ที่ประชุมวุฒิสภาเดินหน้าพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ภายหลังสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 10 ก.ย. โดย สว.หลายรายตั้งคำถามถึงทิศทางการจัดสรรงบประมาณ ทั้งประสิทธิภาพการใช้จ่าย การก่อหนี้ ภาระงบประจำ ตลอดจนความคุ้มค่าของงบลงทุน
ชำแหละ “งบประมาณแล้วแต่ดวง”
อาทิ นันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายว่า การอภิปรายงบประมาณปี 2570 ในสภาผู้แทนราษฎรตลอด 4 วัน 4 คืน ทำให้เห็นภาพงบประมาณชัดเจนขึ้น พร้อมตั้งชื่อเล่นงบประมาณปีนี้ว่า “งบประมาณแล้วแต่ดวง” โดยเปรียบงบประมาณเป็นเสมือน “ลายแทงแห่งอนาคตประเทศ” หากจัดสรรดีจะเป็นลายแทงสู่ขุมทรัพย์ แต่หากจัดสรรผิดทิศทางก็อาจกลายเป็นลายแทงสู่หุบเหว
นันทนาตั้งคำถามว่า งบประมาณปี 2570 ตอบโจทย์ประเทศและสร้างอนาคตให้ประชาชนได้จริงหรือไม่ พร้อมวิจารณ์ภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำต่อเนื่อง โดยเห็นว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและมีภูมิคุ้มกันลดลง
เธอระบุว่า IMF และธนาคารโลกคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวไม่เกิน 1.6% จึงตั้งคำถามว่ารัฐบาลกำลังใช้งบประมาณเพื่อแก้ปัญหา หรือเพียงซ่อนปัญหาไว้ภายใต้ตัวเลขงบประมาณที่เพิ่มขึ้น
‘ดีอี’ งบพุ่ง 33% เดิมพัน AI แต่ถูกตั้งคำถามความคุ้มค่า
ประเด็นแรกที่นันทนาหยิบยกคือ การปรับลดงบประมาณของกระทรวงหลักหลายแห่ง ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้รับงบเพิ่มขึ้น 33% พร้อมตั้งคำถามถึงการทุ่มงบประมาณกับเทคโนโลยีและ AI ว่าสามารถสร้างผลทางเศรษฐกิจได้จริงมากน้อยเพียงใด
โดยเฉพาะโครงการ TH-AI Passport ซึ่งใช้งบประมาณ 1.6 พันล้านบาท แต่นันทนาระบุว่า ตัวเลขความต้องการถูกปรับจากประมาณการเดิม 5 ล้านบัญชี เหลือ 1.5 ล้านบัญชี ขณะที่ผู้ใช้งานจริงยังไม่ถึง 5 แสนคน รวมถึงมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง จึงตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการจัดสรรงบประมาณด้านดิจิทัล
งบประจำ 73.6% - งบกลาง 7 แสนล้าน ถูกจับตา “เช็คเปล่า”
ประเด็นที่สองคือ งบรายจ่ายประจำซึ่งอยู่ที่ 73.6% หรือประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะค่าจ้างและเงินเดือนที่สูงกว่า 8 แสนล้านบาท หรือราว 22% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี
นันทนาเห็นว่า การลดงบประจำไม่ควรหมายถึงการลดเงินเดือน แต่ต้องมาจากการปฏิรูประบบราชการ เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ส่วนประเด็นที่สามคือ งบกลางกว่า 7 แสนล้านบาท หรือ 18.3% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งเธอตั้งคำถามถึงการตรวจสอบการใช้จ่าย พร้อมเปรียบว่า หากอนุมัติงบก้อนดังกล่าวโดยไม่มีรายละเอียดเพียงพอ ก็ไม่ต่างจากการ “ตีเช็คเปล่า” ให้รัฐบาล และตั้งข้อสังเกตว่างบกลางที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้สะท้อนการเพิ่มขึ้นของ GDP
เงินกู้ 7.88 แสนล้าน - หนี้สูง ถูกตั้งคำถามแผนใช้คืน
ประเด็นที่สี่คือเงินกู้ 7.88 แสนล้านบาท ซึ่งนันทนาตั้งคำถามว่าจะนำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจด้านใด ขณะที่หนี้สาธารณะอยู่ในระดับเกือบ 70% ของ GDP และหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 88% ของ GDP
เธอเตือนว่าการกู้เงินในวันนี้คือการนำภาระของอนาคตมาใช้ และรัฐบาลต้องมีแผนชัดเจนว่าจะบริหารจัดการหนี้อย่างไร พร้อมวิจารณ์รัฐบาลอย่างรุนแรงว่า หากกู้เพิ่มโดยไม่มีแนวทางสร้างรายได้มารองรับ อาจถูกจดจำในฐานะรัฐบาลที่ไม่รับผิดชอบต่ออนาคตประเทศ
สำหรับประเด็นที่ห้าคืองบลงทุนเกือบ 8 แสนล้านบาท นันทนาตั้งคำถามว่าประเทศจะได้รับผลตอบแทนอย่างไร เพราะการจัดทำงบประมาณที่ผ่านมาไม่ได้กำหนด KPI ที่ชัดเจน เช่น เงินลงทุนจำนวนหนึ่งต้องสร้างงานเท่าใด เพิ่ม GDP เท่าใด หรือลดต้นทุนภาคธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด และหากไม่บรรลุเป้าหมายก็ควรมีระบบพิจารณาตัดงบในปีถัดไป
“เศรษฐกิจโคม่า” พ่วงปมศรัทธารัฐบาล
นันทนายังวิจารณ์ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ราคาพืชผลการเกษตร SME และอุตสาหกรรมอนาคตไม่เพียงพอ ท่ามกลางกำลังซื้อที่อ่อนแอ การลงทุนจากต่างประเทศที่ไม่เข้ามาตามเป้าหมาย และภาค SME ที่เผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
พร้อมโยงไปถึงปัญหาที่ประชาชนตั้งคำถามต่อรัฐบาล ทั้งคดีเขากระโดง ปม “ฮั้ว สว.” การทุจริตสอบท้องถิ่น การกักตุนน้ำมัน ทุนเทาข้ามชาติ และปัญหาสแกมเมอร์ โดยเห็นว่าหากประชาชนขาดศรัทธาและความไว้วางใจ รัฐบาลย่อมบริหารงบประมาณก้อนใหญ่ได้ยาก
นันทนาจึงประกาศไม่เห็นชอบให้รัฐบาลอนุทินบริหารงบประมาณปี 2570
จี้ ‘กอ.รมน.’ วัดผลงานจากความปลอดภัย ไม่ใช่แค่ตัวเลขงบ
ด้าน อังคณา นีละไพจิตร สว. อภิปรายงบประมาณของหน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. ซึ่งได้รับงบประมาณปี 2570 กว่า 5,737 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 1,106 ล้านบาท
อังคณาตั้งคำถามถึงประสิทธิผลของการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งมีตัวชี้วัดด้านการลดความรุนแรงและสร้างความเข้าใจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่สถานการณ์ความรุนแรงยังเกิดขึ้นต่อเนื่องและมีแนวโน้มมุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น
เธอระบุว่าความรู้สึกไม่ปลอดภัยยังทำให้ประชาชนทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิมย้ายถิ่นออกจากพื้นที่ พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประสิทธิภาพด้านการข่าว และกรณีการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ต่อผู้เห็นต่าง
อังคณายังกล่าวถึงกรณีที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเกี่ยวกับการที่ กอ.รมน.ถูกระบุว่าเป็นผู้ควบคุม กำกับดูแล และจัดสรรงบประมาณให้เว็บไซต์แห่งหนึ่งเพื่อปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารโจมตีนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยศาลมีคำบังคับให้ กอ.รมน.ชดใช้เยียวยาความเสียหาย
ชายแดนใต้ยังรุนแรง จี้วัดผล กอ.รมน.จาก “สิ่งที่ประชาชนได้รับ”
อังคณาระบุว่า คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง กอ.รมน.ได้รับงบประมาณมากหรือน้อย แต่ต้องถามถึงตัวชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริง โดยยกกรณีวันที่ 22 ส.ค. ซึ่งมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าว่าอาจเกิดเหตุรุนแรงในพื้นที่ แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถป้องกันเหตุได้ และจนถึงขณะนั้นยังไม่สามารถนำผู้ก่อเหตุมาสู่กระบวนการยุติธรรมได้
นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงภารกิจด้านการขจัดภัยแทรกซ้อน โดยเฉพาะยาเสพติดและธุรกิจผิดกฎหมาย ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมและเหตุความรุนแรงในพื้นที่ พร้อมเสนอว่าการจัดสรรงบให้ กอ.รมน. ควรประเมินควบคู่ไปกับประสิทธิภาพของการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม
งบยุติธรรมถูกตัด ทั้งคุมประพฤติ-ราชทัณฑ์ ท่ามกลางภาระงานเพิ่ม
สำหรับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม อังคณาชี้ว่า กรมคุมประพฤติได้รับงบประมาณลดลง 2.47% ในปี 2570 ทั้งที่มีภารกิจสำคัญในการสอดส่องผู้ได้รับการปล่อยตัวหรือพักโทษ โดยที่ผ่านมาเผชิญปัญหาบุคลากรและงบประมาณไม่เพียงพออยู่แล้ว
ส่วนกรมราชทัณฑ์ได้รับงบลดลง 1.03% ขณะที่จำนวนผู้ต้องขังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อังคณาจึงตั้งคำถามว่าการลดงบประมาณโดยไม่วิเคราะห์ให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ต้องขัง จะทำให้กรมราชทัณฑ์สามารถดูแลผู้ต้องขังตามมาตรฐานสากล รวมถึงการฟื้นฟูพฤตินิสัยและคืนคนดีสู่สังคมได้อย่างไร
เธอยังชี้ว่าตัวชี้วัดเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านความยุติธรรมของไทยอยู่ในระดับเผชิญความท้าทายขั้นวิกฤต โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรม การรับรู้การทุจริต เสรีภาพสื่อ และการเข้าถึงความยุติธรรม ซึ่งล้วนมีผลต่อภาพรวมการพัฒนาประเทศและความพยายามเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD
สว.ลงมติ 145 ต่อ 5 ผ่านงบปี 70 ส่ง ครม.เดินหน้าต่อ
หลังการอภิปราย ที่ประชุมวุฒิสภาเวลา 15.34 น. ลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีผู้ลงมติ 162 คน เห็นชอบ 145 คน ไม่เห็นชอบ 5 คน และงดออกเสียง 12 คน ไม่มีผู้ไม่ลงคะแนนเสียง
ส่งผลให้วุฒิสภาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 พร้อมข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ และส่งต่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการต่อไป
“อนุทิน” ขอบคุณ สว. หนุนงบ 3.78 ล้านล้าน
ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในฐานะผู้แทนรัฐบาล กราบขอบคุณประธานและสมาชิกวุฒิสภา โดยระบุว่า ระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 ตนเองติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ จึงรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้มาร่วมรับฟังการพิจารณาด้วยตนเอง
อย่างไรก็ตาม เมื่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 เข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ตนเองตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะเดินทางมาขอบพระคุณสมาชิกวุฒิสภาด้วยตนเอง พร้อมระบุว่าการที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาล
นายอนุทินกล่าวว่า งบประมาณปี 2570 ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคง ประชาชนมีความสุข สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนในทุกมิติ
รับข้อห่วงใย สว. ไปปรับใช้
นายอนุทินยืนยันว่า คำแนะนำและข้อห่วงใยที่สมาชิกวุฒิสภาได้เสนอไว้ตลอดระยะเวลาการประชุม รัฐบาลจะรับไว้ด้วยความขอบคุณ และจะนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ อย่างเต็มที่
พร้อมกันนี้ นายอนุทินได้กล่าวขอบคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ทุกคนที่เสียสละเวลาและร่วมกันพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 อย่างเต็มที่จนการพิจารณาสำเร็จลุล่วง รวมถึงการจัดทำข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณ ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการ
รัฐบาลจะนำข้อสังเกตและข้อเสนอแนะดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดความคุ้มค่าและสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศ
ให้คำมั่นใช้งบโปร่งใส ตรวจสอบได้
นายอนุทินยังให้ความมั่นใจต่อสมาชิกวุฒิสภาว่า นโยบาย มาตรการ และงบประมาณที่ผ่านการพิจารณาครั้งนี้ จะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์และแผนงานที่กำหนด โดยรัฐบาลจะกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด
เป้าหมายสำคัญคือให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล และบรรลุผลสัมฤทธิ์ พร้อมย้ำว่าการดำเนินงานต้องสามารถตรวจสอบได้ตามนโยบาย เพื่อใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศภายใต้สถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
การผ่านร่างงบประมาณปี 2570 ของวุฒิสภาด้วยเสียงข้างมาก ถือเป็นอีกขั้นของการผลักดันงบประมาณวงเงิน 3.78 ล้านล้านบาทเข้าสู่การบังคับใช้ แต่การอภิปรายสะท้อนว่าโจทย์สำคัญไม่ได้จบลงที่การ “ผ่านงบ” หากอยู่ที่การพิสูจน์ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนเม็ดเงินมหาศาลให้เป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนจับต้องได้อย่างไร
ทั้งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ลดภาระหนี้ เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ยกระดับความมั่นคง และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรม ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่าจะใช้จ่ายอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตรวจสอบได้
จากนี้การติดตาม “ผลลัพธ์หลังงบผ่าน” จึงกลายเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลอนุทินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้




