หลังจากพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 และมีผลบังคับใช้ในวันถัดมา การประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ‘บอร์ดนิรโทษกรรม’ เมื่อวานนี้ จึงถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของการนำ ‘กฎหมาย’ ไปสู่การ ‘ปฏิบัติ’ จริง เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการประชุมเพื่อรับทราบว่ากฎหมายมีผลแล้ว แต่เป็นการเริ่มต้นวางกลไกทำงาน ให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน
คำว่า ‘นับหนึ่ง’ จึงอาจเป็นคำที่สะท้อนภาพการประชุมครั้งนี้ ได้อย่างชัดเจนที่สุด เพราะแม้กฎหมายจะมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ในทางปฏิบัติยังมีรายละเอียดหลายส่วนที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจร่วมกัน ทั้งเรื่องอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ แนวทางการดำเนินการต่อบุคคลที่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรม ตลอดจนการตรวจสอบข้อมูลคดีและจำนวนผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยังมีความแตกต่างกันระหว่างข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ การประชุมนัดแรกของคณะกรรมการฯ จึงเกิดขึ้นท่ามกลางโจทย์สำคัญสองด้าน
- ด้านหนึ่งคือการทำให้กฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้วสามารถเดินหน้าได้จริง โดยไม่ปล่อยให้ความไม่ชัดเจนของระบบราชการกลายเป็นอุปสรรคต่อสิทธิของผู้ที่อยู่ในข่ายได้รับการนิรโทษกรรม
- อีกด้านหนึ่งคือการวางรากฐานให้กระบวนการนิรโทษกรรมไม่จบลงเพียงการยุติคดีหรือการลบล้างผลทางกฎหมาย แต่สามารถต่อยอดไปสู่การสื่อสารสาธารณะ การทบทวนบทเรียนจากความขัดแย้ง และการสร้างความปรองดองในสังคมต่อไป
ก่อนหน้านี้ ในวันที่ 17 กันยายน สำนักงานศาลยุติธรรมได้มีการแจ้งข้อมูลไปยังหน่วยงานในสังกัดเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการต่อคดีที่เกี่ยวข้องและเกี่ยวเนื่องกับการเมือง โดยมีการแจ้งให้ศาลชั้นต้นทั่วประเทศรับทราบกรณีคดีที่อยู่ในชั้นอุทธรณ์และรอการอ่านคำพิพากษา เพื่อให้ระงับการอ่านคำพิพากษาไว้ก่อนในคดีที่อยู่ในขอบเขตเกี่ยวข้องกับกฎหมายดังกล่าว ภาพที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนว่า หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มทยอยวางแนวทางปฏิบัติ ขณะที่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ต้องเข้ามาช่วยทำให้กรอบการดำเนินงานมีความชัดเจนยิ่งขึ้น
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญในการประชุมครั้งแรกมาจาก ‘ดร.ยุทธพร อิสระชัย’ กรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งเสนอให้มีการเวียนแจ้งหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง เพื่อให้รับทราบถึงการมีผลบังคับใช้ของพระราชบัญญัติ รวมถึงกลไกและผลทางกฎหมายที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะบทบัญญัติในมาตรา 7 และมาตรา 8 ตลอดจนข้อยกเว้นตามมาตรา 3 เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน และทำให้หน่วยงานสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ โดยไม่ต้องรอคำสั่งหรือการรับรองในเรื่องที่กฎหมายมีผลกำหนดไว้แล้ว
'ยุทธพร' อธิบายว่า แม้กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม แต่หน่วยงานรัฐหลายแห่งยังมีความไม่แน่ใจในการปฏิบัติ เนื่องจากเจ้าหน้าที่อาจกังวลว่าการดำเนินการยุติคดี การปล่อยตัว หรือการเปลี่ยนแปลงสถานะทางคดี อาจส่งผลต่อความรับผิดทางวินัยหรือความรับผิดตามกฎหมาย หากยังไม่มีเอกสารหรือแนวทางที่ยืนยันอย่างชัดเจน การเวียนแจ้งจากคณะกรรมการฯ จึงมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง
กรอบ 180 วัน ภารกิจหลักต้องแล้วเสร็จ
นอกจากสร้างความชัดเจนให้หน่วยงานรัฐแล้ว ที่ประชุมยังกำหนดกรอบดำเนินงาน 180 วันนับจากวันประชุม โดยครบกำหนดวันที่ 20 มีนาคม 2570 ตามที่กฎหมายกำหนด ภารกิจหลักคือการดำเนินการนิรโทษกรรมแก่ผู้ที่เข้าเงื่อนไข ตั้งแต่ผู้เข้าร่วมชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมืองระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2548 ถึง 16 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการกฎหมายฉบับนี้ในวาระแรก
‘ยุทธพร’ อธิบายว่า กฎหมายกำหนดบัญชีฐานความผิดไว้ 31 ฐาน รวมถึงความผิดที่เกี่ยวพันกัน โดยผู้ที่เข้าเงื่อนไขจะพ้นจากความรับผิดทางอาญาและวินัย ภายใต้ข้อยกเว้นและพันธกรณีระหว่างประเทศ ทั้งนี้ หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายใน 180 วัน สามารถขยายเวลาได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 90 วัน รวมสูงสุดไม่เกิน 360 วัน
ในส่วนมาตรา 8 ที่กำหนดแนวทางดำเนินการแตกต่างกันตามขั้นตอนของคดี ทั้งการยุติการสอบสวน การสั่งไม่ฟ้องของอัยการ ตลอดจนการดำเนินการในชั้นศาลและราชทัณฑ์ อย่างไรก็ตาม การนิรโทษกรรมยังอยู่ภายใต้ข้อยกเว้นตามมาตรา 3 ไม่ครอบคลุมความผิดส่วนตัวต่อบุคคลอื่น ความผิดทุจริตหรือประพฤติมิชอบ รวมถึงความผิดที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตหรือได้รับอันตรายสาหัสตามเงื่อนไขของกฎหมาย พร้อมย้ำว่า การพิจารณาต้องดูรายละเอียดเป็นรายกรณี โดยในทางแพ่ง กฎหมายครอบคลุมเฉพาะความผิดที่กระทำต่อรัฐ ไม่รวมความเสียหายต่อบุคคล บริษัท หรือองค์กรเอกชน ดังนั้น จึงไม่สามารถเหมารวมคดีหรือผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง
'ตัวเลข'จากหน่วยงานยังไม่ตรงกัน
ในฐานะคณะกรรมการฯ 'ยุทธพร' เผยว่าที่ประชุมเห็นความจำเป็นต้องรวบรวมและสอบทานข้อมูลจากหน่วยงานรัฐอีกครั้ง เนื่องจากตัวเลขเกี่ยวกับคดี ผู้ต้องหา จำเลย และผู้ต้องขังในแต่ละฐานข้อมูลยังไม่ตรงกัน โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการ ซึ่งมีสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอาจเชิญตัวแทนกลุ่มที่เข้าข่ายมาร่วมตรวจสอบข้อมูลด้วย
สำหรับข้อมูลที่มีการเผยแพร่ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับผู้ได้รับการนิรโทษกรรมประมาณ 6,000 คน และการแบ่งเป็น 5 กลุ่มยืนยันว่า ยังไม่มีการพิจารณาตัวเลขหรือการจัดกลุ่มดังกล่าวในการประชุมครั้งแรก และไม่สามารถยืนยันจำนวนที่แน่นอนได้จนกว่าจะตรวจสอบข้อมูลจากทุกหน่วยงานแล้วเสร็จ
“ไม่มีใครพูดถึงเรื่องตัวเลขใดๆ เลยครับ แล้วก็ไม่มีการแบ่งกลุ่มด้วย เพราะจริง ๆ แล้วกฎหมายมีผลนิรโทษกรรมทันทีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้กรรมการชุดนี้วิเคราะห์หรือวางตุ๊กตาใดๆ”
ส่วนที่มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ผู้ที่เข้าเงื่อนไขไม่จำเป็นต้องรอให้คณะกรรมการฯ จัดทำบัญชีรายชื่อหรือรับรองเป็นรายบุคคลก่อนจึงจะได้รับผลตามกฎหมาย หน้าที่ของคณะกรรมการฯ คือพิจารณากรณีที่เกิดข้อโต้แย้งหรือความไม่ชัดเจนในการบังคับใช้ เช่น บุคคลที่เข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมแต่ถูกหน่วยงานปฏิเสธสิทธิ ขณะที่กรณีที่หน่วยงานสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการฯ
จุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการสร้างความปรองดอง
แม้ภารกิจในระยะแรกจะมุ่งไปที่การทำให้กฎหมายมีผลในทางปฏิบัติ การตรวจสอบข้อมูล และการดำเนินการต่อคดีที่อยู่ในข่าย แต่ 'ยุทธพร' ชี้ว่า เป้าหมายของกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขไม่ควรหยุดอยู่เพียงการนิรโทษกรรมเท่านั้น
ในฐานะผู้ที่เคยมีส่วนร่วมทั้งในชั้นการศึกษาแนวทางการตรากฎหมายและการยกร่างพระราชบัญญัติ ยุทธพรมองว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นเพียง ‘จุดเริ่มต้น’ ของกระบวนการสร้างสังคมที่มีความปรองดองสมานฉันท์ ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการแก้ไขความขัดแย้งที่สะสมมาเป็นเวลานาน
นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังมีหน้าที่จัดทำรายงานผลการดำเนินงาน ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้ง และจัดทำข้อเสนอสำหรับการดำเนินการในอนาคต เพื่อให้ประเด็นที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ครบถ้วนหรือยังไม่สิ้นสุด ถูกบันทึกไว้เป็นข้อมูลสำหรับการพิจารณาของกลไกหรือคณะทำงานในอนาคต
ดังนั้น การประชุมบอร์ดนิรโทษครั้งแรกจึงอาจไม่ได้วัดผลเพียงจำนวนคดีที่ได้รับการยุติ หรือจำนวนบุคคลที่ได้รับผลจากกฎหมายในทันทีเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาถึงความสามารถในการสร้างระบบที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการทำความเข้าใจต่อความขัดแย้งที่ผ่านมา
ท้ายที่สุด สิ่งที่ ‘ยุทธพร’ ฝากไว้คือความจำเป็นที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที เพื่ออำนวยความเป็นธรรมให้แก่ผู้ที่อยู่ในข่ายทุกฝ่าย ขณะเดียวกัน กระบวนการนิรโทษกรรมครั้งนี้ควรถูกมองเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าสู่สังคมที่มีความปรองดอง ไม่ใช่บทสรุปสุดท้ายของความขัดแย้ง
เพราะการ ‘นับหนึ่ง’ ของบอร์ดสร้างเสริมสังคมสันติสุข ไม่ได้หมายถึงเพียงการเริ่มนับกรอบเวลา 180 วัน หากยังหมายถึงการเริ่มต้นจัดระเบียบข้อมูล สร้างความเข้าใจร่วมกัน และวางรากฐานให้กฎหมายสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคลี่คลายความขัดแย้ง โดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลังภายใต้กรอบและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้…





