หลากข้อสงสัย ‘TH-AI Passport’ ป.ป.ช.รับเรื่องสอบปมเอื้อเอกชน-ล็อกสเปก

20 ส.ค. 2569 - 19:26

  • ‘การดี’ ตั้งข้อสังเกต TH-AI Passport ปมข้อมูล-เงื่อนไข TOR

  • จี้ชะลอเบิกจ่ายงวดแรก หวั่นไม่โปร่งใส-ไม่คุ้มค่าภาษี

  • ‘สุรพงษ์’ เผย ป.ป.ช.อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อร้องเรียนปมเอื้อเอกชน-ล็อกสเปก

หลากข้อสงสัย ‘TH-AI Passport’ ป.ป.ช.รับเรื่องสอบปมเอื้อเอกชน-ล็อกสเปก

โครงการ TH-AI Passport กำลังถูกจับตาเข้มขึ้น เมื่อข้อสงสัยเรื่องการดำเนินโครงการและความโปร่งใสยังไม่จาง ขณะที่ ป.ป.ช. ขยับตรวจสอบคำร้องกรณีถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการเอื้อประโยชน์หรือล็อกสเปกให้เอกชน

‘การดี’ จี้หยุดจ่ายงวดแรก ชี้ปมข้อมูลต่างประเทศต้องเคลียร์

การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เผยข้อสังเกตและจุดยืนต่อการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) โดยระบุว่า แม้รัฐบาลจะรายงานยอดผู้ลงทะเบียนใช้งานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ตัวเลขดังกล่าวยังไม่สามารถคลายข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล และอธิปไตยทางข้อมูลตามที่กำหนดไว้ใน TOR

การดีกล่าวว่า จากการเข้าทดสอบระบบลงทะเบียน พบเงื่อนไขการใช้งานที่ระบุว่า หากผู้ใช้ไม่ยินยอมให้ส่งข้อมูลไปประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ จะไม่สามารถใช้งานแพลตฟอร์มได้ จึงตั้งข้อสังเกตว่า จากเดิมที่ควรเป็นเรื่องของ “ความยินยอม” กลับกลายเป็น “เงื่อนไขบังคับ” สำหรับผู้ใช้งาน

ประเด็นดังกล่าว การดีระบุว่าเป็นข้อสงสัยสำคัญเมื่อเทียบกับ TOR ข้อ 2.2 ซึ่งกำหนดให้โครงการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศไทย พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน

สัญญา 14 ค่าย AI ยังไม่ถึงมือ กมธ. ห่วงข้อมูลพฤติกรรมคนไทย

อีกประเด็นที่การดีให้ความสำคัญ คือการทำสัญญากับบริษัทต่างชาติ โดยก่อนหน้านี้หน่วยงานรัฐเคยระบุว่าจะกำหนดเงื่อนไขไม่ให้บริษัทต่างชาตินำข้อมูลพฤติกรรมของคนไทยไปใช้ฝึกโมเดล AI หรือพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์

อย่างไรก็ตาม การดีระบุว่า จนถึงขณะนี้คณะกรรมาธิการด้านดิจิทัลและฝ่ายตรวจสอบยังไม่เคยเห็นเอกสารสัญญาของบริษัท AI ทั้ง 14 ค่ายที่ลงนามร่วมกับผู้รับจ้างแม้แต่ฉบับเดียว

เธอมองว่า ข้อมูลเชิงพฤติกรรมที่เกิดจากการป้อนคำสั่งเข้าสู่ระบบ AI เป็นข้อมูลที่มีมูลค่าและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางข้อมูล จึงควรมีมาตรการปกป้องที่ชัดเจน โดยตั้งคำถามว่าการใช้งบประมาณภาษีเพื่อพัฒนาทักษะ AI ของประชาชนจะต้องไม่แลกมากับการเปิดช่องให้ข้อมูลของคนไทยถูกนำไปใช้ประโยชน์โดยไม่มีหลักประกันที่เพียงพอ

จี้ชะลอเบิกจ่ายงวดแรก-กังขาเกณฑ์ Active User

การดีเสนอให้ ระงับการตรวจรับและเบิกจ่ายเงินงวดแรก จนกว่าเงื่อนไขในสัญญาจะมีความชัดเจน โปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย พร้อมเตือนคณะกรรมการตรวจรับงานให้พิจารณาความถูกต้องของโครงการอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะหากพบว่าการดำเนินงานไม่เป็นไปตาม TOR

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงการเปลี่ยนรูปแบบการเบิกจ่ายงบประมาณมาเป็นระบบ Pay-per-active-user สำหรับกลุ่ม Creator ในอัตรา 24.70 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิมที่เป็นการจ่ายแบบเหมาจ่าย

การดีตั้งข้อสังเกตว่า การจัดโปรโมชัน “โปรฟรี” ที่มอบสิทธิ์ Creator ให้กับผู้ลงทะเบียน อาจทำให้ตัวเลขผู้ลงทะเบียนถูกนำมาใช้เป็นตัวเลข Active User เพื่อประกอบการเบิกจ่ายงบประมาณ ทั้งที่ยังต้องพิสูจน์ว่าผู้ใช้งานเหล่านั้นได้เกิดการเรียนรู้หรือยกระดับทักษะ AI ตามวัตถุประสงค์ของโครงการจริงหรือไม่

พร้อมระบุว่า ฝ่ายค้านได้รวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานเกี่ยวกับโครงการไว้แล้ว และประเด็น TH-AI Passport อาจเป็นหนึ่งในหลายเรื่องที่จะถูกนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

จากการตรวจสอบ ลามสู่ “แรงต้านทางการเมือง” ในโลกโซเชียลฯ

ขณะเดียวกัน การตรวจสอบโครงการยังขยายไปสู่ประเด็นบนโลกออนไลน์ หลัง การดี โพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ TH-AI Passport ก่อนมีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งเข้ามาแสดงความคิดเห็นสนับสนุนโครงการในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

ต่อมา การดีโพสต์ข้อความตั้งข้อสังเกตถึงลักษณะการเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยระบุว่า “เศรษฐกิจ io รุ่งเรืองเลยวันนี้ แต่เรียกเราเป็นน้องส้มอยู่ได้ ส่วนอีกฟาก เอ็นดูการช่วยกันทำมาหากิน”

ด้าน รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน เข้าไปแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ดังกล่าว พร้อมแท็กบัญชีที่เกี่ยวข้องกับ AiPASS โดยตั้งข้อสังเกตถึงการที่ผู้วิจารณ์โครงการถูกเหมารวมว่าเป็นฝ่าย “ส้ม” และกล่าวถึงประเด็น “ไอโอราคาถูก”

ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นอีกหนึ่งข้อสงสัยทางการเมืองว่า การเคลื่อนไหวของบัญชีผู้ใช้งานที่เข้ามาสนับสนุนโครงการมีลักษณะเป็นปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไม่

รัฐบาลโต้ “ข้อสงสัย” ยังไม่ใช่ “ข้อเท็จจริง” ปม IO ต้องมีหลักฐาน

จากคอมเมนต์ของ สส.พรรคประชาชน ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงประเด็นปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ที่เชื่อมโยงกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ว่า การตั้งคำถามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่การตั้งข้อสงสัยกับการยืนยันว่าเป็นข้อเท็จจริงเป็นคนละเรื่องกัน โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่พาดพิงถึงหน่วยงานรัฐควรมีหลักฐานรองรับ

ลลิดาระบุว่า การพบว่าบัญชีบางรายเพิ่งเปิดใหม่ ไม่มีโพสต์ หรือเข้ามาแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน อาจเป็นเหตุให้ตั้งข้อสังเกตและนำไปตรวจสอบต่อได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าบัญชีเหล่านั้นเป็น IO และยิ่งไม่เพียงพอที่จะกล่าวหาว่ามีกระทรวงหรือหน่วยงานรัฐอยู่เบื้องหลัง

หากจะยืนยันว่ามีหน่วยงานรัฐเกี่ยวข้อง ควรมีหลักฐานที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เช่น คำสั่ง การว่าจ้าง การเบิกจ่าย เส้นทางการประสานงาน หรือหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงผู้สั่งการโดยตรง

รัฐบาลจึงยืนยันว่า พร้อมให้ตรวจสอบ แต่ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานดังกล่าว สิ่งที่มีอยู่ควรถูกเรียกว่า “ข้อสงสัย” ไม่ใช่ “ข้อเท็จจริง”

รัฐบาลย้ำพร้อมตรวจสอบทุกมิติ แต่ขอใช้มาตรฐานเดียวกัน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การที่บัญชีผู้ใช้งานเพิ่งสร้างขึ้นหรือมีความเคลื่อนไหวน้อย อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ควรตรวจสอบ แต่ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียวในการชี้ว่าเป็นบัญชีปลอมหรือเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการที่รัฐจัดตั้งขึ้น

เช่นเดียวกับกรณีประชาชนบางรายแสดงความคิดเห็นว่าสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ได้สะดวกหรือรวดเร็วกว่า ก็ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานโดยตัวมันเองว่าบุคคลดังกล่าวได้รับการสั่งการจากรัฐบาล เพราะการประชาสัมพันธ์บริการของรัฐกับการจัดตั้งเครือข่าย IO เป็นคนละเรื่องกัน

ลลิดาย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport และพร้อมให้ตรวจสอบทั้งกระบวนการดำเนินงาน การใช้งบประมาณ และผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ หากมีข้อมูลผิดปกติสามารถนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบได้เต็มที่

พร้อมเรียกร้องให้การตรวจสอบทุกฝ่ายอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน โดยหากมีหลักฐานว่าเกิดปฏิบัติการ IO จริง ก็ควรตรวจสอบให้ถึงผู้สั่งการ ผู้ว่าจ้าง และแหล่งทรัพยากร ก่อนนำหลักฐานออกมาเปิดเผยต่อสังคม

ป.ป.ช.รับเรื่องตรวจสอบ “ไชยชนก” ปมเอื้อเอกชน-ล็อกสเปก

อีกด้านหนึ่ง สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยความคืบหน้ากรณี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ว่ามีการเอื้อประโยชน์หรือล็อกสเปกให้บริษัทเอกชนหรือไม่

สุรพงษ์ระบุว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

เมื่อถามถึงการเตรียมเปิดโครงการในวันที่ 31 ส.ค. และบทบาทของ ป.ป.ช.ในการเฝ้าระวังการทุจริต เลขาธิการ ป.ป.ช.ระบุว่า มาตรการทางคดีและมาตรการเฝ้าระวังดำเนินการควบคู่กัน ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายและงานด้านการป้องกันการทุจริต โดยมีนักสืบสวนเฝ้าระวังในพื้นที่อยู่แล้ว

ส่วนข้อกังวลของประชาชนว่าโครงการยังสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่ สุรพงษ์ระบุว่า การดำเนินโครงการเป็นหน้าที่ของภาครัฐ ขณะที่ ป.ป.ช.มีหน้าที่ตรวจสอบ พร้อมมีมาตรการเชิงรุกในการตรวจจับและสแกนความผิดปกติเพื่อลดข้อร้องเรียนด้านการทุจริต

TH-AI Passport กำลังเผชิญการตรวจสอบหลายชั้น โดยเฉพาะความสอดคล้องกับ TOR การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล สัญญากับผู้ให้บริการ AI และรูปแบบการเบิกจ่ายตาม Active User ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันพร้อมรับการตรวจสอบ

ขณะเดียวกัน การที่ ป.ป.ช.อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการเอื้อประโยชน์หรือล็อกสเปกให้เอกชน ทำให้โครงการยังคงอยู่ภายใต้การจับตาจากทั้งฝ่ายการเมืองและองค์กรตรวจสอบอิสระ โดยเฉพาะก่อนกำหนดเดินหน้าโครงการในวันที่ 31 ส.ค.

ท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญอาจไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้ลงทะเบียน แต่คือคำถามว่า โครงการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า โปร่งใส ปกป้องข้อมูลประชาชน และดำเนินการตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเป็นตัวชี้คำตอบต่อไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์