เรื่องมันมีอยู่ว่า จากนี้ไปคือการช่วงชิงงบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ แต่ละกระทรวงเดินหน้าโครงการใช้งบประมาณ แค่ 2 กระทรวงใหญ่ คมนาคม และเกษตรฯ งบที่ขอรวมกันก็เกินครึ่งของเงินกู้แล้ว <>รับมือกับสถานการณ์เกินคาดถึง 3 เรื่องร้อน ๆ รัฐบาลอนุทินเริ่มจัดทรงเคลียร์ปัญหาเข้าที่ เข้าทาง <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
อึ้ง!!ชงใช้เงินกู้ 6.4.หมื่นล้านบาท
‘เด็กสุริยะ’ฟุ้งจุดพลิกเกษตรไทย
หลังพ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ‘ไม่ขัดหรือแย้ง’ กับมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญตามที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกไป นายกฯและรมว.มหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่า จะใช้เงินกู้ก่อนนี้ให้คุ้มค่า ทุกบาททุกสตางค์เพื่อประโยชน์ของคนในประเทศ
ขณะที่ฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น้อมรับคำวินิจฉัย พร้อมๆกับประกาศเดินหน้า ‘ตรวจสอบ’ การใช้เงินกู้โดยเฉพาะที่จะใช้เปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศวงเงิน 200,000ล้านบาท
เมื่อพ.ร.ก.ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามขั้นตอนรัฐบาลต้องเปิด ‘วิสามัญ’ เพื่อรายงานเรื่องนี้ต่อสภา ตามข่าวระบุว่า ไม่ปลายเดือนกรกฎาคม ก็ต้นสิงหาคมก่อนที่สภาสมัย‘ปกติ’ จะเปิดอีกทีในปลายเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้
ในมุม ‘ตรวจสอบ’ มีคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาที่มี ศุภชัย ใจสมุทร เป็นประธาน ‘ยืนจังก้า’รอตรวจสอบอยู่ แต่ในมุมของรัฐบาล โครงการต่างๆดูเหมือนจะยังไม่มีการเสนอแบบ ‘ทางการ’ เข้ามาที่คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่มี ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังนั่งเป็นประธานอยู่
‘ปลัดบั๊ด’ ปลัดกระทรวงการคลังคนที่19 ได้ระบุ ‘4 กฎเหล็ก’ หากมีการเสนอโครงการไว้ว่า ต้อง
1.มีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับแผนงานในพ.ร.ก.พูดง่ายๆคือ โครงการต้องใช้พลังงานใหม่
2.มีความจำเป็นเร่งด่วน
3.มีความพร้อมต้องทำทันที
4.มีความคุ้มค่า ที่สำคัญโครงการนั้นต้อง ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณและจำเป็นเร่งด่วนในระดับที่ไม่ ‘สามารถ’รอได้
เหมือนที่ดูจะชัดกว่าใครเพื่อนคือ ‘คมนาคม’ ที่เสนอเปลี่ยนผ่านโครงการเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะให้ใช้พลังงานไฟฟ้า วงเงิน 2.4 หมื่นล้าน บาทเป้าหมายทั้งสิ้น 80,000 คัน
ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์‘ขยับ’บ้าง เตรียมเสนอ 56 โครงการ วงเงิน 6.4 หมื่นล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรสู่การใช้พลังงานสะอาด ลดต้นทุน-ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรมว.เกษตรฯ(สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ)หรือที่เรียกกันว่า ‘เลขาต้น’ แจกแจงว่า จะขับเคลื่อนผ่าน 4 หน่วยงานหลัก คือ กรมชลประทาน, การยางแห่งประเทศไทย, กรมการข้าว และกรมวิชาการเกษตร โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์
ใน56โครงการจะเป็นโครงการของส่วนราชการ และองค์การมหาชน 44 โครงการ วงเงิน 49,083.27 ล้านบาท และโครงการของรัฐวิสาหกิจ 12 โครงการ วงเงิน 15,179.06 ล้านบาท ทั้งนี้รายละเอียดประเภท‘ไส้ใน’ นั้นยังไม่เห็น แต่‘เลขาต้น’ยืนยันว่า ระดับกระทรวงตอนนี้มีความพร้อมแล้ว น่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาได้ภายในสัปดาห์หน้า
‘กระทรวงฯ ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้โครงการของเกษตรกรได้รับการอนุมัติทั้งหมดที่จะเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรไทยสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียว’ เลขาต้น กล่าว
เอาเฉพาะ ‘คมนาคม-เกษตร’ 2 กระทรวง วงเงินรวมกันก็จะ ‘ครึ่งหนึ่ง’ ของวงเงินกู้เข้าไปแล้ว ปัญหาเวลานี้ จึงอาจจะต้องการแสดง ‘กำลังภายใน’ กันในพรรคร่วมรัฐบาล
ว่ากันว่า โครงการที่จะใช้เงินกู้นี่แหละจะชี้ถึงอนาคตของรัฐบาลผสม ‘น้ำเงินกับแดง’ ได้เป็นอย่างดี
<<<<<>>>>>
‘3ปมร้อน’โกงสอบ-ไฟไหม้-นอมิมี
3โต้โผ ‘อรรษิษฐ์-ชัชชาติ-บิ๊กราญ’
3 เรื่องควบที่กำลัง‘ร้อน’ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ดูๆไปแล้ว ต้องบอกว่ารัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ได้‘ควบคุมสถานการณ์’ไว้ได้แล้วแล้วในระดับที่‘น่าพอใจ’
กรณี‘โกงสอบท้องถิ่น’ เอาเฉพาะในส่วนของ มหาดไทย ใครโกง ใครสอบได้ ‘ปลัดป๊อบ’ หรือ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กำลัง‘รุกไล่’ ไปถึงขั้นเอา ‘คนโกง’ ออกไปและเอาคน‘สอบได้’เข้ามา ซึ่งทั้งหมดอยู่ในอำนาจการสะสางของ ‘มหาดไทย’ ขณะที่ข้าราชการ‘หน้าไหน’ทำผิดแล้วโยงใยไปฝ่ายการเมืองหรือ ‘ปลาตัวใหญ่’ นั้น กระบวนการสอบสวนอยู่ในมือของป.ป.ช. โดยมี‘ตำรวจ’ ตามตะครุบตามจับ แต่‘ไม้เด็ด’ ของงานนี้น่าจะอยู่ที่ปปง.ที่กำลังตาม‘เส้นเงิน’กันอยู่พัลวัน
มากรณี ไฟไหม้โรงโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ที่บัดนี้‘ขยายความ’หรือกำลังจะ‘ล้อมคอก’กันไปถึงกฎหมาย แต่เบื้องต้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา กทม.โดยผู้ว่าฯขัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ ‘สนธิกำลัง’กับ‘นครบาล’ใช้กลไก 50 เขตสำนักงาน กับ 88 สน.ทั่วกรุง ‘ปูพรม’ ลุยตรวจร้านอาหารกึ่งผับบาร์กว่า 1,000 แห่งทั่วกรุง ในระยะเวลา 1 เดือน
มาตรการนี้คือ ‘ชั้นต้น’ แต่ที่น่าสนใจคือการที่ กทม.ให้ประชาชนแจ้งเบาะแส ‘จุดเสี่ยง’ผ่าน Traffy Fondue ซึ่งถือเป็นเครื่องมือตรงกับประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาได้ผลมาแล้วกับการแก้ไขปัญหาในหลายๆเรื่อง ส่วนต่อไปน่าจะอยู่ที่การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งพ.ร.บ.สถานบริการ 2509 ,พ.ร.ฎ.จัดโซนนิ่ง ,พ.ร.บ.การสาธารณสุข 2535 และ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร 2522 กรณีสถานบันเทิงจึงมีชัชชาติเป็นโต้โผหลัก
ส่วนอีกกรณี ที่ต้องถือว่า ถ้าทำไม่ได้ ก็เสียหาย‘หลายแสน’กับการปราบปราม ‘นอมินี’ ต่างชาติ ที่ นายกฯอนุทิน ลงไปดูด้วยตัวเองกับตา ทั้งจ.ภูเก็ต ทั้งจ.สุราษฎร์ธานี
ที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ ก่อนเดินทางไปเยือน ‘จีน’ ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคมนายกฯเรียกประชุมด่วนเพื่อตามความคืบหน้า 1ในวงที่รับนโยบายไปแก้ไขมี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผบ.ตร. ซึ่งรับผิดชอบคดีนอมินีโดยตรงรวมอยู่ด้วย
สำหรับ ‘บิ๊กราญ’นั้นโดดเด่นจากกรณีทลายธุรกิจ ‘พ่อไทยทิพย์’มาแล้วก่อนหน้านี้
วันที่ 22 กรกฎาคมหรือวันพุธที่จะถึงนี้ ก.ตร.จะมีการ‘เคาะ’ ผบ.ตร.คนที่ 16 แทน ‘บิ๊กต่าย’ ที่กำลังเกษียณ ตามคิวจะมี ‘แคนดิเดต’อยู่ ‘4 บิ๊ก’ แต่ที่ดูวงในให้ข้อมูลมาว่า ‘บิ๊กราญ’ นั้นมาแรงกว่าใครเพื่อน
ยิ่งสถานการณ์ ‘ประจวบเหมาะ’ งานนี้บอกได้เลยว่า ‘นวลมา-นอนมา’แน่นอน




