รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงกรณี กมธ.มีมติเสียงข้างมากใช้อำนาจเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการทุจริตสอบท้องถิ่นเข้าชี้แจงต่อ กมธ. ในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ ประกอบด้วย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยม, นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และ ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)
‘อนุทิน’ ถูกเรียกแจงอีกครั้ง หลังไม่เคยมาชี้แจงต่อ กมธ.
รังสิมันต์ กล่าวว่า การตรวจสอบครั้งนี้พบตัวละครใหม่ค่อนข้างมาก และหากข้อกล่าวหาต่าง ๆ เป็นจริง อาจมีนักการเมืองหลายคนที่ถูกเชื่อมโยงกับการทุจริตสอบท้องถิ่น โดย กมธ.มีมติใช้อำนาจเรียก อนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีมาชี้แจงในวันที่ 8 ตุลาคม
รังสิมันต์ ระบุว่า การเชิญอนุทินมาชี้แจงไม่ใช่ครั้งแรก เนื่องจาก กมธ.ได้พิจารณาประเด็นการทุจริตสอบท้องถิ่นและเชิญนายกรัฐมนตรีมาแล้วหลายครั้ง แต่ที่ผ่านมาอนุทินไม่เคยมาชี้แจง รวมถึงไม่ได้มอบหมายผู้แทนมาชี้แจงแทน โดยครั้งล่าสุดให้เหตุผลว่าติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ
ด้วยเหตุนี้ กมธ.จึงมีมติใช้อำนาจเรียกให้นายกรัฐมนตรีมาชี้แจงด้วยตัวเองในวันที่ 8 ตุลาคม
จับตา ‘มศว–ทองเจือ’ ปมประสานงานจัดสอบ
สำหรับ นฤชา และ ชลวิทย์ รังสิมันต์ กล่าวว่า กมธ.เชิญ มศว.มาชี้แจงหลายครั้งที่ผ่านมา แต่ส่วนใหญ่มีการส่งตัวแทนเข้ามาแทน โดย กมธ.เห็นว่าอธิการบดี มศว.น่าจะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะประเด็นความเชื่อมโยงระหว่าง ทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกรัฐมนตรี กับการจัดสอบท้องถิ่น
ก่อนหน้านี้ กมธ.ได้รับข้อมูลว่า มีการประสานงานจากบุคคลใน สถ. ไปยังทองเจือ เพื่อให้เข้าพูดคุยกับ มศว. ขณะที่ มศว.ปฏิเสธว่า การพูดคุยดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับรูปแบบการจัดสอบว่าจะเป็นแบบกระจายศูนย์หรือรวมศูนย์
รังสิมันต์ ระบุว่า ประเด็นที่ กมธ.ต้องการคำตอบคือ การพูดคุยดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องใด และมีความเกี่ยวพันกับการทุจริตสอบท้องถิ่นหรือไม่ โดยเห็นว่าอธิการบดี มศว.น่าจะเป็นผู้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบได้
เปิดข้อมูลเส้นเงินโยงกว่า 70 คน ชี้อาจถึงระดับสูงกว่าสายงานอธิบดี
รังสิมันต์ กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญที่ กมธ.เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ คือข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งหน่วยงานรัฐมีข้อมูลเส้นเงินที่เชื่อมโยงกับบุคคลต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า 70 คน ทั้งบุคคลระดับสูงและบุคคลทั่วไป
รังสิมันต์ ระบุว่า จากข้อมูลที่ได้รับ บุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตน่าจะมีระดับสูงกว่าอธิบดี และอยู่ในกระทรวงมหาดไทย แต่ยังไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นใคร เนื่องจากต้องการให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง โดยระบุเพียงว่า ข้อมูลเบื้องต้นอาจเกี่ยวข้องกับข้าราชการคนหนึ่งซึ่งใกล้ชิดกับอนุทิน และหากข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นจริง ก็จำเป็นต้องมีการดำเนินการต่อไป
‘เด็กนาย-นามสกุลดัง’ โผล่ข้อมูลตรวจสอบโยงถึงนักการเมือง
รังสิมันต์ ยังเปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “เด็กนาย” ว่ามีใครบ้าง โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีบุคคลนามสกุลดังและบุคคลสำคัญหลายคน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้รับการยืนยันจากหน่วยงานรัฐว่าเป็นข้อมูลที่มีการจัดเก็บไว้เช่นเดียวกัน
รังสิมันต์ กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวจึงมีมูลเพียงพอให้ กมธ.ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป รวมถึงตรวจสอบความเชื่อมโยงไปยังนักการเมือง โดยบางคนเป็น สส. บางคนอยู่ในระดับประธานกรรมาธิการ และบางคนอาจมีตำแหน่งสูงกว่านั้น
เมื่อถูกถามว่าบุคคลที่ “ใหญ่กว่า สส.” หมายถึงระดับรัฐมนตรีหรือไม่ และบุคคลที่ “ใหญ่กว่าอธิบดี” หมายถึงปลัดกระทรวงหรือไม่ รังสิมันต์ กล่าวว่า ยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากเส้นเรื่องมีความเกี่ยวข้องกับหลายคน และอาจมีบุคคลที่อยู่สูงกว่าระดับ สส. หรือแม้แต่สูงกว่ารัฐมนตรี จึงจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน
รังสิมันต์ ย้ำว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ และไม่ควรปล่อยให้เรื่องจบลงเพียงการดำเนินการกับข้าราชการไม่กี่คน แล้วเดินหน้าต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ป.ป.ช.ยังไม่ได้ข้อมูลชุด ‘ปกรณ์’ กมธ.จี้นายกฯ ส่งเอกสาร
รังสิมันต์ กล่าวถึงข้อมูลจากคณะทำงานที่มี ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินการว่า มีการชี้มูลบุคคลหลายราย แต่ขณะนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้
โดย ป.ป.ช.ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ แต่ยังไม่ได้รับรายงานหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ กมธ.มีมติขอเอกสารชุดดังกล่าวจากนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน โดยหวังว่าจะได้รับความร่วมมือ
ตั้งคำถาม ป.ป.ช.ยังไม่เริ่มตรวจข้อสอบ อ้างไม่มีงบฯ เช่าเครื่อง
รังสิมันต์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่าตกใจคือ ป.ป.ช.ยังไม่ได้เริ่มตรวจข้อสอบหรือนำกระดาษคำตอบมาตรวจสอบ โดยมีการอ้างว่าไม่มีงบประมาณสำหรับเช่าเครื่องตรวจข้อสอบ
“สิ่งที่น่าตกใจคือวันนี้ป.ป.ช. ก็ยังไม่ได้เริ่มตรวจข้อสอบเลย ยังไม่ได้นำกระดาษคำตอบต่างๆ มาดู โดยอ้างเหตุผลว่าไม่มีเงิน ในการที่จะไปเช่าเครื่องเพื่อมาตรวจ นั่นหมายความว่ากระบวนการที่จะหาผู้กระทำผิดเรื่องนี้ มีปัญหา มีความล่าช้าแน่นอน ต้องชื่นชม ป.ป.ช. ในส่วนอื่นที่เขาทำได้และพยายามทำอยู่ แต่ในเฉพาะส่วนของข้อสอบ ต้องไปดูกันอีกครั้งว่าตกลงแล้วมีรายละเอียดอย่างไร ซึ่งมีข้อกล่าวหาว่าบางคนสมัครอย่างเดียวแต่ไม่ได้เข้าสอบด้วยซ้ำ แต่กลับมีรายชื่อสอบได้”
ปม ‘ทองเจือ’ ยังไม่จบ หลัง บก.ปปป.ไม่มาชี้แจง
กรณี ทองเจือ ซึ่งก่อนหน้านี้อนุทินเคยระบุว่า ได้ทำหนังสือสอบถามความเชื่อมโยงระหว่างทองเจือกับการทุจริตสอบท้องถิ่นไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และได้รับคำตอบแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
รังสิมันต์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีหนังสือสั่งการให้กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้ามาชี้แจงต่อ กมธ. แต่ปรากฏว่า บก.ปปป.ไม่ได้เข้ามาชี้แจง จึงตั้งคำถามถึงกรณีที่หน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี และไม่เข้าชี้แจงต่อ กมธ.
รังสิมันต์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวน่ากังวลต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบ โดยเฉพาะกรณีที่หน่วยงานทำหนังสือสอบถามข้อมูลแล้วไม่พบข้อมูล ก็ไม่ควรรีบสรุปว่าบุคคลนั้นบริสุทธิ์ เนื่องจากข้อมูลความเชื่อมโยงระหว่างทองเจือกับการสอบท้องถิ่นที่ กมธ.ได้รับ อาจเป็นข้อมูลที่หน่วยงานอื่นยังไม่ทราบ หรืออาจยังไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ
“ผมคิดว่าเรื่อง ทองเจือ ให้ ทองเจือตอบไหม ผมว่าหากให้ดี นายกฯ ควรจะไปบอก ทองเจือให้เข้ามาชี้แจงกับกรรมาธิการฯ ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า”
หาก ‘อนุทิน’ ไม่มา 8 ต.ค. กมธ.เล็งดำเนินการตามกฎหมาย
เมื่อถามถึงแนวทางหากอนุทินไม่มาชี้แจงต่อ กมธ.อีกครั้ง หลังมีการใช้อำนาจเรียก รังสิมันต์ กล่าวว่า จะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. โดยต้องพิจารณาว่าการไม่มานั้นมีเหตุผลอันสมควรหรือไม่ หากไม่มีเหตุผลอันสมควร ก็ต้องพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งอาจมีทั้งผลทางการเมืองและทางกฎหมาย ขณะที่กรณีข้าราชการจะมีประเด็นเรื่องวินัยเข้ามาเกี่ยวข้อง
รังสิมันต์ ระบุว่า ขอให้ติดตามในวันที่ 8 ตุลาคมว่า นายกรัฐมนตรีและบุคคลที่ถูกเรียกจะเข้ามาชี้แจงต่อ กมธ.หรือไม่ พร้อมย้ำว่า กมธ.จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และหากบุคคลใดไม่มาตามการเรียก ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งอาจมีประเด็นอื่นตามมา




