เผือกร้อน ‘โกงสอบ’ รัฐบาลเร่งเครื่อง–ป.ป.ช.สาวลึกเงินหมุนพันล้าน

20 ส.ค. 2569 - 15:47

  • ‘วรศิษฎ์’ เดินหน้าถอน 5,925 ราย คืนสิทธิ์ผู้สอบที่ไม่ทุจริต

  • ย้ำดำเนินการทั้งทางบริหาร-อาญา ไม่มีฟอกขาว–ไม่มีตัดตอน

  • ป.ป.ช.พบเงินหมุนเวียนกว่า 1,000 ล้าน โยงทุจริตสอบปี 64

เผือกร้อน ‘โกงสอบ’ รัฐบาลเร่งเครื่อง–ป.ป.ช.สาวลึกเงินหมุนพันล้าน

ปม “ทุจริตสอบท้องถิ่น” เดินหน้าพร้อมกันหลายด้าน ตั้งแต่การถอดถอนผู้ทุจริตออกจากตำแหน่ง การคืนสิทธิให้ผู้สอบที่ไม่อยู่ในข่ายทุจริต ไปจนถึงการขยายผลทางอาญาและตรวจสอบเส้นทางการเงิน

ขณะที่ข้อกล่าวหาจากฝ่ายค้านยังพุ่งไปถึงกระบวนการจัดสอบและบุคคลที่อาจอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะประเด็นการยกเลิกมหาวิทยาลัยบูรพาออกจากการเป็นผู้จัดสอบ ซึ่งยังเป็นจุดที่มีคำถามรอคำตอบ

จี้คืนสิทธิผู้สอบสุจริต หลังบัญชีขยับจากการถอดถอน

คณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ซึ่งมี คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ เป็นประธานการประชุม พิจารณาเรื่องการเสียสิทธิบางประการของผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการและพนักงานท้องถิ่นในกลุ่มที่ไม่อยู่ในข่ายทุจริตจากการสอบแข่งขันท้องถิ่นปี 2568 โดยเชิญ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมประชุม

คงกฤษ ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ที่ไม่ได้ทุจริตอาจต้องเสียสิทธิในการบรรจุหรือแต่งตั้งในจังหวัดที่ไม่ได้เลือกไว้ตั้งแต่แรก จึงต้องการให้ผู้ที่มีสิทธิเลื่อนขึ้นมาตามบัญชีได้รับโอกาสในการบรรจุอย่างเป็นธรรม

ด้าน วรศิษฎ์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งข้อมูลผู้ที่มีคะแนนผิดปกติให้ ก.จังหวัดทั่วประเทศพิจารณา จากนั้น ก.จังหวัดจะส่งข้อมูลต่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อดำเนินการถอดถอนผู้ที่ทุจริตและถูกบรรจุเข้าไปแล้ว เมื่อบุคคลเหล่านี้ถูกถอดถอนก็จะเกิดตำแหน่งว่างขึ้น และเปิดทางให้ผู้มีสิทธิในบัญชีได้รับการเรียกบรรจุ

สำหรับผู้สอบที่ได้รับสิทธิเลื่อนขึ้นมานั้น ไม่ได้มีเพียงสิทธิในการบรรจุ แต่รวมถึงสิทธิที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยจะเริ่มนับสิทธิตั้งแต่วันที่ได้รับการบรรจุ หลังจากมีการเรียกบัญชีและบริหารบัญชีเสร็จสิ้น ขณะนี้คาดว่ามีผู้ได้รับสิทธิประมาณ 5,000 กว่าคน แต่ตัวเลขยังเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน

‘มหาดไทย’ ขีดเส้น 31 ส.ค. ถอน 5,925 ราย

ส่วนการถอดถอนรายชื่อผู้ทุจริตจำนวน 5,925 คน วรศิษฎ์ ยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้กระบวนการยืดเยื้อ แม้เข้าใจความกังวลของนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งที่ไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เมื่อมีข้อเท็จจริงและหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ ก็จำเป็นต้องดำเนินการ เพราะบุคคลเหล่านี้ไม่ควรได้รับการบรรจุตั้งแต่แรก

ขณะนี้หลายพื้นที่เริ่มดำเนินการหลังได้รับข้อมูลจากส่วนกลางแล้ว โดย อบจ.ลำพูนแจ้งว่าได้รับข้อมูล ขณะที่ อบจ.กระบี่ดำเนินการถอดถอนแล้วทั้งหมด 112 คน

กระทรวงมหาดไทยกำหนดกรอบให้การถอดถอนผู้เกี่ยวข้องทั้ง 5,925 คนแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569

วรศิษฎ์ ยังย้ำว่า การดำเนินการมี 2 ส่วน คือด้านบริหารและด้านอาญา โดยในส่วนของคดีอาญาเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.และตำรวจ ขณะที่ข้อมูลที่ตรวจพบทั้งหมดได้รวบรวมและส่งให้ ป.ป.ช.แล้ว เพื่อใช้ประกอบสำนวนและขยายผลต่อไป

“วันนี้ถ้าเราไม่ดำเนินการในฝ่ายบริหาร คำถามก็คือว่ามันจะเห็นผลเมื่อไหร่ มันจะเสร็จเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นเราสามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้”

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

‘วรศิษฎ์’ แจงปม ‘ม.บูรพา’ ยกเลิกจัดสอบ เหตุต้องเพิ่มมาตรฐาน

เมื่อถูกถามถึงข้อกล่าวหาของ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ตั้งข้อสังเกตว่าต้นตอปัญหาการทุจริตครั้งนี้อาจเริ่มจากการยกเลิกมหาวิทยาลัยบูรพาออกจากการเป็นผู้จัดสอบ วรศิษฎ์ กล่าวว่า จากข้อมูลที่มีการตรวจพบการทุจริตก่อนหน้านี้ ทำให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2567 หรือ 2568

ส่วนกรณีการยกเลิกสัญญากับมหาวิทยาลัยบูรพา วรศิษฎ์ ระบุว่า หากมหาวิทยาลัยมีข้อมูลเกี่ยวกับความผิดปกติ ขอให้ส่งข้อมูลตรงไปยัง ป.ป.ช.เพื่อให้ตรวจสอบ พร้อมเชื่อว่าทั้งมหาวิทยาลัยและ สถ.มีเอกสารหลักฐานตามกระบวนการดำเนินงานอยู่แล้ว

วรศิษฎ์ อธิบายว่า ในช่วงเวลานั้นมีผู้ร้องเรียนเรื่องการสอบต่อ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมา และคณะกรรมการมีข้อเสนอว่าควรเพิ่มมาตรฐานการจัดสอบให้รัดกุมมากขึ้น

จากนั้นรายละเอียดใน TOR และงบประมาณมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ไม่สามารถใช้รูปแบบเดิมได้ สถ.จึงหารือกับกรมบัญชีกลางเพื่อหาผู้รับจ้างรายใหม่ โดยมีการสืบราคาจากมหาวิทยาลัย 67 แห่ง และดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบ e-Bidding ซึ่งทุกมหาวิทยาลัยมีสิทธิเข้าร่วมเสนอราคาอย่างเท่าเทียมกัน

ยันไม่มี “ฟอกขาว” เปิดทางข้อมูลส่งตรง ป.ป.ช.

กรณีข้อมูลจากมหาวิทยาลัยบูรพาและ มศว ที่ รังสิมันต์ ระบุว่ามีการติดต่อจากบุคคลระดับสูงกว่าระดับอธิบดี รวมถึงการพูดคุยในสถานที่ลักษณะเซฟเฮาส์ วรศิษฎ์ กล่าวว่า หากทั้งสองมหาวิทยาลัยมีข้อมูล ขอให้ส่งตรงไปยัง ป.ป.ช. ไม่จำเป็นต้องส่งผ่านตน เพราะอาจมีข้อกังวลว่าตนเป็นฝ่ายการเมือง

วรศิษฎ์ ระบุว่า เชื่อมั่นว่า ป.ป.ช.จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และหากมีพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลใดก็สามารถตรวจสอบได้ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจว่าบุคคลนั้นเป็นใคร แต่ให้พิจารณาจากการกระทำ

เมื่อถูกถามว่าการดำเนินการของรัฐบาลจะเป็นการฟอกขาวหรือไม่ วรศิษฎ์ ยืนยันว่าไม่มีการฟอกขาว และพร้อมให้ตรวจสอบทุกฝ่าย

“ไม่ใช่อยู่แล้ว เราไม่มีการฟอก ถ้าฟอก ก็พูดกันตรง ๆ ว่าระบบพังทั้งหมด รัฐบาลอยู่ไม่ได้หรอกครับ เราไม่ฟอกให้ใคร เราตรงไปตรงมาแน่นอน”

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

ส่วนกรณีฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายเรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น วรศิษฎ์ กล่าวว่า พร้อมรับการตรวจสอบ เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน และยืนยันว่าทุกกระบวนการดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา พร้อมย้ำว่าปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในการสอบปี 2568 เนื่องจากการสอบครั้งนี้เป็นการสอบครั้งที่ 4

ป.ป.ช.ขยายผลเส้นเงิน พบหมุนเวียนกว่า 1,000 ล้าน

ขณะที่ สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นว่า คณะไต่สวนอยู่ระหว่างตรวจสอบประเด็นการทุจริต โดยจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ พบเงินหมุนเวียนกว่า 1,000 ล้านบาท และพบความเชื่อมโยงกับการทุจริตสอบท้องถิ่นเมื่อปี 2564

จากข้อมูลดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเรียกสำนวนที่เคยส่งให้หน่วยงานต้นสังกัดเดิมกลับมาไต่สวนร่วมกันเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากพบว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกัน

ส่วนจะขยายผลไปถึงนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงหรือไม่นั้น สุรพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากอยู่ในสำนวน แต่คณะทำงานมีข้อมูลและจะขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องตามพยานหลักฐาน

สำหรับการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ป.ป.ช.จะประสาน ปปง.เข้ามาช่วยดำเนินการ ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก พร้อมยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่เคยถูกฝ่ายการเมืองกดดันการทำงาน หากพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลใด บุคคลนั้นต้องรับผิด โดยจะไม่มีการตัดตอน

สุรพงษ์ ยังระบุว่า การดำเนินคดีจะเป็นความผิดทางอาญาหรือทางแพ่ง ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน พร้อมย้ำว่า ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระ การเอาผิดบุคคลใดต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยที่ผ่านมา เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลและอัยการสั่งฟ้อง ศาลมีคำพิพากษาลงโทษในคดีต่าง ๆ สูงถึงร้อยละ 98

สำนวน 8 แสนแผ่น ป.ป.ช.ยันชัดเจนใน 6 เดือน

ส่วนข้อกังวลว่าการที่คดีอยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช.จะทำให้เกิดความล่าช้า สุรพงษ์ กล่าวว่า ป.ป.ช.มีระบบสแกนและตรวจสอบทุกคดี และสามารถควบคุมกรอบเวลาการทำงานได้

สำหรับคดีทุจริตสอบท้องถิ่น แม้สำนวนจะมีเอกสารมากกว่า 800,000 แผ่น แต่ ป.ป.ช.ยืนยันว่าจะต้องมีความชัดเจนภายในกรอบเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569

คณะไต่สวนเตรียมนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบข้อมูลมากขึ้น พร้อมพิจารณาแยกประเด็นความผิดบางลักษณะออกจากกัน เพื่อให้การไต่สวนมีความรวดเร็วและชัดเจน

‘รังสิมันต์ โรม’ เปิดข้อมูล กมธ. อ้างพบแรงกดดัน-ผลประโยชน์

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยผลการตรวจสอบจากการเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล โดยระบุว่า เริ่มเห็นภาพขบวนการทุจริตชัดเจนขึ้น และอาจไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะฝ่ายข้าราชการประจำ

รังสิมันต์ ระบุว่า ตัวแทนมหาวิทยาลัยบูรพาและ มศว ให้ข้อมูลในทิศทางเดียวกันว่า มีความพยายามติดต่อและกดดันมหาวิทยาลัยหลายครั้ง โดยมีข้อมูลว่าบุคคลระดับสูงกว่าระดับอธิบดีพยายามเข้าพบมหาวิทยาลัยที่ชนะโครงการจัดสอบ และมีการนัดพูดคุยกับอาจารย์บางรายในสถานที่ลักษณะเซฟเฮาส์ แต่รายละเอียดว่ามีการร้องขอเรื่องใดยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่ามีการขอผลประโยชน์จากมหาวิทยาลัยบางแห่ง เช่น การซื้อรถยนต์ เงิน หรือสิ่งของต่าง ๆ รวมถึงการส่งรายชื่อผู้เข้าสอบในระดับหลักร้อยให้มหาวิทยาลัยเพื่อประกาศเป็นผู้สอบได้ โดยมหาวิทยาลัยยืนยันว่ามีการส่งรายชื่อจริง แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นบุคคลหรือสถาบันใด

รังสิมันต์ ยังกล่าวถึงกรณี อัศวิน โชติพนัง หรือ ดร.วิน ซึ่งอาจารย์ มศว ระบุว่าเคยพบจริง และเข้าใจว่าเป็นบุคคลของ สถ. เนื่องจากได้รับการส่งมาจากอธิบดีรายหนึ่งและรู้จักบุคคลจำนวนมาก

ตั้งคำถามข้อมูลคะแนน “ไม่ตรงกัน” ใครแก้แฟลชไดรฟ์

อีกประเด็นที่ กมธ.ตั้งข้อสงสัยคือข้อมูลผลสอบที่ สถ.เก็บไว้ในแฟลชไดรฟ์ ซึ่งมีทั้งข้อมูลคะแนนดิบและข้อมูลการสแกนหน้ากระดาษคำตอบ

รังสิมันต์ ระบุว่า ข้อมูลทั้งสองส่วนที่อยู่ในความครอบครองของ สถ.ไม่ตรงกัน แต่ข้อมูลการสแกนกระดาษคำตอบของ สถ.กลับตรงกับข้อมูลที่อยู่กับ มศว และบริษัทโรงพิมพ์แห่งหนึ่ง จึงเกิดคำถามว่าการแก้ไขผลคะแนนในข้อมูลคะแนนดิบเกิดขึ้นที่ขั้นตอนใด และเกิดจากใคร ตั้งแต่การส่งมอบข้อมูลจาก มศว หรือเกิดขึ้นภายหลังในขั้นตอนของ สถ. ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้

รังสิมันต์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า สถ.ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบว่ารายชื่อที่ประกาศไปถูกหรือผิด และมีการปรับแก้คะแนนเท่าใด แต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้กระทำการทุจริตภายในกระบวนการ

ชี้ปม ‘ม.บูรพา’ จุดเปลี่ยนสำคัญ-ถามบทบาทฝ่ายการเมือง

รังสิมันต์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของคณะทำงานที่มี ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบ โดยระบุว่าเบื้องต้นมีการชี้มูลบุคคลหลายรายที่อาจเกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ได้ตรวจสอบย้อนหลังไปถึงช่วงที่มหาวิทยาลัยบูรพาได้รับงานจัดสอบในระยะแรก

เขาตั้งคำถามถึงบทบาทของ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และ ทองเจือ ชาติกิจเจริญ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่าการตรวจสอบที่ผ่านมายังดูจำกัดอยู่กับกรณี มศว ทั้งที่ปัญหาที่ กมธ.มองว่าเป็นจุดเริ่มต้นอยู่ที่การยกเลิกไม่ให้มหาวิทยาลัยบูรพาเป็นผู้จัดสอบ

รังสิมันต์ ระบุว่า ข้อมูลทั้งหมดที่ กมธ.ได้รับถูกส่งมอบให้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีได้ส่งต่อให้ ป.ป.ช.หรือตำรวจดำเนินการแล้วหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามว่า ป.ป.ช.ได้ส่งหนังสือเรียก อนุทิน ทรงศักดิ์ และทองเจือ เข้าให้ข้อมูลแล้วหรือไม่

โดยเฉพาะกรณีทองเจือ ซึ่ง กมธ.ระบุว่ามีข้อมูลเรื่องการติดต่อประสานงานกับ มศว จึงต้องการทราบว่ามีภารกิจใดที่ทำให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว

หวั่น 31 ส.ค. “ตัดตอน” หากยังไม่ย้อนถึงต้นตอ

สำหรับกรณีที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดให้การดำเนินการเรื่องผู้ทุจริตแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม รังสิมันต์ตั้งคำถามว่า วันที่ดังกล่าวเป็นเพียงเส้นตายด้านการบริหาร หรือจะกลายเป็นการ “ตัดตอน” การตรวจสอบด้วยหรือไม่

เขาระบุว่า หากคณะทำงานยังไม่ตรวจสอบไปถึงกรณีมหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่ง กมธ.มองว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ก็อาจทำให้การสรุปคดีเร็วเกินไป เพราะมหาวิทยาลัยบูรพาเพิ่งได้รับแจ้งจาก ป.ป.ช.ให้เข้าให้ข้อมูล ขณะที่ฝั่งสอบสวนกลางก็ยังมีการออกหมายเรียกและแจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลบางส่วน

รังสิมันต์ ยังระบุว่า กมธ.พร้อมแบ่งปันข้อมูล ทั้งผลการประชุมและบันทึกการให้ข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยข้อมูลจากมหาวิทยาลัยสะท้อนถึงความพยายามกดดันในหลายรูปแบบ จนนำไปสู่ข้อสงสัยว่าอาจมีการดำเนินการเป็นขบวนการ

“31 ส.ค.” อาจจบการถอนรายชื่อ แต่ยังไม่จบคำถาม “ต้นตอ”

สถานการณ์ล่าสุดจึงมีเส้นทางการตรวจสอบอยู่หลายด้านพร้อมกัน ด้านกระทรวงมหาดไทยเดินหน้าถอดถอนผู้ทุจริต 5,925 คน และคืนสิทธิให้ผู้สอบที่ไม่ได้อยู่ในข่ายทุจริต โดยกำหนดเส้นตายวันที่ 31 สิงหาคม ขณะที่ ป.ป.ช.กำลังขยายผลทางอาญาและเส้นทางการเงิน หลังพบเงินหมุนเวียนกว่า 1,000 ล้านบาท และความเชื่อมโยงไปถึงการสอบท้องถิ่นปี 2564

แต่ในอีกด้านหนึ่ง คำถามจาก กมธ.ของ รังสิมันต์ โรม ยังชี้ไปไกลกว่าการจัดการ “รายชื่อคนโกง” โดยเฉพาะข้อสงสัยเรื่องข้อมูลคะแนน การเปลี่ยนผู้จัดสอบ ปมมหาวิทยาลัยบูรพา และการติดต่อของบุคคลที่ถูกกล่าวถึงว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการ

ดังนั้น วันที่ 31 สิงหาคมอาจเป็นเส้นตายของการบริหารจัดการบัญชีสอบและการถอดถอน แต่จะเป็น “วันจบกระบวนการ” ได้หรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับว่าการตรวจสอบจะเดินไปถึงต้นตอและผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้มากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุด คำถามสำคัญไม่ได้มีเพียงว่า “ใครโกงข้อสอบ” แต่คือ “ใครทำให้ระบบการสอบถูกโกงได้” และคำตอบนั้นต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานจากการทำงานของ ป.ป.ช. ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์