พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณี 'ทักษิณ ชินวัตร' อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นคำร้องขอให้ 'คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข' วินิจฉัยสิทธิได้รับนิรโทษกรรมว่า ยังไม่ทราบว่ายื่นเรื่องในส่วนใดและมีรายละเอียดอย่างไร โดยการพิจารณามีกฎเกณฑ์กำหนดไว้แล้ว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเหตุผลในคำร้องที่อ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากความขัดแย้งทางการเมืองและรัฐประหาร ว่าจะเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่า ต้องให้คณะกรรมการพิจารณารายละเอียด เนื่องจากตนยังไม่ทราบเรื่อง
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลัง 'วิญญัติ ชาติมนตรี' ทนายความของ 'ทักษิณ' เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคมว่า ได้รับมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม ผ่านศูนย์บริการร่วมของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อส่งถึงประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข
โดยอธิบายว่า ผู้ร้องต้องการให้พิจารณาคดีที่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรม ซึ่งหวังให้ตีความอย่างรอบด้านและไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมระบุว่า 'ทักษิณ' ต้องการล้างมลทินจากข้อกล่าวหาทางการเมือง ใช้ชีวิตอย่างสงบและประกอบธุรกิจส่วนตัว
มีรายงานละเอียดคำร้อง ระบุว่า 'ทักษิณ' เชื่อมโยงความขัดแย้งทางการเมืองช่วงปี 2548–2549กับการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 และกระบวนการดำเนินคดีที่เกิดตามมา โดยโต้แย้งว่าได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจของคณะรัฐประหาร
ผู้ร้องยังอ้างถึงคดีริบทรัพย์สินประมาณ 46,374 ล้านบาท และคำพิพากษาอีกสามคดี รวมถึงประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 เพื่อสนับสนุนข้อเสนอว่า การกระทำอยู่ในขอบเขตกฎหมาย พร้อมโต้แย้งว่าไม่เข้าข้อยกเว้นเรื่องทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
กฎหมายเปิดทางคดีการเมือง แต่กำหนดข้อยกเว้น
พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 23 สิงหาคม 2569 และมีผลวันถัดมา มาตรา 7 ครอบคลุมการกระทำเกี่ยวกับการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมืองที่มีมูลเหตุจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2548 ถึง 16 กรกฎาคม 2568 ตามฐานความผิดในบัญชีท้ายกฎหมาย รวมถึงฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน
อย่างไรก็ตาม มาตรา 3 กำหนดข้อยกเว้น ได้แก่ ความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ความผิดมาตรา 112 การกระทำที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตหรือได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 297 และความผิดต่อส่วนตัวหรือความรับผิดต่อบุคคลที่มิใช่หน่วยงานรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม
ต้องผ่านการกลั่นกรอง แยก "ยื่นคำร้อง" จาก "ได้รับสิทธิ"
ฉัตรชัย บางชวด ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการฯ ให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า ต้องตรวจสอบการยื่นเรื่องก่อน หากมีคำร้องจะเข้าสู่อนุกรรมการที่มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายหรือไม่ ก่อนเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่ ซึ่งมี‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
กฎหมายมาตรา 12 กำหนดกรอบการทำงานให้เสร็จภายใน 180 วันนับแต่ประชุมครั้งแรก และขยายได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน




