การประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ถูกจับตาอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นวันที่มีการพิจารณาแต่งตั้ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 แทน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ที่จะเกษียณอายุราชการในปีนี้
ก่อนการประชุมเพียงหนึ่งวัน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธาน ก.ตร. ได้ส่งสัญญาณสำคัญต่อทิศทางการคัดเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ โดยย้ำว่า จะไม่ยึดเพียง “สเปก” หรือ “ความอาวุโส” แต่จะพิจารณาตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และความสามารถในการดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึง “สเปก” ของ ผบ.ตร.คนใหม่ นายกรัฐมนตรีถึงกับทำท่าสะดุ้งก่อนกล่าวว่า
“พูดถึงคำว่าสเปกแล้วขนลุก”
ก่อนจะย้ำว่า การพิจารณาทุกอย่างต้องเป็นไปตาม เจตนารมณ์ของกฎหมาย
ส่งสัญญาณชัด “อายุราชการ” ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม คือกรณีผู้สมัครบางรายมีอายุราชการเหลืออีกหลายปี ซึ่งอาจทำให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ได้ยาวนาน นายกรัฐมนตรีตอบว่า
“อยู่ที่เป็นช้า เป็นยาว เป็นทุกวัน และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ อยู่ที่ท่านจะทำให้บ้านเมืองสงบได้หรือไม่ ถ้าท่านทำให้บ้านเมืองสงบไม่ได้ ต่อให้เหลืออายุราชการ 1 ปี หรือ 6 เดือน ก็ต้องพิจารณา”
การสัมภาษณ์ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลจะให้น้ำหนักกับผลงานและภาวะผู้นำ มากกว่าระยะเวลาที่เหลือในราชการ ซึ่งเมื่อถูกถามต่อถึงผู้ที่มีทั้งอายุราชการเหลือมากและมีผลงานโดดเด่น นายกรัฐมนตรีเพียงยืนฟัง ก่อนหัวเราะเบา ๆ กระแอม และเดินออกจากวงสัมภาษณ์ โดยไม่ได้ตอบคำถามเพิ่มเติม
กติกาเลือก ผบ.ตร. ภายใต้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565
การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในปัจจุบัน ใช้หลักเกณฑ์ตาม พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ซึ่งปรับระบบการแต่งตั้งจากกฎหมายเดิมให้คำนึงถึงหลายองค์ประกอบควบคู่กัน ไม่ใช่อาศัยเพียงความอาวุโสเพียงอย่างเดียว สาระสำคัญที่ใช้ประกอบการพิจารณา ได้แก่
- ความอาวุโส
- ความรู้ ความสามารถ
- ผลงานและประสบการณ์
- ความเหมาะสมกับตำแหน่ง
- คุณธรรม จริยธรรม และความประพฤติ
- วิสัยทัศน์ในการบริหารองค์กรตำรวจ
หลักการดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อให้การแต่งตั้งสะท้อนทั้ง “อาวุโส” และ “ความสามารถ”มากกว่าการใช้เกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งเพียงอย่างเดียว โดย ก.ตร.เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาและลงมติ ก่อนเสนอแต่งตั้งตามขั้นตอนของกฎหมาย
ศึกชิงเก้าอี้ ผบ.ตร. รอบนี้ จับตา “อาวุโส vs ผลงาน”
การแต่งตั้ง ผบ.ตร.ปี 2569 ถูกจับตามองมาต่อเนื่อง เพราะเป็นหนึ่งในการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของทั้ง “สูตรอาวุโส” และ “สูตรพิจารณาผลงาน” โดยเฉพาะกรณีผู้สมัครที่มีอายุราชการเหลือยาว ซึ่งอาจทำให้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ต่อเนื่องหลายปี
อย่างไรก็ตาม คำให้สัมภาษณ์ล่าสุดของนายกรัฐมนตรี ทำให้หลายฝ่ายมองว่า การตัดสินใจครั้งนี้อาจไม่ได้ยึดเพียงลำดับอาวุโส แต่จะประเมินจากศักยภาพในการบริหารองค์กร ความสามารถในการรักษาความสงบเรียบร้อย และการสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนเป็นสำคัญ
เปิดโปรไฟล์ 4 แคนดิเดต ชิงเก้าอี้ “ผบ.ตร.คนที่ 16”
ผู้ที่มีคุณสมบัติอยู่ในข่ายได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ มีทั้งหมด 4 คน เรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร พล.ต.อ.สำราญ นวลมา และ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์
ทั้ง 4 คนดำรงตำแหน่งในระดับที่กฎหมายกำหนด คือ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือจเรตำรวจแห่งชาติ และมียศพลตำรวจเอก ตามคุณสมบัติในมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565
1. พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี “บิ๊กไมค์”
- ตำแหน่งปัจจุบัน: รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
- ลำดับอาวุโส: อันดับ 1
- เตรียมทหาร: รุ่น 27
- โรงเรียนนายร้อยตำรวจ: รุ่น 43
- ปีเกษียณอายุราชการ: พ.ศ.2571
- หากได้รับแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะมีโอกาสดำรงตำแหน่งประมาณ 2 ปี
เส้นทางรับราชการ
พล.ต.อ.นิรันดรมีประสบการณ์เด่นด้านกฎหมาย คดี การสอบสวน และการบริหารงานตำรวจ เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ก่อนขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ในช่วงดำรงตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร. เคยได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านการปราบปรามยาเสพติดและงานบริหาร ส่วนในตำแหน่งรอง ผบ.ตร.รับผิดชอบงานกฎหมายและคดี
จุดแข็ง
พล.ต.อ.นิรันดร ถือไพ่สำคัญจากการเป็นผู้มีลำดับอาวุโสสูงสุด และมีประสบการณ์ตรงในงานกฎหมาย คดี และการสอบสวน ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่กฎหมายกำหนดให้ต้องนำมาประกอบการพิจารณาเลือก ผบ.ตร.
2. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร “บิ๊กหวาน”
- ตำแหน่งปัจจุบัน: รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
- ลำดับอาวุโส: อันดับ 2
- เตรียมทหาร: รุ่น 26
- โรงเรียนนายร้อยตำรวจ: รุ่น 42
- ปีเกษียณอายุราชการ: พ.ศ.2570
- หากได้รับแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะดำรงตำแหน่งได้ประมาณ 1 ปี
การศึกษา
- ปริญญาตรี รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 42
- ปริญญาโท Public Administration จาก Kentucky State University สหรัฐอเมริกา
- ปริญญาเอก Criminal Justice จาก Sam Houston State University สหรัฐอเมริกา
เส้นทางรับราชการ
พล.ต.อ.ธัชชัยเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ระหว่างปี 2564–2565 ก่อนขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. และได้รับแต่งตั้งเป็นจเรตำรวจแห่งชาติในช่วงปี 2567–2568 จากนั้นขึ้นเป็นรอง ผบ.ตร.ในปี 2568
ในปัจจุบันมีบทบาทสำคัญด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม การค้ามนุษย์ อาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมที่เชื่อมโยงพื้นที่ชายแดน โดยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ (กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ)
จุดแข็ง
มีพื้นฐานทั้งด้านวิชาการและการปฏิบัติ โดยเฉพาะด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ อาชญากรรมออนไลน์ และความร่วมมือระหว่างประเทศ
3. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา “บิ๊กราญ”
- ตำแหน่งปัจจุบัน: รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
- ลำดับอาวุโส: อันดับ 3
- เตรียมทหาร: รุ่น 34
- โรงเรียนนายร้อยตำรวจ: รุ่น 50
- ปีเกษียณอายุราชการ: พ.ศ.2576
- หากได้รับแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะมีอายุราชการเหลือประมาณ 7 ปี
เส้นทางรับราชการ
พล.ต.อ.สำราญเติบโตในสายตำรวจนครบาลและงานป้องกันปราบปราม เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ได้แก่
- ผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ หรือ บก.สปพ.
- รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล
- ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล
- ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
- รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ในตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร.และรอง ผบ.ตร. ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ รวมถึงงานปราบปรามยาเสพติด ปัจจุบันมีบทบาทในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จุดแข็ง
มีประสบการณ์ภาคสนามและการควบคุมกำลังตำรวจในกรุงเทพมหานคร ผ่านการบริหารกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งรับผิดชอบทั้งอาชญากรรม การชุมนุม การรักษาความสงบ และความมั่นคงในพื้นที่เมืองหลวง
อีกปัจจัยสำคัญคือมีอายุราชการเหลือมากที่สุดในกลุ่ม หากได้รับเลือกอาจสร้างความต่อเนื่องในการบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเวลาหลายปี แต่อายุราชการที่เหลือประมาณ 7 ปีเป็นทั้งจุดแข็งและคำถามทางการเมือง เพราะอาจทำให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ยาวนานกว่าปกติ จึงเกิดการถกเถียงว่าการพิจารณาควรให้น้ำหนักกับความต่อเนื่อง ผลงาน หรือความอาวุโสมากกว่ากัน
4. พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ “บิ๊กแมน”
- ตำแหน่งปัจจุบัน: จเรตำรวจแห่งชาติ
- ลำดับอาวุโสในกลุ่มแคนดิเดต: อันดับ 4
- โรงเรียนนายร้อยตำรวจ: รุ่น 43
- ปีเกษียณอายุราชการ: พ.ศ.2572
- หากได้รับแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะมีอายุราชการเหลือประมาณ 3 ปี
เส้นทางรับราชการ
พล.ต.อ.อิทธิพลเติบโตในสายงานพิสูจน์หลักฐานและงานตรวจสอบ เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ หรือ ผบช.สพฐ.ตร. ก่อนขึ้นเป็นรองจเรตำรวจแห่งชาติ และจเรตำรวจแห่งชาติ
บทบาทในสายพิสูจน์หลักฐานทำให้มีประสบการณ์เกี่ยวกับนิติวิทยาศาสตร์ การตรวจสถานที่เกิดเหตุ การตรวจวิเคราะห์พยานหลักฐาน และระบบมาตรฐานการพิสูจน์หลักฐาน ส่วนตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติรับผิดชอบการตรวจราชการ ตรวจสอบวินัยและมาตรฐานการปฏิบัติงานของหน่วยตำรวจทั่วประเทศ
จุดแข็ง
มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านพิสูจน์หลักฐานและงานตรวจสอบภายในองค์กร ซึ่งอาจตอบโจทย์การยกระดับมาตรฐานคดี การตรวจสอบความโปร่งใส และการสร้างความเชื่อมั่นต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
สำหรับการประชุม ก.ตร.ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเลือก “นายตำรวจอาวุโสที่สุด” แต่เป็นการตีความเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ว่า ก.ตร.จะให้น้ำหนักกับ ลำดับอาวุโส, ผลงาน, ภาวะผู้นำ, วิสัยทัศน์ และ ความสามารถในการบริหารสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ มากน้อยเพียงใด
คำให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ที่ระบุว่า “ทำบ้านเมืองสงบได้หรือไม่” และ “อายุราชการไม่ใช่ปัจจัยเดียว” ทำให้การประชุมพรุ่งนี้ (22 กรกฎาคม 2569) ถูกจับตาว่าอาจเป็นหนึ่งในการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในรอบหลายปี




