพาอาวุธปืน หลังมีเนื้อหาบางส่วนทำให้เกิดความเข้าใจว่า ข้าราชการตำรวจที่พกพาอาวุธปืนในยามวิกาล ดื่มสุรา หรือนอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ จะถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาและวินัยโดยไม่มีข้อยกเว้นเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป
พล.ต.อ.ธัชชัยระบุว่า การพิจารณาว่าตำรวจพกพาอาวุธปืนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่สามารถตัดสินจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและบริบทเป็นรายกรณี โดยคำนึงถึงหน้าที่ราชการและความจำเป็น เหตุอันสมควรและพฤติการณ์แห่งกรณี การได้รับอนุญาต ตลอดจนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ตำรวจพกปืนได้ หากเกี่ยวเนื่องกับภารกิจ
โดยหลัก เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจที่แต่งเครื่องแบบและปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่รับผิดชอบ สามารถพกพาอาวุธปืนได้ รวมถึงภารกิจที่มีความจำเป็นต้องพกพาอาวุธ เช่น การปฏิบัติหน้าที่นอกเครื่องแบบ หรือการสืบสวนนอกเวลาราชการ
ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปในร้านอาหารหรือสถานที่สาธารณะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการพกพาอาวุธปืนโดยผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตาม การพกพายังคงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่กำหนด รวมถึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชน
ระเบียบกำหนดชัด ต้องมีอนุญาต-พกอย่างมิดชิด
พล.ต.อ.ธัชชัยระบุว่า ประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 22 บทที่ 13 ว่าด้วยการพกพาอาวุธปืน ดาบปลายปืน และตะบอง กำหนดว่า ข้าราชการตำรวจที่มีความจำเป็นต้องพกพาอาวุธปืนเพื่อปฏิบัติหน้าที่ราชการ ต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาชั้นสารวัตรหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าขึ้นไป และต้องพกพาอาวุธปืนอย่างมิดชิด เรียบร้อย และเหมาะสมกับกาลเทศะ
หลักเกณฑ์ดังกล่าวสอดคล้องกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9690/2557 ซึ่งวินิจฉัยว่า ตำรวจที่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาให้พกพาอาวุธปืนเพื่อปฏิบัติหน้าที่ และขณะเกิดเหตุยังอยู่ในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต ไม่ถือว่ามีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต
นอกจากนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13535/2553 ยังวางหลักเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจในการรักษาความสงบเรียบร้อย จับกุมและปราบปรามผู้กระทำผิด รวมถึงการสืบสวนคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยสถานะและอำนาจหน้าที่ของตำรวจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงบันทึกประจำวันว่าออกปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
“เป็นตำรวจ 24 ชั่วโมง” เมื่อพบผิดซึ่งหน้าต้องระงับเหตุ
พล.ต.อ.ธัชชัยสรุปว่า ข้าราชการตำรวจเป็นตำรวจตลอด 24 ชั่วโมง ตามอำนาจและหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด เมื่อพบการกระทำความผิดซึ่งหน้า ย่อมสามารถเข้าระงับเหตุ จับกุม หรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้ทันที เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่สาธารณะ เช่น สถานบริการหรือร้านอาหาร การพกพาอาวุธปืนต้องเป็นไปตามระเบียบ โดยต้องพกพาอย่างมิดชิดและเหมาะสมกับภารกิจ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความปลอดภัยหรือความเชื่อมั่นของประชาชน
‘อนุทิน’ สั่งปรับรูปแบบแจกปืนเป็นรางวัล
ด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีการมอบอาวุธปืนเป็นของรางวัลแก่กำนันและผู้ใหญ่บ้านว่า รัฐบาลมีนโยบายควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวด จึงมอบนโยบายให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแจกรางวัล
อธิบดีกรมการปกครองเห็นพ้องและได้นำประเด็นดังกล่าวบรรจุไว้ในคำกล่าวเปิดงานโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 แล้ว
แม้จะมีบางส่วนเห็นว่าเป็นการแจกตามธรรมเนียมเดิม แต่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าต้องยึดนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันเป็นหลัก
หารือ 3 ฝ่ายคลายผลกระทบภาคกีฬา เดินหน้ากฎหมายปืนใหม่
กรณีสมาคมกีฬายิงปืนทักท้วงว่า มาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดกระทบต่อการเคลื่อนย้ายและฝึกซ้อมนักกีฬา นายอนุทินเปิดเผยว่า กรมการปกครอง การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬายิงปืนอยู่ระหว่างประสานงานและหารือร่วมกัน
นายกรัฐมนตรีระบุว่าจะมีการออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืนเพิ่มเติมอย่างแน่นอน โดยจะพิจารณารายละเอียดให้รอบด้าน ทั้งการขนย้ายปืนกรณีย้ายบ้านหรือขนย้ายเพื่อการฝึกซ้อม พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เพื่อให้กฎหมายอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยและไม่เปิดช่องให้นำอาวุธไปใช้ทำร้ายผู้อื่น
สั่งดำเนินคดีเด็ดขาดที่โคราช
นายอนุทินยังกล่าวถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ช่วงดึกที่ผ่านมา โดยระบุว่า หลังได้รับรายงานได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสอบสวนอย่างเต็มที่ และเมื่อควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้ ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ส่วนเสียงสะท้อนจากตำรวจบางส่วนว่า มาตรการดังกล่าวทำให้การทำงานยากขึ้น นายกรัฐมนตรีระบุว่า เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่ต้องวางยุทธศาสตร์ แผนงาน และวิธีการปฏิบัติให้ชัดเจน หากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่พบปัญหา ควรเสนอผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมผู้บริหารและร่วมกันแก้ไข
‘ชวน’ ชี้กฎหมายมีอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้
ขณะที่อีกมุม ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “กฎหมาย” แต่อยู่ที่การบังคับใช้ พร้อมชวนรัฐย้อนดูต้นเหตุว่า ทำไมคนจึงยังรู้สึกว่าต้องมีปืนไว้ป้องกันตัว
ชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนโยบายควบคุมอาวุธปืนของรัฐบาลว่า กฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับสิทธิในการซื้อและพกพาอาวุธปืนมีอยู่แล้ว หากปฏิบัติตามระเบียบก็ไม่น่าจะมีปัญหา
ชวนตั้งข้อสังเกตว่า การแก้ปัญหาด้วยการออกระเบียบใหม่อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะเมื่อเกิดเหตุขึ้นก็หยิบเรื่องดังกล่าวมาพูดถึงว่าจะออกระเบียบเพิ่มเติม จึงควรพิจารณาก่อนว่าปัญหาเกิดจากพฤติกรรม การบังคับใช้ หรือข้อบกพร่องของกฎหมาย
ชวนยังกล่าวถึงข้อมูลที่ได้รับจากตำรวจชั้นผู้น้อยว่า ในบางกรณีเมื่อมีการประมูลปืนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ยังมีการให้รางวัลเป็นใบอนุญาตซื้อปืนแจกจ่ายไปด้วย พร้อมตั้งคำถามว่ากลไกดังกล่าวอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้มีอาวุธปืนเพิ่มขึ้นหรือไม่
“สังคมปลอดภัย” คือจุดเริ่มต้น ลดความต้องการมีปืนป้องกันตัว
อดีตนายกรัฐมนตรีมองว่า ปืนไม่ได้เป็นอันตรายทั้งหมด แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่พฤติกรรมของผู้ครอบครองและสภาพแวดล้อมของสังคม หากประชาชนรู้สึกว่ามีหลักประกันและเจ้าหน้าที่สามารถดูแลความปลอดภัยได้ ความต้องการมีอาวุธปืนไว้ป้องกันตัวก็จะลดลง
แต่หากประชาชนรู้สึกว่าสังคมไม่ปลอดภัยหรือเจ้าหน้าที่ไม่สามารถคุ้มครองได้ คนที่เดิมไม่ต้องการมีปืนก็อาจจำเป็นต้องหามาไว้เพื่อป้องกันตัวเอง
ชวนจึงเห็นว่า ประเด็นสำคัญเบื้องต้นคือการทำให้สังคมมีความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐสามารถคุ้มครองประชาชนได้ พร้อมเตือนว่าการออกระเบียบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องศึกษาว่าปัญหาเกิดจากอะไร และพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุสะท้อนปัญหาเชิงสังคมในด้านใด
ชวนโยงเหตุเด็กนนทบุรี สังคมเปลี่ยน-ครอบครัวมีเวลาน้อยลง
ชวนกล่าวถึงกรณีเหตุที่เกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนใน จ.นนทบุรี โดยเห็นว่าต้องศึกษาถึงสาเหตุเชิงสังคมควบคู่ไปด้วย เพราะสังคมเปลี่ยนแปลง เด็กลดลง ขณะที่โรงเรียนต้องรับภาระดูแลเด็กมากขึ้น และพ่อแม่ส่วนใหญ่ต้องทำงาน ทำให้ไม่มีเวลาอยู่ดูแลลูกอย่างใกล้ชิดเหมือนในอดีต
ส่วนกรณีปืนที่สามารถหาซื้อได้ง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย ชวนหวังว่าเจ้าหน้าที่จะเพิ่มความเข้มงวดกวดขัน เพราะสังคมมีจุดอ่อนหลายด้าน ไม่ใช่เฉพาะเรื่องอาวุธปืน แต่รวมถึงเรื่องระเบียบวินัยด้วย หากปล่อยผ่านปัญหาหนึ่ง ก็อาจนำไปสู่ปัญหาอื่นตามมา
ชวนยังไม่เห็นร่างกฎหมายใหม่ แนะดูให้ชัด “กฎหมายหรือภาคปฏิบัติ”
สำหรับแนวคิดแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการพกพาอาวุธปืน ชวนระบุว่ายังไม่ได้เห็นร่างกฎหมาย จึงอยากให้พิจารณาว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการบังคับใช้ในทางปฏิบัติ หรือเกิดจากข้อบกพร่องของกฎหมาย เพราะโดยส่วนตัวเห็นว่ากฎหมายควบคุมอาวุธปืนในปัจจุบันมีความเข้มงวดพอสมควร
ชวนย้ำว่า หากทำให้สังคมปลอดภัย ความคิดที่จะมีอาวุธไว้ป้องกันตัวเองก็จะลดลง แต่หากประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัย แม้กระทั่งภายในบ้าน ก็ย่อมหาทางป้องกันตัวเองด้วยการมีอาวุธปืน
“มีปืนไม่ใช่ปัญหา อยู่ที่คนใช้” ชวนเผยมี 2 กระบอกแต่ไม่ได้ใช้
เมื่อถูกถามถึงกรณีนักการเมืองบางคนมีปืนหลายกระบอก ชวนกล่าวว่า เป็นเรื่องที่พูดยาก เพราะไม่ทราบว่าแต่ละคนสะสมไว้ด้วยเหตุใด หรือใช้ปืนอย่างไร บางคนอาจอ้างว่าเก็บไว้เพื่อการกีฬา
แต่ประเด็นสำคัญคืออาวุธดังกล่าวเป็นอันตรายต่อใครหรือไม่ เพราะการมีปืนไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเอง หากแต่สิ่งสำคัญคือพฤติกรรมของผู้ที่มีอาวุธ
เมื่อถามว่าตนเองมีปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ชวนเปิดเผยว่า มีปืนอยู่ 2 กระบอก เป็นปืนสั้น 1 กระบอก และปืนยาว 1 กระบอก แต่ไม่ได้ใช้งานจน “ป่านนี้ขึ้นสนิมหมดแล้ว”
จาก “คุมปืน” สู่คำถามใหญ่เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย
ประเด็นควบคุมอาวุธปืนกำลังถูกขยายจากเรื่องมาตรการพกพาไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า ทั้งเรื่อง อำนาจหน้าที่ของตำรวจ การบังคับใช้กฎหมาย การอนุญาตให้มีและพกพาอาวุธ ตลอดจนความปลอดภัยของสังคม
ฝั่งตำรวจย้ำว่าการพกปืนของเจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาตามภารกิจ ความจำเป็น การอนุญาต และระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำหลักว่า “ตำรวจเป็นตำรวจ 24 ชั่วโมง” ขณะที่รัฐบาลประกาศเดินหน้าคุมอาวุธปืนเพิ่มเติม แต่ในอีกด้าน แนวทางที่ประกาศออกมากำลังสร้างความสับสนในสังคม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ถูกจับตาไม่ใช่เพียงว่า รัฐบาลจะคุมปืนเข้มแค่ไหน แต่คือการทำให้กติกาที่ออกมามีความชัดเจน ไม่สร้างความสับสนในการบังคับใช้ และสามารถสร้างสมดุลระหว่าง ความปลอดภัยของประชาชนกับความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างเป็นรูปธรรม




