การแต่งตั้ง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 ยังไม่ทันมีผลอย่างเป็นทางการ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับเผชิญ “โจทย์ทางกฎหมาย” ที่อาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญของการบริหารงานบุคคลในอนาคต
เมื่อ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (กมค.) และรอง ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 มีหนังสือบันทึกข้อความ “ด่วนที่สุด” ถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ยืนยันอย่างชัดเจนว่า “ไม่สมัครใจโอนไปรับราชการยังส่วนราชการอื่น” พร้อมอ้างบทบัญญัติ มาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ซึ่งกำหนดให้การโอนข้าราชการตำรวจไปยังส่วนราชการอื่นต้องเป็นไปโดยความสมัครใจของเจ้าตัว
หนังสือดังกล่าวลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เพียงไม่กี่วันหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา จากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 16 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
จุดเปลี่ยนสำคัญของ “ยุคเปลี่ยนผ่าน”
แม้เนื้อหาในหนังสือจะเป็นการยืนยันสิทธิของข้าราชการตามกฎหมาย แต่ในทางการบริหารถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ได้รับการจับตาอย่างมาก เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านผู้นำองค์กร
การแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ส่งผลให้ตำแหน่งระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ผู้บัญชาการ และผู้บังคับการหลายตำแหน่ง เตรียมเข้าสู่กระบวนการโยกย้ายประจำปี 2569 ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน “บิ๊กล็อต” ที่ใหญ่ที่สุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
หนังสือฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงการยืนยันสิทธิส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการตีความกฎหมายตำรวจฉบับใหม่ ที่ให้น้ำหนักกับหลักนิติธรรมและสิทธิของข้าราชการมากกว่าระบบเดิม
มาตรา 93 เขียนไว้อย่างไร
มาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 อยู่ในลักษณะ 8 (ระเบียบข้าราชการตำรวจ) หมวด 3 การบรรจุ การแต่งตั้ง และการเลื่อนขันเงินเดือน มีใจความว่า:
“การโอนข้าราชการตำรวจไปรับราชการในส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่น จะกระทำได้เมื่อเจ้าตัวสมัครใจและส่วนราชการหรือหน่วยงานต้องการจะรับโอนผู้นั้น โดยให้ส่วนราชการหรอหน่วยงานที่ขอรับโอนทำความตกลงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ”
สาระสำคัญ มาตรานี้กำหนดหลักเกณฑ์การ “โอน” ข้าราชการตำรวจออกไปรบราชการในหน่วยงานอื่น (เช่น กระทรวง กรม หรือหน่วยงานราชการอื่นนอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) โดยมีเงื่อนไข 2 ประการที่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ
1. ตัวข้าราชการตำรวจผู้นั้นต้องสมัครใจ (ไม่ใช่การบังคับโอน)
2. หน่วยงานปลายทางต้องการรับโอน และต้องทำความตกลงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติก่อน
บทบัญญัตินี้เป็นหนึ่งในกลไกที่กฎหมายตำรวจฉบับใหม่วางไว้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของข้าราชการตำรวจ และลดปัญหาการใช้อำนาจโยกย้ายโดยขาดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน
บทเรียนจากอดีต…ทำให้ต้องมีกฎหมายคุ้มครอง
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกวิพากษ์วิจารณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย โดยเฉพาะตำรวจระดับนายพล ในหลายยุค มีการใช้วิธีย้ายไปช่วยราชการ โอนไปสำนักนายกรัฐมนตรี โอนไปศูนย์อำนวยการต่าง ๆ หรือโยกไปหน่วยงานที่ไม่มีอำนาจกำกับงานตำรวจโดยตรง
แม้หลายกรณีจะเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายเดิมและมีฐานอำนาจรองรับ แต่ก็สร้างข้อถกเถียงว่าการโยกย้ายดังกล่าว เป็นไปเพื่อประโยชน์ของราชการ หรือเป็นผลจากปัจจัยทางการเมืองและความขัดแย้งภายในองค์กร
คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม และการยกร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ จึงนำประเด็นนี้มาปรับปรุง โดยกำหนดหลักประกันเรื่องความสมัครใจไว้ชัดเจน เพื่อสร้างความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจมากขึ้น
37 ปีในเครื่องแบบ
ในหนังสือ พล.ต.อ.นิรันดร ระบุด้วยว่า ตลอดระยะเวลารับราชการกว่า 37 ปี ได้ปฏิบัติงานทั้งสายสอบสวน ป้องกันปราบปราม งานอำนวยการ และงานบริหาร จึงเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเกิดประโยชน์ต่อราชการสูงสุดในช่วงเวลาราชการที่เหลืออยู่ พร้อมยืนยันว่าไม่มีความประสงค์จะโอนไปยังหน่วยงานอื่น
พล.ต.อ.นิรันดร หรือ “บิ๊กไมค์” เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2510 ปัจจุบันอายุ 58 ปี จบการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ก่อนสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 27 และศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 43 ศึกษาต่อจนจบปริญญาตรีสาขารัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต และเพิ่งได้รับมอบปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานวัตกรรมภาวะผู้นำ ประจำปี พ.ศ. 2568 จากวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย รวมทั้งผ่านการอบรมหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 58
พล.ต.อ.นิรันดร ถือเป็นนายตำรวจสายอาวุโสที่ผ่านงานสำคัญทั้งด้านสอบสวน ปราบปราม อำนวยการ การศึกษาตำรวจ และภารกิจระหว่างประเทศ ก่อนก้าวขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเป็นแคนดิเดตอันดับหนึ่งในการพิจารณาตำแหน่ง ผบ.ตร.ตามลำดับอาวุโสภายใต้กฎหมายตำรวจฉบับใหม่
สะท้อน “กฎหมายใหม่” ที่กำลังถูกทดสอบ
นักวิชาการด้านกฎหมายและผู้ติดตามวงการตำรวจ มองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบททดสอบของ พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้การบริหารงานบุคคลเป็นระบบ โปร่งใส และลดอิทธิพลทางการเมืองในการแต่งตั้งโยกย้าย
ที่ผ่านมา การแต่งตั้งนายตำรวจระดับสูงมักถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องอำนาจการบริหารและการโยกย้าย แต่กฎหมายฉบับใหม่พยายามกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องอาวุโส ความรู้ความสามารถ และสิทธิของข้าราชการไว้อย่างชัดเจน
กรณีของ พล.ต.อ.นิรันดร จึงอาจกลายเป็น “บรรทัดฐาน” สำคัญในการตีความว่าหลักความสมัครใจตามมาตรา 93 จะถูกนำมาใช้ในทางปฏิบัติอย่างไร
จับตาโผแต่งตั้งปลายปี
แม้ตำแหน่ง ผบ.ตร.คนใหม่จะมีผลในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 แต่ก่อนถึงวันดังกล่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังต้องเดินหน้าจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับนายพลประจำปี ซึ่งคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายตำแหน่ง
ความเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.นิรันดร จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคคล หากแต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของระบบบริหารงานบุคคลในสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า จะเดินไปตามหลักกฎหมายที่บัญญัติไว้ได้มากน้อยเพียงใด หรือจะยังคงเผชิญแรงเสียดทานจากโครงสร้างอำนาจแบบเดิม




