ในทางการเมือง การ ‘หาเวลา’ ไม่ได้หมายถึงการดูเข็มนาฬิกาเพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึงการเลือกจังหวะที่เหมาะสมในการตัดสินใจ การขยับตัว หรือการรักษาความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ เพราะในเกมการเมือง จังหวะเวลาอาจมีความหมายไม่ต่างจาก จำนวนเสียง และ ตำแหน่ง แห่งที่ของแต่ละคน
เช่นเดียวกับคำว่า ‘เพื่อน’ ที่อาจมีความหมายมากกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัว โดยเฉพาะเมื่อเพื่อนคนนั้นเป็นผู้มีอำนาจ เป็นนักการเมือง หรือเป็นบุคคลที่อยู่ในวงจรการตัดสินใจสิ่งสำคัญ สิ่งของที่ส่งต่อกันระหว่างเพื่อน จึงอาจถูกมองผ่านบริบทที่กว้างกว่าความสัมพันธ์ส่วนบุคคล
‘นาฬิกา’ จึงเป็นวัตถุที่น่าสนใจในทางการเมือง เพราะทำหน้าที่ได้สองด้าน ด้านหนึ่งคือการบอกเวลา แต่อีกด้านหนึ่งกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงที่มา ความสัมพันธ์ และจังหวะที่มันปรากฏขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออยู่บนข้อมือของบุคคลที่มีบทบาทต่อทิศทางของประเทศ
จากนาฬิกาที่ถูกอธิบายว่า ‘ยืมเพื่อน’ มาสู่นาฬิกาที่ถูกมอบให้กันในฐานะ ‘ของที่ระลึก’ เรื่องราวเหล่านี้อาจมีข้อเท็จจริงและบริบทแตกต่างกัน แต่ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า ในการเมืองไทย นาฬิกาไม่ได้เดินอยู่เพียงบนข้อมือ หากยังเดินเข้าไปอยู่ท่ามกลางคำถามเรื่อง อำนาจ ความไว้วางใจ และ ความสัมพันธ์
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ชื่อของ ‘พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ’ กับ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ จึงถูกนำมาเปรียบเทียบกันผ่านนาฬิกาคนละเรือน คนละราคา และ คนละบริบท แต่ล้วนทำให้ต้องหันกลับมามองว่า สิ่งของชิ้นเล็ก ๆ อาจมีเรื่องราวทางการเมืองซ่อนอยู่
จาก Richard Mille สู่ คดีนาฬิกาหรู
ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2560 ภาพ ‘พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ’ ขณะยกมือบังแดดระหว่างถ่ายภาพคณะรัฐมนตรี กลายเป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ ‘นาฬิกาหรู’ หลังปรากฏนาฬิกา Richard Mille รุ่น RM 029 มูลค่าราว 3.6 ล้านบาทบนข้อมือของเจ้าตัว
สำหรับสื่อมวลชน ภาพดังกล่าวเปรียบเสมือน ‘มาสเตอร์ช็อต’ ที่ไม่ได้เพียงบันทึกภาพบุคคลทางการเมือง แต่ยังเปิดประเด็นคำถามต่อสังคมถึงที่มาและการครอบครองนาฬิกาหรูเรือนดังกล่าว
คำถามไม่ได้อยู่เพียงที่ราคาของนาฬิกา แต่ยังรวมถึงเหตุผลที่นาฬิกาหรูหลายเรือนไม่ปรากฏในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. กระทั่งมีรายงานพบการสวมนาฬิกาหรูอย่างน้อย 22–23 เรือน โดยเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างน้อย 17 เรือน มูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 29 ล้านบาท นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์องคาพยพของรัฐบาลที่มี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เป็นนายกรัฐมนตรี และ ‘พล.อ.ประวิตร’ ในฐานะหนึ่งในแกนนำ ‘3 ป.’
‘บิ๊กป้อม’ ชี้แจงว่า นาฬิกาเหล่านั้นเป็นของ ‘ปัฐวาท สุขศรีวงศ์’ หรือ ‘เสี่ยคราม’ เพื่อนสนิทร่วมสถาบัน ‘เซนต์คาเบรียล’ ที่ให้ยืมมาใช้
ขณะที่ ป.ป.ช.มีมติ 5 ต่อ 3 ยกคำร้องในปี 2561 กระนั้นระหว่างปี 2562–2566 สื่อมวลชนและประชาชนเดินหน้าขอเปิดเผยเอกสารการไต่สวน แต่ ป.ป.ช. ปฏิเสธ จนนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครอง กระทั่งเดือนมิถุนายน 2566 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลบางส่วนของคดีต่อสาธารณชน
ล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีคำพิพากษาจำคุกอดีตกรรมการ ป.ป.ช.ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการไม่เปิดเผยข้อมูลตามคำสั่งศาล ทำให้มหากาพย์ ‘นาฬิกายืมเพื่อน’ กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง พร้อมกับคำถามเรื่องความโปร่งใสขององค์กรตรวจสอบ
เรื่องนี้จึงไม่ได้จบลงเพียงว่า ‘นาฬิกาเป็นของใคร’ แต่ยังรวมถึงคำถามว่า สังคมมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลการตรวจสอบอำนาจรัฐได้มากเพียงใด
Casio Connection นาฬิกา ‘นายกฯ’ สู่คำถาม 'ความสัมพันธ์'
ตัดภาพจากนาฬิกาหรูราคาหลักล้านของ ‘ประวิตร’ มาสู่นาฬิกา CASIO ราคาหลักพัน ซึ่งมีรายงานว่า ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ชื่นชอบและสะสม โดยมักเลือกซื้อระหว่างลงพื้นที่ ก่อนนำไปสลักชื่อ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี’ และ ‘Anutin Charnvirakul’ ไว้ด้านหลัง นาฬิกาพร้อมค่าดำเนินการมีราคาประมาณเรือนละ 1,900 บาท ขณะที่รุ่นที่ปรากฏบนข้อมือ ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ คือ CASIO AE-1200WH หรือ ‘CASIO Royale’
มีรายงานว่า ‘อนุทิน’ มอบนาฬิกาดังกล่าวให้แก่บุคคลที่ทำงานใกล้ชิด ทั้งรัฐมนตรีและนักการเมืองจากพรรคภูมิใจไทย รวมถึงข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย
ขณะที่ ‘ธรรมนัส’ มีรายงานว่าได้รับนาฬิกาเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 และมีภาพสวมใส่ระหว่างลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569
สำหรับนาฬิกา CASIO รุ่นที่ ‘ร.อ.ธรรมนัส’ สวมใส่ มีรายงานว่า ‘อนุทิน’ เป็นผู้ซื้อระหว่างลงพื้นที่ดูราคาสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในย่านบางกะปิ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 โดยมีข้อมูลว่า ‘อนุทิน’ ชื่นชอบและสะสมนาฬิกา CASIO อยู่แล้ว ทั้งรุ่นสีเงินและสีดำ ก่อนนำไปสลักชื่อเพื่อมอบให้บุคคลใกล้ชิด
ภาพ ‘ธรรมนัส’ สวมนาฬิการุ่นเดียวกับ ‘อนุทิน’ ถูกเผยแพร่ในช่วงที่ ‘พรรคกล้าธรรม’ กำลังเผชิญแรงกระเพื่อมทางการเมือง หลัง ‘พรรคประชาชน’ และฝ่ายค้านมีมติขับพรรคกล้าธรรมออกจากการทำงานในวิปฝ่ายค้าน จากกรณีลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 สวนทางกับมติวิป ขณะเดียวกันก็มีกระแสข่าวถึงความเป็นไปได้ที่พรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย
‘นาฬิกา’ จึงถูกนำไปเชื่อมโยงกับบริบททางการเมืองและสมการตัวเลขในทันที โดยเฉพาะเมื่อ 58 เสียงของ ‘พรรคกล้าธรรม’ อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดวางขั้วอำนาจ หลังถูกปรับออกจากการทำงานร่วมกับฝ่ายค้าน
‘ตัวเลข’ นอกหน้าปัดนาฬิกา
สิ่งที่ถูกจับตามากที่สุดในช่วงนี้จึงหนีไม่พ้นอนาคตของพรรคกล้าธรรมว่า จะขยับเข้าไปอยู่ฝั่งรัฐบาลอย่างเต็มตัวหรือไม่ เพราะหากเกิดขึ้นจริง จำนวนเสียงในมือรัฐบาลจะเพิ่มจาก 292 เป็น 350 เสียงทันที ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อการผลักดันกฎหมายและการบริหารเสียงในสภาฯ แต่ยังทำให้พรรคกล้าธรรมมีน้ำหนักต่อรองทางการเมืองมากขึ้นด้วย
นี่ทำให้ภาพนาฬิกา CASIO บนข้อมือ ‘ผู้กอง’ ถูกมองในบริบทที่ กว้างกว่าของที่ระลึกส่วนตัว แม้จะไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่า มีการตกลงร่วมรัฐบาลก็ตาม
แต่หากพิจารณาจากสมการเบื้องต้น หากเกิดการ ‘ข้ามห้วย’ ขึ้นจริง จำนวน สส.ทั้งหมด 499 คน และตัวเลข 350 เสียง จะทำให้รัฐบาลมีฐานเสียงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมลดความเปราะบางในการบริหารเสียงในสภาฯ
หากสมการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง รัฐบาลจะมี ‘พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม’ เป็นองค์ประกอบสำคัญของ ‘รัฐบาลผสม’ โดยโจทย์ต่อมาคงไม่ใช่เพียงการเพิ่มเสียงในสภาฯ แต่ยังรวมถึง ‘การจัดสรรอำนาจภายในรัฐบาล’ ทั้งการต่อรองทางนโยบาย ตำแหน่งทางการเมือง และการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี
อีกหนึ่งโจทย์ที่ทำให้ 58 เสียง ของพรรคกล้าธรรมมีความหมายมากขึ้น คือ ความเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบรัฐบาล หาก ‘พรรคเพื่อไทย’ ไม่ได้อยู่ในสมการเดิม ก็จะกลายเป็นตัวแปรที่สามารถรองรับการ ‘ปรับสูตร’ รัฐบาลได้หลายรูปแบบ
ท้ายที่สุด ‘นาฬิกา’ อาจเป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่ในเกมการเมืองกลับสะท้อนทั้งความสัมพันธ์ อำนาจ และจังหวะการต่อรอง จาก ‘นาฬิกายืมเพื่อน’ ของ ‘บิ๊กป้อม’ สู่ ‘นาฬิกาให้เพื่อน’ ของ ‘อนุทิน’ เข็มนาฬิกาจึงไม่ได้เดินอยู่บนข้อมือเท่านั้น หากยังเดินไปพร้อมกับสมการทางการเมืองด้วย




