รายการ Deep SPACE ลึกกว่าที่รู้ ประจำวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ได้วิเคราะห์ประเด็นร้อนกรณีโครงการจัดหารถแทรกเตอร์ รถไถนา และรถเกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวนประมาณ 500 คัน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในหัวข้อ “ซันนี่ ไอ้หนุ่มรถไถ” กู้ซื้อรถแทรกเตอร์ EV ซึ่งใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ วงเงิน 8,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยคันละ 16 ล้านบาท ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าและราคาที่สูงเกินจริง
ผู้ดำเนินรายการ ได้หยิบยกข้อคิดเห็นและหลากหลายมุมมองจากหลายภาคส่วน ทั้งนักวิชาการ และนักการเมือง มาตั้งเป็นประเด็นชวนวิเคราะห์ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการนี้ พร้อมเสนอว่า รัฐบาลควรประเมินความคุ้มค่าและตรวจสอบการใช้งานจริงในพื้นที่ก่อนอนุมัติงบประมาณ 8,000 ล้านบาท สำหรับโครงการจัดหารถแทรกเตอร์ไฟฟ้าและรถเกี่ยวข้าว EV จำนวน 500 คัน ซึ่งมีต้นทุนเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 16 ล้านบาทต่อคัน
โครงการดังกล่าวเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการและเกษตรกรว่าอาจไม่คุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์และแก้ปัญหาไม่ตรงจุดเทียบเท่ากับการช่วยเหลือโดยตรง ซึ่งจำเป็นต้องมีความชัดเจนเรื่องความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและต้นทุนระยะยาว รัฐบาลจึงควรดำเนินโครงการนำร่องในพื้นที่จำกัดเพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนขยายผล
‘หมอวรงค์’ จี้ตอบ 7 ข้อสงสัย ปมจัดซื้อรถเกี่ยวข้าว EV 8,000 ล้าน
ในฝั่งการเมือง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความ ตั้งคำถาม 7 ข้อ ถึง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกี่ยวกับกรณีการเตรียมขอใช้งบประมาณ พ.ร.ก.เงินกู้ วงเงิน 8,000 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อรถเกี่ยวข้าวระบบไฟฟ้า (EV) จำนวน 500 คันคันละ 16 ล้านบาท เพื่อนำมาให้บริการแก่เกษตรกรฟรี ว่า “กรมการข้าวมีหลักฐานหรือไม่ว่า รถรุ่นที่จะซื้อ เคยใช้งานจริงในนาข้าวประเทศไทย”
ประเด็นที่ นายสุริยะควรต้องตอบคำถามมีรายละเอียดดังนี้
1.ยี่ห้อและประเทศผู้ผลิต: รถเกี่ยวข้าว EV ที่จะจัดซื้อทั้ง 500 คันนี้ เป็นยี่ห้ออะไร รุ่นอะไร และผลิตในประเทศใด?
2.การทดลองใช้งานจริง: เคยนำรถรุ่นดังกล่าวมาทดลองเกี่ยวข้าวในสภาพแวดล้อมและพื้นที่นาของประเทศไทยจริงหรือไม่ ทดลองที่จังหวัดไหน และเมื่อไร?
3.ผลทดสอบประสิทธิภาพและต้นทุน: มีรายงานผลการทดสอบการทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 8–12 ชั่วโมงหรือไม่ ว่าในระยะเวลาดังกล่าวสามารถเกี่ยวข้าวได้กี่ไร่ และมีต้นทุนเฉลี่ยต่อไร่อยู่ที่เท่าใด?
4.จำนวนผู้เสนอราคาตามสเปก: มีผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายกี่ราย ที่สามารถเสนอรถที่มีคุณลักษณะเฉพาะ (สเปก) ตรงตามที่หน่วยงานกำหนดได้?
5.รายงานการศึกษาความคุ้มค่า: มีรายงานการศึกษาอย่างเป็นทางการหรือรองรับเชิงวิชาการหรือไม่ว่า รถเกี่ยวข้าวระบบ EV นี้ จะช่วยประหยัดและมีต้นทุนที่ถูกกว่ารถเกี่ยวข้าวที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ?
6.แผนการบริหารจัดการระบบ: มีแผนรองรับเรื่องการบำรุงรักษา ค่าจ้างคนขับ ค่าขนย้ายรถเกี่ยวข้าว EV ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อเสื่อมสภาพ รวมถึงการดูแลระบบสถานีชาร์จอย่างไร?
7.จุดประสงค์ที่แท้จริง: โครงการนี้ทำขึ้นเพื่อช่วยเหลือและลดต้นทุนให้ชาวนาอย่างแท้จริง หรือมีเป้าหมายอื่นแอบแฝง เช่น ต้องการเงินทอน?
“หมอวรงค์” ย้ำว่า ก่อนที่นายสุริยะ จะเดินหน้าโครงการนี้ ควรตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ก่อน เกรงว่า ซื้อมาแล้ว สุดท้ายก็กลายเป็นสุสานร้าง รกที่นาของพี่น้องเกษตรกร
กรมการข้าวแจงรถไถ-รถเกี่ยวEV จะช่วยลดต้นทุนได้จริงในภาวะน้ำมันราคาแพง
กรมการข้าว ได้ออกมาชี้แจงเบื้องต้นว่า วงเงินที่เสนอไปนั้นคำนวณครอบคลุมทั้งตัวรถ สถานีชาร์จ และงบประมาณในการซ่อมบำรุงรักษาตลอดอายุโครงการ พร้อมยืนยันว่าราคาตัวรถไม่ได้สูงถึงคันละ 16 ล้านบาทตามที่เป็นข่าว และเป็นโครงการที่จะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรได้จริงในภาวะที่น้ำมันมีราคาแพง
‘สุริยะ’ แจงของบ 8 พันล้าน ซื้อรถเกี่ยวข้าว EV คันละ 16 ล้าน คุ้มค่าระยะยาว
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ชี้แจงก่อนหน้านี้ ถึงกรณีที่มีข้อวิจารณ์เกี่ยวกับโคลงการดังกล่าว โดยยืนยันว่า ขณะนี้ชาวนาได้รับความเดือดร้อนจากการไถนา ด้วยรถแทรกเตอร์ดีเซล ซึ่งกรมการข้าวได้พิจารณาแล้วว่า หากนำรถแทรกเตอร์อีวีเข้ามา ซึ่งราคาผิวเผินอาจจะดูแพงกว่ารถดีเซล แต่หากดูในภาพรวม รถแทรกเตอร์ที่ไม่ต้องใช้น้ำมัน ตลอดระยะเวลาใช้งาน 14 ปี จะช่วยให้ประหยัดกว่าหมื่นล้านบาท ยืนยันว่ารายละเอียดต่างๆ มีการเปรียบเทียบครบว่าได้ประโยชน์กว่าอย่างไรบ้าง
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าราคารถอีวีในตลาดแค่ 1.6 ล้านบาท แต่โครงการระบุว่า 16 ล้านบาท นั้น สุริยะ กล่าวว่า สมัยตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม การเปลี่ยนรถ ขสมก. จากดีเซลเป็นอีวี ตอนนั้นก็แพงกว่าเท่าตัว แต่สุดท้ายผลที่ออกมาก็เป็นประโยชน์
ทั้งนี้ สุริยะ ยืนยันว่าในระยะยาวถือว่าคุ้มค่าแน่นอน โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน และการลดคาร์บอนเครดิต ตรงนี้ถือเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ ซึ่งการขายข้าวที่มาจากรถอีวี จะเข้ากฎเกณฑ์ที่ต่างประเทศ ที่กำหนดว่าต้องเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม และจะทำให้ขายข้าวได้ราคาดีขึ้น
สุริยะ คาดว่าจะใช้เวลา 2 สัปดาห์ สำหรับการเสนอโครงการดังกล่าวต่อคณะกรรมการกลั่นกรองของกระทรวงการคลัง และเชื่อว่าที่หลายคนไม่เข้าใจเรื่องนี้ เพราะยังมีการชี้แจง แต่ที่ผ่านมาเรามีการทำตารางไว้หมดแล้ว ยืนยันว่าพร้อมชี้แจง
ติดตามรายการ Deep SPACE ได้ทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 13.00-14.00 น. พร้อมข้อมูลใหม่ ทุกแวดวงข่าวสารรอบตัว ลึกกว่าที่รู้




