สถานการณ์ น้ำท่วมจังหวัดน่าน มวลน้ำป่าไหลหลากที่ทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ได้กลายเป็นบทพิสูจน์เรื่องฝีมือการทำงานและการเมืองของรัฐบาลอีกครั้ง
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็น ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ในฐานะรองนายกฯ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยเป็น รองรองนายกฯ กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ ในพื้นที่จังหวัดน่าน
ได้รับมอบหมายให้ลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์ช่วยเหลือประชาชนด้วยตนเอง การปรากฏตัวของแกนนำของพรรคเพื่อไทยพร้อมคณะ ไม่ต่างจากการหวนคืนของ "ทายาทค่ายแดง" ใน อดีตพื้นที่เพื่อไทย ที่เคยครองแชมป์มาอย่างยาวนาน
หากจำกันได้การเลือกตั้ง สส. จังหวัดน่าน ปี 2569 ผลการเลือกตั้งกลับกลายเป็นปรากฏการณ์ช็อกวงการการเมืองไทยเมื่อแชมป์เก่าอย่างพรรคเพื่อไทย "สูญพันธุ์ยกจังหวัด" โดย พรรคประชาชน ไปได้ 2 เขต แล ะพรรคกล้าธรรม เจาะได้ 1 เขต
ความพ่ายแพ้ของเพื่อไทยในจังหวัดน่านครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเสียเก้าอี้ธรรมดา แต่คือการล่มสลายของทั้ง "กระแสพรรค" และ "บารมีบ้านใหญ่" ที่เคยชี้นำการเมืองท้องถิ่นมาหลายทศวรรษอีกด้วย
อวสานตระกูล 'โลหะโชติ-รามสูต'
ในสนามเลือกตั้งเขต 1 เชาว์วิชญ์ อินน้อย ผู้สมัครหน้าใหม่จาก พรรคประชาชน สามารถคว้าชัยชนะมาเป็นอันดับ 1 ด้วยคะแนน 34,546 คะแนน
โดยมี ณัฐ เธียรสูตร จาก พรรคกล้าธรรม ตามมาเป็นอันดับ 2 ได้คะแนน 21,279 คะแนน
ในขณะที่แชมป์เก่าอย่าง ทรงยศ รามสูต จากพรรคเพื่อไทย สามีของ สิรินทร รามสูต (นามสกุลเดิม โลหะโชติ) ซึ่งเป็นตระกูลการเมืองเก่าแก่ที่รับไม้ต่อทางการเมืองในเมืองน่านมาอย่างยาวนาน กลับร่วงลงไปอยู่อันดับที่ 4 ได้คะแนนเพียง 13,779 คะแนน
ความพ่ายแพ้ของแชมป์เก่าในเขตนี้ มีสาเหตุหลักมาจากการทำการเมืองแบบดั้งเดิม ที่ยึดติดกับความเชื่อว่ากระแสพรรคเพื่อไทยในภาคเหนือยังคงแข็งแกร่ง ในบางครั้งประชาชนในพื้นที่ก็ไม่เห็นหน้า
ในทางกลับกัน พรรคประชาชนผนึกกำลังระหว่างกระแสนิยมระดับชาติและการลงพื้นที่ขยันทำงานของตัวแทนพรรค ขณะที่ ณัฐ เธียรสูตร จากพรรคกล้าธรรม ก็ใช้ฐานะนักการเมืองท้องถิ่นดึงคะแนนเสียงจากเครือข่ายระดับฐานรากไปได้อย่างเหนียวแน่น
'ชลน่าน' พ่ายยับ 'กล้าธรรม-ประชาชน' เบียดกันมา
ความพลิกล็อกที่น่าสนใจที่สุดเกิดขึ้นในเขตเลือกตั้งที่ 2 เมื่อ ประสิทธิ์ โนทะ ผู้สมัครจาก พรรคกล้าธรรม สามารถเข้าเสม็ดเป็นอันดับ 1 ด้วยคะแนนสูงถึง 38,228 คะแนน ตามมาด้วยอันดับ 2 ปาริชาติ ยาน้อย จากพรรคประชาชน ที่กวาดไป 28,888 คะแนน
ขณะที่แชมป์เก่าระดับขุนพลดีกรีอดีตรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคอย่าง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว จากพรรคเพื่อไทย ตกไปอยู่อันดับ 3 ได้คะแนนเพียง 14,002 คะแนน
ปัจจัยแห่งชัยชนะของ ประสิทธิ์ โนทะ จากพรรคกล้าธรรม คือ การเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มีฐานคะแนนเสียงและเครือข่ายความสัมพันธ์ในพื้นที่อย่างแน่นหนา ประกอบกับกระแสของพรรคประชาชนที่ดึงคะแนนคนรุ่นใหม่และคนอยากเปลี่ยน
ทำให้ นพ.ชลน่าน ที่พึ่งพาเพียงชื่อชั้นทางการเมืองระดับชาติและกระแสพรรคเดิม แต่ขาดการปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชาวบ้าน ในช่วงเว้นเว้นการหาเสียง ต้องพ่ายแพ้ไปอย่างหมดรูป
ปิดตำนาน 40 ปี 'บ้านใหญ่สุปริยศิลป์'
เขตเลือกตั้งที่ 3 กลายเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์การเมืองน่าน เมื่อ เจริญ อภิภัทรโกศล จาก พรรคประชาชน คว้าชัยชนะอันดับ 1 ด้วยคะแนน 26,189 คะแนน ขณะที่ ณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ แชมป์เก่าจาก พรรคเพื่อไทย ได้คะแนนมาเป็นอันดับ 2 ที่ 16,170 คะแนน
ชัยชนะของพรรคประชาชนในเขตนี้ ถือเป็นการ "ปิดตำนานบ้านใหญ่สุปริยศิลป์" ที่โลดแล่นและครองพื้นที่การเมืองระดับชาติในจังหวัดน่านยาวนานกว่า 40 ปี นับตั้งแต่ยุคของบิดาคือ ผศ.ดร.วัลลภ สุปริยศิลป์ มาจนถึงตัว ณัฐพงษ์ เอง
ผลการเลือกตั้งสะท้อนว่า พฤติกรรมของผู้ลงคะแนนได้เปลี่ยนผ่านจากการยึดติดกับ ตัวบุคคล หรือ ตระกูลการเมือง ไปสู่การพิจารณาพรรคการเมือง ที่นำเสนอนโยบายและเข้าถึงประชาชนอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่
การเลือกตั้ง สส. น่าน ปี 2569 ที่พัดเก้าอี้ สส. น่าน พรรคเพื่อไทย หายไปยกจังหวัด ได้ทิ้งบทเรียนราคาแพงไว้ให้พรรคการเมืองใหญ่ได้ขบคิด
การที่ผู้สมัครระดับดีกรีอดีตรัฐมนตรีและตระกูลการเมือง เก่าแก่พ่ายแพ้ให้กับทั้งพรรคกระแสใหม่ อย่างพรรคประชาชน และพรรคที่เน้นฐานท้องถิ่นอย่าง พรรคกล้าธรรม ยืนยันว่า "ความคุ้นเคยเดิม" ไม่สามารถนำมาใช้เป็นหนทางสู่ชัยชนะได้อีกต่อไป
หาก พรรคเพื่อไทย ต้องการฟื้นบารมีและกอบกู้ความศรัทธาของชาวน่าน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำการเมืองใหม่ทั้งหมด โดยเริ่มต้นจากการแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน
จังหวะที่ ยศชนัน ลงไปแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เป็นบทพิสูจน์ของ พรรคเพื่อไทย ในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมที่ซ้ำซาก เร่งรัดฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ประสบภัยหลังน้ำลด เพื่อให้เศรษฐกิจของเมืองและวิถีชีวิตของประชาชนกลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด






