พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตโฆษกกรุงเทพมหานคร ออกมาเปิดข้อมูลกรณีการยกเลิกโครงการเวนคืนที่ดินเพื่อจัดทำโครงการแก้มลิงรับน้ำคลองคู้บอน พร้อมตั้งคำถามถึงกระบวนการตัดสินใจของผู้บริหารกรุงเทพมหานครชุดปัจจุบัน โดยยืนยันว่าโครงการในอดีตดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย และใช้งบประมาณเวนคืนที่ดินประมาณ 324 ล้านบาท ไม่ใช่ 11,000 ล้านบาทตามที่ กทม. ชี้แจง
เปิดไทม์ไลน์เวนคืน
พงศกร กล่าวว่า โครงการแก้มลิงคลองคู้บอนเป็นโครงการสำคัญที่ กทม. ในยุคก่อนตั้งใจให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยกระบวนการทางกฎหมายเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งโดยทั่วไปการออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินจะใช้เวลาประมาณ 3–5 ปี
แม้ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ภายใต้พระราชบัญญัติการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 แต่ในช่วงปี 2562–2565 ผู้บริหาร กทม. ชุดเดิมยังคงดำเนินการตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำประชาพิจารณ์ การรังวัด การจัดสรรงบประมาณ และการจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน จนขั้นตอนเข้าสู่กระทรวงมหาดไทยและคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาออกเป็นกฎหมาย
พงศกร อ้างอิงเอกสารงบประมาณโดยระบุว่า กรอบงบประมาณที่ กทม. เสนอไว้เดิมอยู่ที่ประมาณ 324 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าทดแทนที่ดิน 266 ล้านบาท ค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง 50 ล้านบาท รวมค่าทดแทนประมาณ 317 ล้านบาท และมีการปรับเพิ่มร้อยละ 2 ตามระยะเวลาอีกประมาณ 6 ล้านบาท จึงไม่ได้อยู่ในระดับ 11,000 ล้านบาทตามที่ผู้บริหาร กทม. ชุดปัจจุบันกล่าวอ้าง
ชี้กฎหมายเวนคืนกันราคาพุ่ง หลังประกาศเวนคืน
กรณีที่มีข้ออ้างว่าราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้นจากการจัดสรรหรือการก่อสร้างอาคารเพิ่มเติม พงศกร ระบุว่า พระราชบัญญัติการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 มาตรา 23 กำหนดไว้ว่า หากภาครัฐได้แจ้งหรือประกาศเวนคืนแล้ว สิ่งปลูกสร้างหรือการพัฒนาที่ดินที่เกิดขึ้นภายหลังจะไม่ถูกนำมาคิดประเมินเพิ่มในการจ่ายค่าชดเชย
ดังนั้น หากผู้บริหาร กทม. บังคับใช้กฎหมายตามหลักดังกล่าว กรอบงบประมาณการเวนคืนก็ควรอยู่ในระดับเดิมที่ประมาณ 324 ล้านบาท ตามที่พงศกรระบุ
ส่วนการเปลี่ยนมือที่ดินหรือการขอจัดสรรที่ดินนั้น เป็นอำนาจของกรมที่ดิน ไม่ใช่ กทม. แต่พงศกรตั้งข้อสังเกตว่า ในทางปฏิบัติ วิญญูชนหรือนักลงทุนทั่วไปย่อมทราบว่าที่ดินซึ่งติดประกาศเวนคืนไม่น่าจะคุ้มค่าต่อการนำไปพัฒนาเป็นโครงการหมู่บ้านจัดสรร เว้นแต่จะมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
ตั้งข้อสังเกต “3 บังเอิญ” ปมยกเลิกโครงการ
พงศกร ยังกล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนมือที่ดินหรือการขอจัดสรรที่ดิน โดยระบุว่าเป็นอำนาจของกรมที่ดิน ไม่ใช่ กทม. แต่ในทางปฏิบัติ วิญญูชนหรือนักลงทุนทั่วไปย่อมทราบว่า ที่ดินที่ติดประกาศเวนคืนย่อมไม่ใช่พื้นที่ที่คุ้มค่าต่อการลงทุนทำหมู่บ้านจัดสรร เว้นแต่จะมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
จากนั้นได้ตั้งข้อสังเกตและคำถามไปยังผู้บริหาร กทม. ชุดปัจจุบันถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ประเด็น ได้แก่
- บังเอิญแรก ที่ดินบริเวณโครงการรับน้ำคลองคู้บอนกลับกลายเป็นโครงการหมู่บ้านจัดสรร
- บังเอิญสอง หมู่บ้านจัดสรรดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับผู้บริหารที่มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
- บังเอิญสาม ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสั่งให้ทบทวนโครงการ ก่อนนำไปสู่การยกเลิกโครงการเวนคืนเพื่อทำแก้มลิง
“ประชาชนต้องตัดสินใจเองว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องบังเอิญ บังเอิญ และบังเอิญจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ไม่บังเอิญแน่ๆ คือ กทม. และคนกรุงเทพฯ ต้องเสียโอกาสในการมีแก้มลิงรับน้ำคลองคู้บอน ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญในการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก”
พงศกรยังเรียกร้องให้สังคมร่วมกันตรวจสอบกระบวนการตัดสินใจของผู้บริหาร กทม. ชุดปัจจุบันในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง
เปิดสถิติระบายน้ำฝั่งตะวันออก ตั้งคำถามเครื่องสูบน้ำทำงานไม่เต็มศักยภาพ
นอกจากประเด็นโครงการแก้มลิงคลองคู้บอนแล้ว พงศกรยังตั้งคำถามถึงปัญหาน้ำท่วมขังต่อเนื่องนาน 3–5 วันในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยเปิดเผยข้อมูลสถิติการระบายน้ำว่า อุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบและประตูระบายน้ำพระโขนงมีการเดินเครื่องจริงเพียงประมาณ 30–60% ของศักยภาพ ทั้งที่บางช่วงมีมวลน้ำล้นคลองและไหลเข้าท่วมถนน
พงศกรกล่าวว่า แม้จะเข้าใจได้ว่าปริมาณฝนตกหนักสะสมอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขัง แต่การระบายน้ำที่ใช้เวลานานผิดปกติ โดยเฉพาะหลังฝนตกหนัก 3–5 วัน ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำ
จุดสำคัญคืออุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบ บริเวณบึงพระราม 9 ซึ่งรองรับน้ำจากคลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ คลองตัน และคลองพระโขนง โดยมีศักยภาพสูงสุดในการระบายน้ำ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
อย่างไรก็ตาม จากสถิติที่ผ่านมา พงศกรระบุว่า กทม. เดินเครื่องจริงประมาณ 38–45 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือเฉลี่ยเพียง 50–60% ของศักยภาพ ขณะที่คำชี้แจงของ กทม. ที่ระบุว่าน้ำไหลไปไม่ถึงปากอุโมงค์นั้น ขัดแย้งกับสภาพพื้นที่ที่ประชาชนบริเวณบึงพระราม 9 ระบุว่ามีมวลน้ำไหลทะลักบริเวณปากท่ออุโมงค์จนล้นเข้าท่วมถนน
จี้ กทม. แจง 4 เครื่องสูบน้ำ เหตุใดไม่เดินเต็มกำลัง
พงศกรจึงตั้งคำถามว่า เครื่องสูบน้ำที่ปากอุโมงค์ ซึ่งมีศักยภาพเครื่องละ 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จำนวน 4 เครื่อง มีเครื่องใดชำรุดเสียหายหรือไม่ และเหตุใดจึงไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลัง 100%
ขณะที่พื้นที่คลองประเวศบุรีรมย์และคลองพระโขนง ซึ่งมีประตูระบายน้ำพระโขนงเป็นจุดสำคัญในการระบายน้ำ มีศักยภาพสูงสุด 173 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่มีการเดินเครื่องสูบน้ำจริงประมาณ 80–100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือเฉลี่ยเพียง 30–50% ของศักยภาพ
“ประตูระบายน้ำพระโขนงมีเครื่องสูบน้ำติดตั้งอยู่ถึง 20–30 เครื่อง คำถามคือเครื่องสูบน้ำเหล่านั้นใช้งานได้ครบ 100% หรือไม่? มีเครื่องไหนพังเสียหรือไม่?”
ย้ำต้องเปิดความจริง เร่งซ่อมก่อนมวลน้ำระลอกใหม่
พงศกรย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการพูดความจริงกับประชาชน หากเครื่องสูบน้ำชำรุดเสียหาย ก็ควรเร่งซ่อมแซมและประสานงบประมาณจากรัฐบาลเข้ามาแก้ไข หากติดขัดข้อกฎหมายก็ต้องร่วมกันหาทางปลดล็อก ไม่ใช่เลือกปกปิดข้อเท็จจริง
“สำหรับผู้บริหาร กทม. มันอาจเป็นแค่คำว่าเครื่องสูบน้ำเสีย แต่สำหรับคนกรุงเทพฯ มันคือความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินจากน้ำท่วมขัง”
พงศกรเรียกร้องให้ผู้บริหาร กทม. ชี้แจงสาเหตุที่แท้จริง และเร่งแก้ไขระบบสูบน้ำทั้งสองจุดสำคัญให้สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ 100% เพื่อเตรียมรับมือกับมวลน้ำชุดใหม่ที่คาดว่าจะไหลเข้าสู่กรุงเทพมหานครในเร็วๆ นี้
กทม. แจงงบ 1.1 หมื่นล้าน ไม่คุ้มกับความจุรับน้ำ
ขณะที่เฟซบุ๊ก “กรุงเทพมหานคร” โพสต์ชี้แจงกรณีการยกเลิกโครงการแก้มลิงบึงคู้บอนและบึงบางชัน โดยยืนยันว่า การตัดสินใจอยู่บนหลักวิชาการ ความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า พร้อมปฏิเสธการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน
กทม. ระบุว่า ปัจจุบันราคาที่ดินและค่าก่อสร้างระบบประกอบ ทั้งการปรับปรุงคลอง คันกั้นน้ำ อาคารควบคุม และสถานีสูบน้ำ ทำให้กรอบงบประมาณโครงการเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 11,000 ล้านบาท ขณะที่บึงคู้บอนสามารถกักเก็บน้ำเพื่อบริหารจัดการได้ประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร และเมื่อรวมกับบึงบางชันจะอยู่ที่ประมาณ 700,000 ลูกบาศก์เมตร
กทม. มองว่า ปริมาณดังกล่าวไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่ต้องใช้ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับบึงหนองบอนซึ่งสามารถบริหารจัดการน้ำได้ประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือมากกว่าราว 10 เท่า และยังเชื่อมโยงกับอุโมงค์ระบายน้ำ สถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ และคลองสายหลักในพื้นที่ฝั่งตะวันออก
กทม. ยังยืนยันหลักการบริหารจัดการน้ำว่า ระบบแก้มลิงต้องประกอบด้วย “ปาก–แก้ม–คอ” คือมีทางนำน้ำเข้า พื้นที่สำหรับกักเก็บน้ำ และทางระบายน้ำออกอย่างครบถ้วน ไม่ใช่เพียงมีพื้นที่บึงสำหรับรับน้ำเท่านั้น
สำหรับการรับมือฝนตกหนัก กทม. ระบุว่าได้เร่งดำเนินมาตรการระยะสั้นและระยะกลาง ทั้งการบริหารประตูระบายน้ำ เปิดทางน้ำ ดึงน้ำเข้าสู่บึงหนองบอน และเร่งระบายน้ำผ่านอุโมงค์และสถานีสูบน้ำ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก




