‘บิ๊กไมค์’ เปิดเกม! ไม่สมัครใจ ‘โอนย้าย’ งัด พ.ร.บ.ตำรวจ สู้ ‘บิ๊กต่าย’ โดมิโน่จัดโผ ‘นายพลตำรวจ’

28 ก.ค. 2569 - 13:28

  • บิ๊กไมค์-พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. ส่งหนังสือด่วนถึง ผบ.ตร. ไม่สมัครใจ โอนไปรับราชการส่วนราชการอื่น อ้าง มาตรา 93 พ.ร.บ.ตำรวจฯ การโอนต้องเกิดจากความสมัครใจ

  • ความเคลื่อนไหวเกิดขึ้น ภายหลัง บิ๊กราญ-พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เตรียมขึ้นเป็น ผบ.ตร. คนที่ 16 สะท้อนบททดสอบ ‘กฎหมายตำรวจ’ ฉบับใหม่ จับตาผลกระทบโผแต่งตั้ง ‘นายพลตำรวจ’ ปี 2569

‘บิ๊กไมค์’ เปิดเกม! ไม่สมัครใจ ‘โอนย้าย’ งัด พ.ร.บ.ตำรวจ สู้ ‘บิ๊กต่าย’ โดมิโน่จัดโผ ‘นายพลตำรวจ’

การแต่งตั้ง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 ยังไม่ทันมีผลอย่างเป็นทางการ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับเผชิญ “โจทย์ทางกฎหมาย” ที่อาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญของการบริหารงานบุคคลในอนาคต

เมื่อ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (กมค.) และรอง ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 มีหนังสือบันทึกข้อความ “ด่วนที่สุด” ถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ยืนยันอย่างชัดเจนว่า “ไม่สมัครใจโอนไปรับราชการยังส่วนราชการอื่น” พร้อมอ้างบทบัญญัติ มาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ซึ่งกำหนดให้การโอนข้าราชการตำรวจไปยังส่วนราชการอื่นต้องเป็นไปโดยความสมัครใจของเจ้าตัว

หนังสือดังกล่าวลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เพียงไม่กี่วันหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา จากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 16 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

จุดเปลี่ยนสำคัญของ “ยุคเปลี่ยนผ่าน”

แม้เนื้อหาในหนังสือจะเป็นการยืนยันสิทธิของข้าราชการตามกฎหมาย แต่ในทางการบริหารถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ได้รับการจับตาอย่างมาก เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านผู้นำองค์กร

การแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ส่งผลให้ตำแหน่งระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ผู้บัญชาการ และผู้บังคับการหลายตำแหน่ง เตรียมเข้าสู่กระบวนการโยกย้ายประจำปี 2569 ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน “บิ๊กล็อต” ที่ใหญ่ที่สุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

หนังสือฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงการยืนยันสิทธิส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการตีความกฎหมายตำรวจฉบับใหม่ ที่ให้น้ำหนักกับหลักนิติธรรมและสิทธิของข้าราชการมากกว่าระบบเดิม

มาตรา 93 เขียนไว้อย่างไร

มาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 อยู่ในลักษณะ 8 (ระเบียบข้าราชการตำรวจ) หมวด 3 การบรรจุ การแต่งตั้ง และการเลื่อนขันเงินเดือน มีใจความว่า:

“การโอนข้าราชการตำรวจไปรับราชการในส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่น จะกระทำได้เมื่อเจ้าตัวสมัครใจและส่วนราชการหรือหน่วยงานต้องการจะรับโอนผู้นั้น โดยให้ส่วนราชการหรอหน่วยงานที่ขอรับโอนทำความตกลงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

สาระสำคัญ มาตรานี้กำหนดหลักเกณฑ์การ “โอน” ข้าราชการตำรวจออกไปรบราชการในหน่วยงานอื่น (เช่น กระทรวง กรม หรือหน่วยงานราชการอื่นนอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) โดยมีเงื่อนไข 2 ประการที่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ

                1.             ตัวข้าราชการตำรวจผู้นั้นต้องสมัครใจ (ไม่ใช่การบังคับโอน)

                2.             หน่วยงานปลายทางต้องการรับโอน และต้องทำความตกลงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติก่อน

บทบัญญัตินี้เป็นหนึ่งในกลไกที่กฎหมายตำรวจฉบับใหม่วางไว้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของข้าราชการตำรวจ และลดปัญหาการใช้อำนาจโยกย้ายโดยขาดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน

บทเรียนจากอดีต…ทำให้ต้องมีกฎหมายคุ้มครอง

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกวิพากษ์วิจารณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย โดยเฉพาะตำรวจระดับนายพล ในหลายยุค มีการใช้วิธีย้ายไปช่วยราชการ โอนไปสำนักนายกรัฐมนตรี โอนไปศูนย์อำนวยการต่าง ๆ หรือโยกไปหน่วยงานที่ไม่มีอำนาจกำกับงานตำรวจโดยตรง

แม้หลายกรณีจะเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายเดิมและมีฐานอำนาจรองรับ แต่ก็สร้างข้อถกเถียงว่าการโยกย้ายดังกล่าว เป็นไปเพื่อประโยชน์ของราชการ หรือเป็นผลจากปัจจัยทางการเมืองและความขัดแย้งภายในองค์กร

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม และการยกร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ จึงนำประเด็นนี้มาปรับปรุง โดยกำหนดหลักประกันเรื่องความสมัครใจไว้ชัดเจน เพื่อสร้างความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจมากขึ้น

37 ปีในเครื่องแบบ

ในหนังสือ พล.ต.อ.นิรันดร ระบุด้วยว่า ตลอดระยะเวลารับราชการกว่า 37 ปี ได้ปฏิบัติงานทั้งสายสอบสวน ป้องกันปราบปราม งานอำนวยการ และงานบริหาร จึงเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเกิดประโยชน์ต่อราชการสูงสุดในช่วงเวลาราชการที่เหลืออยู่ พร้อมยืนยันว่าไม่มีความประสงค์จะโอนไปยังหน่วยงานอื่น

พล.ต.อ.นิรันดร หรือ “บิ๊กไมค์” เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2510 ปัจจุบันอายุ 58 ปี จบการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ก่อนสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 27 และศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 43 ศึกษาต่อจนจบปริญญาตรีสาขารัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต และเพิ่งได้รับมอบปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานวัตกรรมภาวะผู้นำ ประจำปี พ.ศ. 2568 จากวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย รวมทั้งผ่านการอบรมหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 58

พล.ต.อ.นิรันดร ถือเป็นนายตำรวจสายอาวุโสที่ผ่านงานสำคัญทั้งด้านสอบสวน ปราบปราม อำนวยการ การศึกษาตำรวจ และภารกิจระหว่างประเทศ ก่อนก้าวขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเป็นแคนดิเดตอันดับหนึ่งในการพิจารณาตำแหน่ง ผบ.ตร.ตามลำดับอาวุโสภายใต้กฎหมายตำรวจฉบับใหม่

สะท้อน “กฎหมายใหม่” ที่กำลังถูกทดสอบ

นักวิชาการด้านกฎหมายและผู้ติดตามวงการตำรวจ มองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบททดสอบของ พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้การบริหารงานบุคคลเป็นระบบ โปร่งใส และลดอิทธิพลทางการเมืองในการแต่งตั้งโยกย้าย

ที่ผ่านมา การแต่งตั้งนายตำรวจระดับสูงมักถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องอำนาจการบริหารและการโยกย้าย แต่กฎหมายฉบับใหม่พยายามกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องอาวุโส ความรู้ความสามารถ และสิทธิของข้าราชการไว้อย่างชัดเจน

กรณีของ พล.ต.อ.นิรันดร จึงอาจกลายเป็น “บรรทัดฐาน” สำคัญในการตีความว่าหลักความสมัครใจตามมาตรา 93 จะถูกนำมาใช้ในทางปฏิบัติอย่างไร

จับตาโผแต่งตั้งปลายปี

แม้ตำแหน่ง ผบ.ตร.คนใหม่จะมีผลในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 แต่ก่อนถึงวันดังกล่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังต้องเดินหน้าจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับนายพลประจำปี ซึ่งคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายตำแหน่ง

ความเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.นิรันดร จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคคล หากแต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของระบบบริหารงานบุคคลในสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า จะเดินไปตามหลักกฎหมายที่บัญญัติไว้ได้มากน้อยเพียงใด หรือจะยังคงเผชิญแรงเสียดทานจากโครงสร้างอำนาจแบบเดิม

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์