‘วุฒิสภา’ ผ่าน 'พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’ ผ่าวิกฤตพลังงาน

31 ส.ค. 2569 - 14:32

  • 'นายกฯ' ฝ่าอาการป่วยชี้แจงด้วยตนเอง ขณะ 'เอกนิติ' เปรียบบ้านประเทศไทยหลังคารั่ว ฝนตกแต่ละทีต้องหาถังมารองน้ำ ถ้าเปลี่ยนหลังคา ก็ไม่ต้องหาถังมารองน้ำ

‘วุฒิสภา’ ผ่าน 'พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’ ผ่าวิกฤตพลังงาน

ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท

Senate-Anutin-Emergency-Decree-31Aug2026-SPACEBAR-Photo01.jpg

โดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงเหตุผลต่อที่ประชุมว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นชอบแล้ว และประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่า การตรา พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

เหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนและเป้าหมายการใช้เงิน

เหตุผลคือ วิกฤตพลังงานส่งผลกระทบรุนแรงเกินขีดความสามารถของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และเครื่องมือทางการคลังปกติไม่สามารถรองรับผลกระทบได้ทันท่วงที หากล่าช้าจะเกิดความเสี่ยงเชิงระบบต่อเศรษฐกิจภาพรวม

การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทถือเป็นทางเลือกสุดท้าย โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ หวังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการลดการใช้พลังงานฟอสซิล และเร่งส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกในประเทศ

Senate-Anutin-Emergency-Decree-31Aug2026-SPACEBAR-Photo02.jpg

กรอบวินัยการเงินการคลังและความโปร่งใส

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า การกู้เงินในวงเงินดังกล่าวจะไม่กระทบต่อกรอบวินัยการบริหารหนี้สาธารณะ โดยยังคงอยู่ภายใต้เพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP มาตรการใช้จ่ายเงินกู้จะเน้นความคุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อน และต้องผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการอย่างเคร่งครัดตามบัญชีแนบท้ายกฎหมาย

ขอเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภา หลังจากสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลจึงนำเสนอเข้าสู่วุฒิสภาตามขั้นตอน พร้อมขอความกรุณาจากสมาชิกวุฒิสภาช่วยลงมติเห็นชอบ เพื่อให้มีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ ตามเจตนารมณ์ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

'นายกฯ' ฝ่าอาการป่วยชี้แจงด้วยตนเอง

ระหว่างการแถลง อนุทินมีเสียงแหบแห้งและไอเป็นระยะ พร้อมกล่าวขออภัยต่อที่ประชุม โดยระบุว่าตนเองมีอาการป่วยเรื่องหลอดลม และเพิ่งได้รับการรักษาด้วยการดริปยามา

อนุทิน ย้ำว่า แม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์ แต่เห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง และต้องการแสดงความจริงใจ เพื่อให้เกียรติแก่วุฒิสภา จึงตัดสินใจเดินทางมาชี้แจงด้วยตนเอง

Senate-Anutin-Emergency-Decree-31Aug2026-SPACEBAR-Photo03.jpg

'ปธ.กมธ.ติดตามงบฯ' ลั่น ต้องไม่เสียค่าโง่ให้ใครอีกแล้ว

เปิดข้อสังเกตแผน จี้ สำรวจความพึงพอใจ-ประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ หวั่นเปิดช่องทุจริต-สร้างภาระหนี้ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

จากนั้น ได้เปิดโอกาสให้ สว.อภิปราย อาทิ ศุภโชค ศาลากิจ สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา อภิปรายว่า แผนงานที่หนึ่งเรื่องช่วยเหลือบรรเทาค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนกรอบวงเงิน 2 แสนล้านบาท ปัจจุบันทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้ว 3 โครงการหลัก คือ 1. โครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2. โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ 3. โครงการไทยช่วยไทยพลัส

ศุภโชคและกรรมาธิการ มีข้อเสนอแนะและข้อสังเกตร่วมกัน เพื่อเสนอรัฐบาลดังนี้ 1. รัฐบาลควรต้องลงไปเก็บข้อมูลสำรวจรับฟังความคิดเห็น ความพึงพอใจ ของประชาชน 2. รัฐบาลต้องเก็บ ข้อมูลจากร้านค้า ผู้ประกอบการ 3. รัฐบาลต้องมีการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจออกมาเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และ 4. โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาเพียง 4 เดือน รัฐบาลต้องส่งเสริมการประหยัดวินัยการใช้เงินและวินัยการเงินการคลังให้มีวินัยในการใช้เงินของประชาชน

Senate-Anutin-Emergency-Decree-31Aug2026-SPACEBAR-Photo04.jpg

ขอบเขตงานแผนสอง หรือโครงการที่สอง เป็นแผนงานที่ส่งเสริมประสิทธิภาพ และการเปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงิน 200,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันยังไม่มีโครงการที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ เนื่องจากคณะอนุกรรมาธิการ อยู่ระหว่างการรวบรวมทบทวนความพร้อม และวิเคราะห์ข้อมูลโครงการให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ใหม่

ขณะนี้หน่วยงานที่ยื่นเสนอโครงการผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลเจ้าสังกัด ต้องยื่นเข้ามาภายในวันที่ 30 ก.ย. 69 และมีเงื่อนไขเด็ดขาดว่า โครงการดังกล่าว ต้องเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย. 70 และเบิกจ่ายเสร็จสิ้นในวันที่ 31 ธ.ค. 70

ศุภโชคและกรรมาธิการ มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องเข้มงวดกวดขันกับโครงการที่ขออนุมัติ ว่าต้องมีประโยชน์จริงต่อประชาชน หรือหน่วยงาน และต้องกำหนดราคากลางที่เหมาะสมกับราคาตลาดที่เป็นจริง เพื่อป้องกันส่วนต่างที่อาจจะเกิดขึ้น และเป็นการฉวยโอกาสให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือได้ประโยชน์จากโครงการเงินกู้นี้

เนื่องจากถ้าประชาชนรู้ว่า การกู้มาให้คนโกง ตนเองคิดว่าประชาชนต้องเกิดความไม่พอใจอย่างแน่นอน ในการออก พ.ร.ก.นี้ และโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง อุปกรณ์ต้องมีการรับประกันที่ยาวนานให้ถึงจุดคุ้มทุน คัดสรรคุณภาพคุณสมบัติบริษัทที่มีมาตรฐาน และมีศูนย์บริการมีอะไหล่ไว้คอยบำรุงรักษาหากเกิดปัญหา

รัฐบาลต้องเน้นย้ำในเรื่องนี้เป็นสำคัญ ไม่เช่นนั้น โครงการจะไม่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ และเป้าหมาย ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศชาติอย่างแท้จริง รัฐบาล และประชาชน ต้องชำระหนี้ดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยที่กู้มาเช่นเดิม คงจะเป็นการซ้ำเติมประชาชน และเศรษฐกิจอย่างแน่นอน

“รัฐบาลต้องท่องไว้ว่า จะไม่ยอมเสียค่าโง่ให้ใครอีกแล้ว ผมและประชาชนอยากเห็นสิ่งนี้ แต่ในทางกลับกันเงินกู้ 4 แสนล้านบาทก้อนนี้ หากรัฐบาลบริหารได้ดี นอกจากช่วยเหลือประชาชน และประเทศชา ติแล้วยังเป็นเครื่องมือสร้างศรัทธาที่ทรงพลังให้กับรัฐบาลนี้อย่างยิ่ง” ศุภโชค กล่าว

Senate-Anutin-Emergency-Decree-31Aug2026-SPACEBAR-Photo05.jpg

‘สว.พรชัย’ เหน็บ โลภแต่ชุ่ย

ไม่เห็นด้วย หลังพบ 9 ข้อส่อพิรุธ ระบุ ไม่ควรเปิดช่องให้ ปชช.มอง เกี้ยเซียะ 'กลุ่มทุนพลังงาน'

พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายว่า ตนเองไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว เนื่องจากรัฐบาลมีพฤติกรรมที่ส่อพิรุธ 9 ประการ แต่ไม่ปฏิเสธว่าประเทศกำลังมีปัญหาราคาพลังงานสูงขึ้นจริง ค่าครองชีพสูงขึ้นจริง กำลังซื้อชะลอตัวจริง และประชาชนกำลังเดือดร้อนจริง รวมถึงไม่ได้คัดค้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ต่อให้มีปัญหาจริง ไม่ได้แปลว่าวิธีการแก้ปัญหาของรัฐบาลจะถูกต้องเสมอไป

ดังนั้น คำถามที่ตนเองอยากถาม คือไม่ใช่ว่าประเทศไทยควรกู้เงินมาแก้ปัญหาหรือไม่ แต่คือจำเป็นหรือไม่ ที่เราจำเป็นต้องแก้ปัญหาด้วย พ.ร.ก. ไม่ใช่ พ.ร.บ. อีกทั้งยังต้องกู้เงินเป็นวงเงินสูงถึง 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้วินัยทางการเงินการคลังของเราพังพินาศ

Senate-Anutin-Emergency-Decree-31Aug2026-SPACEBAR-Photo06.jpg

เพราะเมื่อพิจารณาแต่ต้นจนจบ พบข้อพิรุธ 9 อย่างที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ พิรุธที่ 1 คือ ประเทศเราไม่ได้อยู่ในภาวะฉุกเฉินจริง พิรุธที่ 2 คือ พ.ร.ก.ฉบับนี้ จงใจไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างที่ควรจะเป็น พิรุธที่ 3 คือไม่ชัดเจน เงินกู้ระดับ 4 แสนล้านบาท ไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อย แต่คำถามพื้นฐานกับไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

“หากไม่มีข้อมูล การขออำนาจกู้ในครั้งนี้ จะถือเป็นการขอเช็คเปล่า และเป็นการขอโดยใช้เอกสารเพียงแค่ไม่กี่หน้า รายละเอียดแผนงานโครงการ และความพร้อมก็ยังไม่ปรากฏชัด ผมเห็นว่าจำนวนเงินยิ่งมากเป้าหมายยิ่งต้องชัด ไม่ใช่เงินยิ่งมากแล้วรายละเอียดยิ่งน้อย แล้วอ้างว่าฉุกเฉิน จึงยังคิดไม่ทัน แบบนี้เขาเรียกว่าโลภแต่ชุ่ย” พรชัย กล่าว

ข้อพิรุธที่ 4 คือความไม่โปร่งใส ตนเองไม่ได้กล่าวหาว่าโครงการใดทุจริต แต่เงินกู้ระดับนี้ ไม่ควรเปิดช่องให้ประชาชนสงสัยว่า เป็นการเกี้ยเซียะให้กับผู้รับเหมา หรือเครือข่ายด้านพลังงานที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับคนใดในรัฐบาล โดยวิธีที่จะลบข้อสงสัยได้ดีที่สุดมีทางเดียวคือเปิดทุกอย่าง เพียงแค่รัฐบาลจะกล้าทำหรือไม่ ซึ่งหากไม่ทำก็เท่ากับจงใจปกปิดหมกเม็ด

ข้อพิรุธที่ 5 ช่วยไม่ตรงคน โครงการไทยช่วยไทยพลัส คล้ายระบบใครมีทรัพยากรพร้อมที่จะสมัครก่อนกลับได้ก่อน มากกว่าใครเดือดร้อนก่อนได้สิทธิ์ก่อนที่ควรจะเป็น และยิ่งน่าแปลกใจ เพราะกลุ่มที่ต้องแบกรับต้นทุนจากน้ำมันโดยตรงได้รับผลกระทบมากที่สุดกับไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ ทำไมรัฐบาลจึงหว่านแหช่วยคนแบบสะเปะสะปะเช่นนี้

พิรุธที่ 6 คือไม่ตรงปก พิรุธที่ 7 คือซุกงบปกติไว้ในเงินกู้พิเศษ พิรุธที่ 8 ที่ตนเองห่วงที่สุด คือความพินาศทางวินัยการเงินการคลัง หากมีการกู้เต็มจำนวน สัดส่วนหนี้สาธารณะจะสูงขึ้นไปเกือบถึง 70% หากปีหน้าเกิดน้ำท่วมใหญ่ โรคระบาด และเกิดสงคราม ประเทศจะเหลือวงเงินกู้ เพื่อไปช่วยประชาชนหรือไม่

และพิรุธที่ 9 คือ เรามีทางเลือกไม่จำเป็นต้องกู้เช่นนี้ หากต้องการเปลี่ยนผ่านพลังงานจริง เราสามารถทำโรดแมประยะยาว 10 ปี ย้ำว่า ตนไม่ได้คัดค้านการช่วยเหลือประชาชน แต่เงินกู้ 4 แสนบ้านบาทนั้น มีพิรุธที่ชวนให้ตั้งคำถาม

“บ้านเรากำลังถังแตก วงเงินกู้เกือบเต็ม สิ่งแรกที่ควรทำ คือลดค่าใช้จ่ายในบ้าน และหารายได้เพิ่ม ไม่ใช่รูดบัตรเครดิตใบสุดท้ายที่ใกล้เต็มวงเงิน เพื่อมาติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาเช่นนี้“ พรชัย กล่าว

Senate-Anutin-Emergency-Decree-31Aug2026-SPACEBAR-Photo07.jpg

'สว.นันทนา' ซัด เอื้อคนรวยไม่ไหว-ปชช.จนไม่รอด

ดันโซลาร์รูฟ-เปลี่ยนผ่านพลังงาน เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ขู่ 'รัฐบาล' ถ้าคิดตื้น ระวังได้เป็นฝ่ายค้าน

นันทนา นันทวโรภาส สว.อภิปรายว่า แม้จะรู้ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ อย่างไรก็ผ่านวุฒิสภา แต่ขอบันทึกไว้ว่า ได้เคยเตือนแนวทางการใช้เงินกู้ของรัฐบาลในภาวะที่เศรษฐกิจประเทศไทยโคม่า เปรียบเหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หรือเกาไม่ถูกที่คัน

เพราะการที่รัฐบาลจะเอาเงินกู้ 200,000 ล้านบาทไปรองรับมาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามบ้านเรือนของประชาชน เป็นความคิดที่ฉาบฉวย มีวาระซ่อนเร้นชนิดที่ต้องจับตาดูให้ดีว่า เงินกู้ก้อนนี้ จะหล่นไปใส่กระเป๋าใคร เหตุใดรัฐบาลถึงทุ่มเทเงินมหาศาลกับพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว ทั้งที่เรามีพลังงานรูปแบบอื่นให้เลือกพัฒนา

Senate-Anutin-Emergency-Decree-31Aug2026-SPACEBAR-Photo08.jpg

ดังนั้น ต้องตอบคำถาม 3 ข้อ ได้แก่ 1.เทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์มีความเสถียรแล้วหรือไม่ หากวางโครงสร้างการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบปูพรม มั่นใจได้อย่างไรว่าอีก 3 ปี 5 ปีข้างหน้า แผงโซล่าเซลล์จะไม่ล้าสมัย ตกรุ่น หรือกลายเป็นขยะพิษของประเทศไทย

2.ประเทศไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์หรือไม่ โซลาร์เซลล์ที่นำเข้ามาประกอบในประเทศไทยต้องนำเข้าวัสดุอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหมด เจ้าของกิจการเป็นคนไทยจริงหรือไม่ สุดท้ายใครได้รับเงินทอน และเงินไหลออกนอกประเทศมากน้อยเพียงใด

และ 3.ในขณะที่เราอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจสมควรแล้วหรือไม่ ที่รัฐบาลจะนำเงินกู้มาใช้ในการเปลี่ยนพลังงาน เราควรนำเงินไปใช้ในวิธีที่ฉลาดกว่านี้ และประชาชนจำนวนมากได้ประโยชน์มากกว่านี้

นันทนา เสนอว่า เราควรหันไปพัฒนาพลังงานในระบบไบโอ เพื่อให้ตลาดกว้างขึ้น ในซัพพลายเชน มีทั้งเกษตรกร คนงาน คนขายปุ๋ย คนขายเคมี เครื่องมือเครื่องจักร การเกษตร ขนส่ง พ่อค้าคนกลาง โรงงานต่าง ๆ จนถึงโรงไฟฟ้า ห่วงโซ่อุปทานนี้ ยาวกว่าโซลาร์เซลล์หลายเท่า

นันทนา ยังตั้งคำถามถึงวิธีการสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลใช้การลดหย่อนภาษีให้กับประชาชนที่ติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป การทำเช่นนี้ รัฐบาลกำลังช่วยใคร เนื่องจากคนไทย 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ไม่มีกำลังพอ ที่จะจ่ายเงินโซลาร์เซลล์ เงินกู้ 200,000 ล้านบาท จะเป็นประโยชน์กับคนเพียง 2% แต่คนอีก 98% ต้องจ่ายหนี้ หากรัฐบาลอ้างว่า ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในโครงการนี้ได้ แต่คงจะเป็นคนชนชั้นกลางเท่านั้น พวกรากหญ้าคงไม่ต้องพูดถึง

"รัฐบาลควรจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ไปให้คนที่เดือดร้อนที่สุด ใครที่กำลังจะจมน้ำ ต้องช่วยให้รอดก่อน และต้องช่วยอย่างฉลาด ทำให้เกิดการหมุนของเงิน เพื่อดึงให้เศรษฐกิจพ้นวิกฤต ขณะนี้ SMEs ของไทยใกล้หมดลม รัฐบาลควรหันไปแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่ช่วยแต่ธุรกิจใหญ่ในขณะที่ธุรกิจย่อยกำลังล้มหายตายจาก แต่ธุรกิจใหญ่ร่ำรวยขึ้นมากมาย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รวยไม่ไหวแล้ว แต่ประชาชนจนไม่รอดแล้ว" นันทนา กล่าว

นันทนา ทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลยังคิดตื้น ๆ ด้วยกันกู้เงินมาใช้อย่างไม่คุ้มค่า ไม่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่เช่นนี้ วิกฤตเศรษฐกิจอาจจะส่งให้ท่านไปเป็นฝ่ายค้านในที่สุด แม้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ จะผ่านสภาฯ แต่ท่านก็จะได้ชื่อว่า เป็นรัฐบาลที่บริหารประเทศ โดยไม่เห็นหัวประชาชน

Senate-Anutin-Emergency-Decree-31Aug2026-SPACEBAR-Photo09.jpg

‘เอกนัฏ’ สับบทเรียน ‘ยืมเงินอนาคต-เฉือนภาษี’

ย้ำ วิกฤตพลังงานกระทบปีละ 5 แสนล้าน กางพิมพ์เขียว 2 ก้อน ลุยอุ้ม ปชช. มุ่งเป้า ควบคู่ตัดวงจรพึ่งพาตะวันออกกลาง

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภาอย่างตรงไปตรงมาว่า ผลกระทบจากสงครามและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของคนไทยในระดับ "หนักและสาหัส” สร้างความเสียหายปีละกว่า 500,000 ล้านบาท

เอกนัฏ ระบุว่า วิธีการแก้ปัญหาในอดีตมักวนเวียนอยู่กับการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งเปรียบเสมือนการดึงเงินของผู้ใช้น้ำมันในอนาคตมาชดเชยราคาปัจจุบัน หรือการเฉือนลดภาษีสรรพสามิตที่เป็นการลดรายได้แผ่นดิน ท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นการกู้เงินมาโปะ

ทว่าในรัฐบาลชุดนี้ ได้เริ่มใช้มาตรการทางกฎหมายเข้าไปกำกับดูแลผลประโยชน์ส่วนเกิน ของโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งที่พุ่งสูงผิดปกติในช่วงวิกฤต โดยประเมินตัวเลขจริงเป็นรายเดือนและดึงผลประโยชน์ส่วนเกินกลับคืนมาได้แล้วถึง 17,442 ล้านบาท นำมาลดราคาขายปลีกหน้าปั๊มให้ประชาชนโดยตรง ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างตัดต้นทุนค่าผ่านท่อเพื่อสกัดไม่ให้ราคาค่าไฟพุ่งสูงเกินจริง

Senate-Anutin-Emergency-Decree-31Aug2026-SPACEBAR-Photo10.jpg

สำหรับกรอบเงินกู้ 400,000 ล้านบาท เอกนัฏ ยืนยันว่า หากไม่จำเป็นรัฐบาลไม่อยากก่อหนี้ แต่สถานการณ์บังคับให้ต้องแบ่งสัดส่วนการใช้เงินออกเป็น 2 หน้างานอย่างชัดเจน โดย 200,000 ล้านบาทก้อนแรก มุ่งตรงไปที่การชดเชย และบรรเทาภาระค่าครองชีพให้ถึงมือประชาชนกลุ่มเปราะบางโดยตรง ไม่มีการนำไปจัดซื้อจัดจ้างที่เปิดช่องให้เกิดการรั่วไหล

และ 200,000 ล้านบาทก้อนที่สอง ปรับโครงสร้างสู่ความยั่งยืน นำไปลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน เพื่อตัดวงจรไม่ให้ประเทศต้องวนกลับมากู้เงินอุดหนุนซ้ำซากเมื่อเกิดวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลกในอนาคต เท่ากับเอาชะตาชีวิตประเทศไปผูกไว้กับตะวันออกกลาง

เอกนัฏ ย้ำทิ้งท้ายว่า แผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงมุ่งเน้น 3 มิติหลัก การขับเคลื่อนในครั้งนี้ เป็นการมองภาพรวมแบบครบวงจร ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านน้ำมันสู่น้ำมันชีวภาพ การเปลี่ยนเครื่องยนต์สันดาปสู่ระบบไฟฟ้า และการเปลี่ยนแหล่งผลิตไฟฟ้าจากการพึ่งพา LNG นำเข้าไปสู่พลังงานสะอาด เพื่อปลดล็อกความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาวอย่างแท้จริง

Senate-Anutin-Emergency-Decree-31Aug2026-SPACEBAR-Photo11.jpg

'เอกนิติ' เปรียบบ้านประเทศไทยหลังคารั่ว ถ้าเปลี่ยนหลังคา ก็ไม่ต้องหาถังมารองน้ำ

ยืนกรานความจำเป็นเร่งด่วน สู้วิกฤติเศรษฐกิจโลก ยัน ทุกโครงการมีความโปร่งใส-ตรวจสอบได้-ไม่มีโกง

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า ขอบคุณทุกความเห็น ทุกข้อสังเกตของสมาชิก ที่มีทั้งความเห็นที่แตกต่าง และสอดคล้องกัน ยืนยันว่า พ.ร.ก.กู้เงินเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพราะวิกฤติครั้งนี้ต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจในอดีต ตัวเลขเศรษฐกิจ ไตรมาส 2 ยืนยันได้ว่า ถ้าไม่มี พ.ร.ก.ฉบับนี้ วิกฤติจะหนักมาก มาเป็นระลอกๆ เป็นวิกฤติพลังงาน ไม่รู้จะจบเมื่อไร

โดยระลอกแรก วิกฤติน้ำมันตลาดโลกที่สูงขึ้น60-70% ระลอกสอง วิกฤติของแพง จากค่าขนส่งแพงขึ้น เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3% ระลอกสาม การบริโภคภาคเอกชนติดลบ ทำให้คนตกงาน ธุรกิจปิดตัว เริ่มเห็นสัญญาณกันแล้ว วิกฤติระลอกนี้ จะหนักมาก จะเป็นแผลเป็นเศรษฐกิจที่ลบไม่ออก

พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ 2 ข้อ คือ 1.เยียวยาประชาชน ช่วยลดค่าครองชีพ จากโครงการไทยช่วยไทยพลัส และ 2.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งประเทศไทยนำเข้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ สูงมากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย จนดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาสสองขาดดุลเกือบ 6 แสนล้านบาท ในไตรมาสเดียว เป็นความอ่อนแอเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน

“วันนี้บ้านประเทศไทยหลังคารั่ว ฝนตกแต่ละทีต้องหาถังมารองน้ำ แต่ถ้าเราซ่อมหลังคา เปลี่ยนหลังคา ก็ไม่ต้องหาถังมารองน้ำอีก เหมือนการกู้เงินมาเรื่อยๆ แต่ไม่ลงทุนเปลี่ยนหลังคา หรือเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยไม่รู้ว่าสงครามตะวันออกกลางจะจบเมื่อไร ถ้ามรสุมยังเข้ามาอีกหลายระลอก ก็ต้องไปซื้อถังมารอง ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดการนำเข้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หันมาใช้ของที่มาจากสินค้าเกษตรแทน” เอกนิติกล่าว

ส่วนข้อกังวลเรื่องความโปร่งใส และความคุ้มค่าในโครงการต่างๆ ตนเองได้ย้ำตลอดว่า การใช้เงินใน พ.ร.ก.ฉบับนี้ ต้องชัดเจน คุ้มค่า โปร่งใส มีการกลั่นกรองโครงการไม่ให้เกิดคอร์รัปชัน ทุกโครงการที่เสนอมา จะเปิดเผยบนเว็บไซต์ให้ตรวจสอบได้ วันนี้เราเข้มงวด ไม่เอาโครงการเก่ามาตัดแปะให้เกิดการรั่วไหล ทุกโครงการต้องตอบโจทย์ความคุ้มค่า ช่วยสร้างการจ้างงาน การพัฒนาทักษะให้คนไทย

“ทั้งหมดเป็นความตั้งใจให้เกิดความโปร่งใส ถ้าทุกคนช่วยกัน จะสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศ ไม่มีใครรู้ว่ามรสุมเศรฐกิจโลกจะมาอีกเมื่อไร แต่วันนี้ต้องสร้างบ้านให้แข็งแรง ไม่ให้เปียกฝน ต้องเปลี่ยนหลังคาประเทศไทย หากมรสุมมาอีก ประเทศไทยจะแข็งแกร่งกว่าเดิม” เอกนิติ กล่าว

Senate-Anutin-Emergency-Decree-31Aug2026-SPACEBAR-Photo12.jpg

สว. เห็นชอบ 135 เสียง ไม่เห็นชอบ 11 เสียง

สุดท้ายที่ประชุมวุฒิสภาลงมติเห็นควรอนุมัติ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ด้วยคะแนนเสียง เห็นด้วย 135 เสียง ไม่เห็นด้วย 11 เสียง งดออกเสียง 28 เสียง ไม่คะแนนเสียง 1 เสียง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์