ย้อน 'เสี่ยกวง' คืนชีพ 'ค่ายแดง' ชนะ 'ช่างเหลา' ค่าย 'กล้าธรรม' ทวงแชมป์ 'นายก อบจ.ขอนแก่น'

29 ก.ย. 2569 - 17:35

  • 'พงษ์ศักดิ์' ผนึก 'เพื่อไทย' ทวงแชมป์สมัย 7 ล้างตานั่ง นายก อบจ.ขอนแก่น คว้าชัยเหนือ 'ค่ายกล้าธรรม' สะกัด 'ตระกูลช่างเหลา' ช่วย 'เพื่อไทย' รักษาฐานภาคอีสาน แต้เก้าอี้กลับร้อน เจอมือดียื่น กมธ.ป.ป.ช. ร้องสอบฮั้วประมูล 672 โครงการ เฉียด 800 ล้านบาท ส่อเอื้อผู้รับเหมารายเดียว

ย้อน 'เสี่ยกวง' คืนชีพ 'ค่ายแดง' ชนะ 'ช่างเหลา' ค่าย 'กล้าธรรม' ทวงแชมป์ 'นายก อบจ.ขอนแก่น'

สมรภูมิการเมือง เมืองหมอแคน ไม่เคยขาดแคลนความดุเดือด แต่ศึกเลือกตั้งซ่อมชิงเก้าอี้ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ขอนแก่น ครั้งล่าสุด เป็นสนามหนึ่งที่เข้มข้นที่สุดในการเมืองท้องถิ่นแดนอีสาน 

เมื่อชัยชนะถล่มทลายเป็นของ "เสี่ยกวง" พงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ สิงห์เฒ่าผู้เคยครองอาณาจักร อบจ.ขอนแก่น มายาวนานถึง 6 สมัย สามารถล้างตาเอาชนะ "เสี่ยต้อม" วัฒนา ช่างเหลา แชมป์เก่าแห่งค่าย พรรคกล้าธรรม ลงได้อย่างราบคาบด้วยคะแนนทิ้งห่างนับแสนแต้ม 

การทวงบัลลังก์คืนครั้งนี้ไม่เพียงแต่กอบกู้ศักดิ์ศรีของพงษ์ศักดิ์เท่านั้น แต่ยังเป็นการปักธงรบของ "ค่ายสีแดง" พรรคเพื่อไทย ที่ต้องการสกัดการรุกคืบของ ขั้วอำนาจคู่แข่ง ในภาคอีสานอย่างถึงพริกถึงขิง

แต่ ธรรมชาติตำราพิชัยสงครามการเมืองไทยมักสอนไว้เสมอว่า ชัยชนะในคูหาเลือกตั้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามยกใหม่ เก้าอี้เบอร์หนึ่งแห่ง อบจ. ขอนแก่น ที่ พงษ์ศักดิ์ เพิ่งกลับมาหย่อนก้นนั่งลงไป ยังไม่ทันจะสัมผัสได้ถึงความอุ่นสบาย ก็ปรากฏ สัญญาณเตือนภัยระดับสีแดง ดังขึ้นทันควัน 

เมื่อมีมือดีนำหลักฐานเข้ายื่นร้องเรียนต่อ คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ให้เปิดแฟ้มสอบสวนมหากาพย์การจัดซื้อจัดจ้าง ในยุคที่ พงษ์ศักดิ์ กุมอำนาจ 

โดยมีปมปริศนาเรื่องผู้รับเหมารายเดียวคว้างานไปถึง 672 โครงการ วงเงินเฉียด 800 ล้านบาท กลายเป็น "ชนักติดหลัง" ชิ้นมหึมาที่รอพิสูจน์เส้นทางการเมือง สมัยที่ 7 ของสิงห์เฒ่าผู้นี้

'เสี่ยกวง' เจ้าสัวรับเหมาท่าพระ

เส้นทางชีวิตของ พงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ หรือ "เสี่ยกวง"เติบโตและหยั่งรากลึกมาจากโลกธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในย่านตำบลท่าพระ อำเภอเมืองขอนแก่น 

ครอบครัว ตั้งวานิชกพงษ์ สร้างฐานทุนและอิทธิพลในท้องถิ่นผ่านธุรกิจเครื่องจักรกลหนักและการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีฐานบัญชาการการเมืองระดับตำบลที่เข้มแข็ง ซึ่งปัจจุบัน รังสรรค์ ตั้งวานิชกพงษ์ ผู้เป็นน้องชาย ก็ยังคงดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ท่าพระ ดูแลพื้นที่หลังบ้านอย่างเหนียวแน่น

พงษ์ศักดิ์ เริ่มทดลองบทบาททางการเมืองด้วยการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัด (ส.จ.) ขอนแก่น มาตั้งแต่ปี 2528 สั่งสมบารมีและความคุ้นเคยกับระบบราชการท้องถิ่นเรื่อยมา จนกระทั่งก้าวกระโดดขึ้นสู่อำนาจบริหารสูงสุด นั่งเก้าอี้นายก อบจ. ขอนแก่น ครั้งแรกในปี 2541

นับจากจุดนั้นเป็นต้นมา ไม่ว่ากฎหมายกระจายอำนาจจะเปลี่ยนผ่านให้มีการเลือกตั้งนายก อบจ. โดยตรงจากประชาชน หรือคลื่นลมการเมืองระดับชาติจะเปลี่ยนขั้วไปกี่รัฐบาล พงษ์ศักดิ์ ก็สามารถรักษาเก้าอี้ตัวนี้ไว้อย่างเหนียวแน่นต่อเนื่องถึง 6 สมัย ตั้งแต่ปี 2541 จวบจนถึงปี 2567 รวมเวลากว่า 20 ปีเต็ม จนกลายเป็น "สิงห์เฒ่าเจ้าสนาม" ที่ยากจะหาใครล้มได้

เคล็ดลับความยืนยงของเสี่ยกวง อยู่ที่สไตล์การทำงานแบบ "ถึงลูกถึงคน ใจถึง พึ่งได้" เขาผูกสัมพันธ์กับผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนสมาชิกสภาเทศบาลและ อบต. ทั่วทั้ง 26 อำเภอของขอนแก่นอย่างใกล้ชิด 

การจัดสรรงบประมาณกระจายลงสู่โครงข่ายท้องถิ่นตลอดหลายทศวรรษ ทำให้เขามี เครือข่ายระดับรากหญ้า ที่แข็งแกร่งประดุจใยแมงมุม ส่งผลให้เขากลายเป็นเสาหลักที่ใครจะเจาะฐานการเมืองเมืองขอนแก่น จำเป็นต้องหันมาเจรจากับ บ้านใหญ่ท่าพระ แห่งนี้เป็นด่านแรก

ลมใต้ปีก 'ค่ายสีแดง' สนามท้องถิ่น

ความสัมพันธ์ระหว่าง "เสี่ยกวง" กับ "ค่ายสีแดง" อย่างพรรคเพื่อไทย เป็นความผูกพันเชิงโครงสร้างทางอำนาจที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันมาตั้งแต่ยุค พรรคไทยรักไทย และ พลังประชาชน 

ขอนแก่น ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งใน "เมืองหลวงทางการเมือง" ของ คนเสื้อแดง ในการเลือกตั้งระดับชาติทุกครั้ง ผู้สมัคร สส. ค่ายสีแดงจำเป็นต้องพึ่งพากลไกท้องถิ่น และสายสัมพันธ์ระดับผู้ใหญ่บ้านของ พงษ์ศักดิ์ เพื่อโกยคะแนนเข้าสู่สภาใหญ่ 

ในทางกลับกัน เสี่ยกวง ก็จำเป็นต้องพึ่งบารมีของ แบรนด์พรรคเพื่อไทย นโยบายประชานิยม และการสนับสนุนงบประมาณพัฒนาจังหวัด ยามที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล

ความแนบแน่นนี้ยิ่งทวีความจำเป็นในสมรภูมิเลือกตั้งรอบล่าสุด เนื่องจากในการเลือกตั้ง สส. ทั่วไปช่วงต้นปี 2569 ค่ายสีแดงประสบภาวะเสียรังวัดอย่างหนักในเมืองขอนแก่น เมื่อเก้าอี้ สส. ที่เคยผูกขาดถูกเฉือนแบ่งไปให้ พรรคกล้าธรรม 3 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย 3 ที่นั่ง และพรรคประชาชนอีก 2 ที่นั่ง ทำให้ เพื่อไทย เหลือ สส. ขอนแก่น เพียง 3 ที่นั่งเท่านั้น 

เมื่อเก้าอี้ สส. แหว่งวิ่น ศึก อบจ. ขอนแก่น จึงกลายเป็นศึกชี้ชะตาที่พรรคเพื่อไทยไม่อาจยอมแพ้ได้อีกต่อไป เพราะหากสูญเสีย อบจ. ให้แก่คู่แข่ง ย่อมหมายถึง การสูญเสียฐานที่มั่นสุดท้ายในอีสานกลาง

ด้วยเหตุนี้ ทัพใหญ่ของเพื่อไทยจึงลงมาโอบอุ้มพงษ์ศักดิ์แบบหมดหน้าตัก สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือการปรากฏตัวของ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่เดินทางลงพื้นที่ขอนแก่น พร้อมภาพช็อตเด็ดที่พงษ์ศักดิ์เข้าไปผูกผ้าขาวม้ารอบเอวรับการสนับสนุนภายใต้รหัส "เติมเชน" 

ผนึกกำลังกับตระกูลพงษ์พานิช ทั้ง เสริมศักดิ์ ระเบียบรัตน์ และ ปรีชาพล พงษ์พานิช ที่ออกหน้าช่วยเคลียร์ทาง ประสานเข้ากับพลังของกลุ่ม สส. เพื่อไทยในพื้นที่ อาทิ รุ่งโรจน์ เย็นสบาย, สุรพจน์ เตาะเจริญสุข และ ณัฐพล กลุ่มเหรียญทอง รวมถึงอดีต สส. แดงเดิมที่ยกขบวนกันมาเคาะประตูบ้านช่วยหาเสียง ลมใต้ปีกค่ายสีแดงจึงพัดพาให้เรือรบของ พงษ์ศักดิ์ กลับมาแล่นฉิวอีกครั้ง อย่างสมศักดิ์ศรี

ศึกล้างตา เด็ดปีก ‘กล้าธรรม’

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2567 บาดแผลทางการเมืองที่เจ็บปวดที่สุดของเสี่ยกวง เกิดเมื่อเขาตัดสินใจชิงลาออกจากเก้าอี้นายก อบจ. ก่อนครบวาระ หวังเปิดศึกเลือกตั้งเร็วเพื่อความได้เปรียบ แต่เกมกลับพลิก เมื่อต้องพ่ายแพ้ให้กับคนหนุ่มอดีตคนกันเองอย่าง "เสี่ยต้อม" วัฒนา ช่างเหลา อดีต สส. ขอนแก่น และอดีตรองนายก อบจ. ที่เคยอยู่ในทีมบริหารของพงษ์ศักดิ์เอง 

โดยวัฒนาใช้แคมเปญ "เปลี่ยนเบิ่งแหน่" ปลุกกระแสคนรุ่นใหม่และกลุ่มโหวตเตอร์ที่เบื่อความจำเจของอำนาจเก่า คว่ำแชมป์ 6 สมัยไปด้วยคะแนน 330,922 ต่อ 289,908 คะแนน

อย่างไรก็ตาม บัลลังก์ของ ตระกูลช่างเหลา กลับยืนยาวอยู่ได้ไม่นาน วัฒนาถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจกใบเหลือง จากกรณีมีพยานหลักฐานเรื่องหัวคะแนนนำเงินไปแจกจ่าย พร้อมคำชักชวนให้เลือก

ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานฟังขึ้น มีเหตุให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม จึงมีคำพิพากษาให้จัดเลือกตั้งใหม่ กลายเป็นโอกาสทองให้พงษ์ศักดิ์ได้เปิดศึกล้างตา

ในการเลือกตั้งซ่อมปี 2569 บรรยากาศ พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ วัฒนา ลงสู้ศึกในนามผู้สมัครที่ได้รับการหนุนหลังจาก "พรรคกล้าธรรม" โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ เอกราช ช่างเหลา ผู้เป็นพ่อ เป็นแม่ทัพคอยบัญชาการ 

แต่ค่ายกล้าธรรมกลับตกอยู่ใน ภาวะเพลี่ยงพล้ำจากภาพลักษณ์ ทั้งคดีความยักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่นของ เอกราช และการตกเป็นประเด็นร้อนระดับประเทศในฐานะ "พยานรหัส 16" ที่กลับคำให้การในคดีฮั้ว สว. 

ฝ่าย พงษ์ศักดิ์ ฉวยจังหวะนี้เปิดยุทธการโต้กลับด้วยแคมเปญ "ขอนแก่น ไม่เอาคนโกง" กระตุกเตือนความจำของประชาชนในพื้นที่ ประกอบกับกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ทุ่มสรรพกำลังมาช่วยวัฒนาอย่างเต็มที่ ตามที่มีการคาดการณ์ไว้

เมื่อปิดหีบลงคะแนน ชาวขอนแก่น ส่ง พงษ์ศักดิ์ คว้าชัยชนะอย่างขาดลอย ทวงแชมป์กลับคืนมาเป็นสมัยที่ 7 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ภาวะ 'แชมป์' เก้าอี้ร้อน

แต่ในทางการเมือง ความสุขอันหอมหวานมักคงอยู่ได้เพียงชั่วครู่ ชัยชนะอันท่วมท้นของ เสี่ยกวง ยังไม่ทันได้แห่ฉลองรอบเมือง ก็ต้องเผชิญกับคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ เมื่อปมเงื่อนงำการจัดซื้อจัดจ้างในอดีต ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นอาวุธเชือดเฉือนบนโต๊ะตรวจสอบ

ย้อนกลับไปเพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้ง ทองดี ภูผารัตน์ เลขาธิการสมาคมส่งเสริมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภาคประชาชน (ส.ต.ป.) ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนพร้อมเอกสารหลักฐานเป็นตั้ง ต่อคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ป.ป.ช.) ซึ่งมี อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย นั่งเป็น ประธานคณะกรรมาธิการ 

เพื่อขอให้เปิดการไต่สวนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของ อบจ. ขอนแก่น ในช่วงปีงบประมาณ 2564–2567 สมัยที่ พงษ์ศักดิ์ นั่งเป็นนายก อบจ.

คำร้องดังกล่าวระบุพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางเอื้อประโยชน์และผูกขาดโครงการอย่างผิดปกติ โดยมีรายละเอียดข้อกล่าวหาสำคัญที่ถูกตั้งเป็นข้อสังเกตต่อสังคมดังนี้

จังหวะก้าวของการยื่นเรื่องครั้งนี้ สะท้อนนัยทางการเมืองอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ข้อกล่าวหามุ่งเป้าไปยังความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือ "กฎหมายฮั้วประมูล" ซึ่งมีโทษรุนแรงถึงขั้นตัดสิทธิทางการเมืองและจำคุก

ชัยชนะของ "เสี่ยกวง" พงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ ในการเลือกตั้งซ่อม อบจ. ขอนแก่น เป็นป้ายการันตีว่า เครือข่ายการจัดการระดับ "บ้านใหญ่" ที่ฝังรากลึกในท้องถิ่น เมื่อผนึกกำลังเข้ากับแบรนด์การเมืองระดับชาติอย่าง "เพื่อไทย" และมีแรงส่งจากกลุ่มคนเสื้อแดง ย่อมยากที่จะถูกโค่นล้มได้โดยง่าย 

การล้างแค้นและเด็ดปีก ทายาทตระกูลช่างเหลา แห่งค่ายกล้าธรรม ไม่เพียงกอบกู้หน้าตาของ พงษ์ศักดิ์ แต่ยังช่วยให้ พรรคเพื่อไทย รักษาป้อมปราการสำคัญในภาคอีสานไว้ได้ ในช่วงเวลาที่คะแนนนิยมของพรรคกำลังเผชิญแรงเสียดทาน

อย่างไรก็ดี การกลับคืนสู่อำนาจในสมัยที่ 7 ของ สิงห์เฒ่าท่าพระ กำลังดำเนินไปบนเส้นทางที่เปราะบาง จากกรณีการยื่นตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดจ้าง กำลังเข้าสู่กระบวนการไต่สวนของ กมธ.ป.ป.ช. และอาจลุกลามบานปลายไปสู่สำนักงาน ป.ป.ช. ส่วนกลาง ถือเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ตลอด

เส้นทางการเมืองของ พงษ์ศักดิ์ นับจากนี้ ต้องดูต่อไปว่าจะสามารถพาตัวเองฝ่าวิบากกรมการเมือง ชี้แจงข้อครหาเรื่องความโปร่งใสได้หรือไม่ ไม่เช่นนั้นอาจนั่งเก้าอี้นายก อบจ. แบบร้อนๆ หนาวๆ แบบนี้ต่อไปคงไม่สนุกแน่

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์