เรื่องมันมีอยู่ว่า คดีโกงการสอบท้องถิ่นครบกำหนด 7 วันตามคำสั่งของรัฐบาล ผลลออกมายืนยันว่ามีการทุจริต แต่สุดท้ายน่าจะจบที่ปลาเล็ก ปลาน้อย ส่วนตัวการใหญ่ก็ลอยนวลต่อไป เหมือนคดีที่ผ่านมา<> นโยบายฟรีวีซ่าของรัฐบาลกลายเป็นตัวการใหญ่ของขบวนการขนยาเสพติดข้ามประเทศ <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
ผลสอบ‘7วัน’ยันทุจริตชัดเจน
‘หนู’ชี้เป้า‘ปลายปี68’เริ่มโกง
ยังยืนยันว่า ‘สั่งวันนี้ เสร็จเมื่อวาน’ ยังใช้ได้อยู่ที่ ‘มท.หนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยพร้อมคณะชุดใหญ่ ‘ไฟกระพริบ’ แถลงข่าวผลการสอบสวน 7วัน ที่มี นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน
มีข้อสรุปที่น่าสนใจหลายประเด็น
1. ‘ชัดแจ้งแดงแจ๋’ ว่ามีการ ‘ทุจริต’ เกิดขึ้นจริงแน่เป็น ‘ส่วนใหญ่’ ด้วยถึงขนาดที่มท.หนูใช้คำว่า
‘ไม่ต้องถามมันแล้วครับ เพราะว่ากระบวนการนี้มันทุจริตแน่นอน’

ประเด็นต่อมาที่ ประธานการสอบสวน 7 วัน อย่างนายสันติธร ระบุว่า หลังเชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง15 ราย มาให้ข้อมูล ทั้งด้วยตนเองและผ่านเอกสาร ตลอดจนเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดพร้อมเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีมาให้ข้อมูลและคำแนะนำพบว่า จากการตรวจสอบกระดาษคำตอบที่ศูนย์สอบทั้ง 10 ศูนย์ พบว่าผู้รับจ้างไม่ได้จัดส่ง‘ไฟล์ข้อมูล’ ภาพถ่ายกระดาษคำตอบที่ปรากฏผลคะแนนให้กรมในทันทีเมื่อตรวจคำตอบแล้วเสร็จ
เมื่อสุ่มตรวจ‘แฟลชไดร์ฟ’ ที่เก็บอยู่ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ซึ่งในนั้นจะบันทึกไฟล์ข้อมูลภาพถ่ายกระดาษคำตอบทั้งหมดกับประกาศผลคะแนนที่แจ้งมา ปรากฏว่าจากการสุ่มตรวจเพียง 79 ราย พบความ‘ผิดปกติ’สูงถึง 48 ราย หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 60 ของจำนวนที่สุ่มตรวจ
2.ในขั้นตอนการประกาศผลผู้มีสิทธิ์สอบภาค ค.ผู้รับจ้างได้ส่งผลการประมวลภาค ก. ภาค ข. และภาษาอังกฤษให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการตามกฎหมายที่ดูแลการสอบด้วยวิธีการจัดส่งเป็นแฟลชไดร์ฟและเสนอให้ กสถ. พิจารณาให้ความเห็นชอบ
ซึ่งข้อมูลสรุปออกมาได้ว่า ‘ไม่ปรากฏ’ว่า กสถ. ได้นำข้อมูลในแฟลชไดร์ฟที่บันทึกข้อมูลภาพถ่ายกระดาษคำตอบที่ปรากฏผลคะแนนภาค ก. และภาค ข. มา ‘สอบทาน’กับประมวลผลภาค ก. ภาค ข. และวิชาภาษาอังกฤษที่ผู้รับจ้างได้ส่งให้แต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นพบว่าภายหลังจากที่ กสถ. ได้เห็นชอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบภาค ค. แล้ว ยังมีการเข้าไปแก้ไขข้อมูลก่อนส่งไปประกาศในระบบสารสนเทศอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
มาถึงตรงนี้ ดูเหมือนว่า กสถ.นั่นแหละ ‘มีปัญหา’ ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ‘มท.หนู’ระบุว่าขบวนการนี้มีการใช้ AI สร้างกระดาษคำตอบ (Answer Sheet) ปลอมขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ให้มีรอยฝนดินสอที่สมบูรณ์และสอดคล้องกับคะแนนที่ถูกแก้ไข เพื่อปกปิดร่องรอยการทุจริตและหลอกลวงการตรวจสอบ
มท.หนู ระบุต่อว่า เบื้องต้นพบข้าราชการในสังกัดสถ. 5 ราย ที่มีมูลความผิดวินัยร้ายแรง และและมี บริษัทเอกชนผู้รับจ้างและบุคคลภายนอกมีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งทั้งหมดนี้คือ ‘อาญาแผ่นดิน’และ‘ขายชาติ’ทั้งนี้จะได้ให้ ‘7 หน่วยงาน’ ที่มหาดไทยได้เซ็น MOU ไว้ตั้งแต่ปี 2560 สืบสวนสอบสวนอย่างเป็นอิสระต่อไป
‘มท.หนู’ ยังได้เล่าถึงปี 2560 ในฐานะรมว.มหาดไทยได้สั่ง‘ยกเลิกการสอบ’ แล้วให้ ใช้ ‘กลไกใหม่’ ซึ่งใช้เวลากว่า 2 ปี กว่าที่จะมีการสอบในรอบที่สองนี้ เชื่อว่าในช่วงที่ดำเนินการสอบจนมีปัญหาในครั้งนี้คือ‘ปลายปี 2568’ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคงคิดว่าไม่มีใครมาตรวจสอบ
‘มันเป็นเรื่องที่กระทำในขอบเขตอำนาจของกรม รัฐมนตรีหรือนายกฯไม่สามารถจะไปรู้เรื่องทุกเรื่องได้ทั้งหมด ถ้างั้นมันก็เป็นการทำงานแบบล้วงลูกไปทั้งหมดมันก็ไม่ได้’ นายอนุทิน ระบุ
อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับมาในสมัยที่ 2 การทุจริตครั้งนี้ก็คงเป็นที่ผิดความคาดหมายของขบวนการ พวกเขาจึงต้องไปแก้ไขคำตอบและไฟล์ข้อมูลให้ถูกต้อง
ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างคือ สั่งการให้ชะลอการ‘บรรจุ’ ข้าราชการจากการสอบรอบดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายและเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนแต่ในการประชุมของ ‘กสถ.’ ส่วนใหญ่ที่มาจากภายนอกกลับ‘ไม่เห็นด้วย’ และได้ลงมติให้ ‘บรรจุ’ ต่อไป ซึ่งจะต้องไปว่ากันตาม ‘หลักฐาน’ ว่าทำไมถึงให้เดินต่อไป ทั้งที่พอจะทราบแล้วว่ามันมีความ ‘ไม่โปร่งใส’
‘ผมมั่นใจว่าจากนี้ไปข้อมูลจะหลั่งไหลเข้ามาอีกเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตำแหน่งว่าง การพักราชการ การย้าย หรือการลาออก ผู้ที่ทำผิดจะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้’
พูดยังไม่ทัน‘ขาดคำ’จู่ๆก็เกิดข่าวการ ‘ลาออก’ ของ รัชพงศ์ ชูแก้ว ในฐานะเลขานุการรมว.คมนาคม ที่มีพิพัฒน์ รัชกิจประการนั่งอยู่ ท่ามกลาง‘ข่าว’ว่า มีญาติ ‘สอบได้’ ในรอบนี้กับเขาด้วย
สรุปว่า ‘7 วัน’ ผ่านไป นอกจาก สถ.ที่มีปัญหา กสถ.ก็กำลัง ‘งานเข้า’ อย่างจังเบอร์
<<<<<>>>>>
ขึงขัง‘ล้อมคอก’สู้แก๊งขนยา
งงทั้งบาง!ไม่มีเครื่องตรวจจับ
น้องๆ ‘สลิ้งแตก’ อีกครั้ง ตามคิววันนี้ (3 กรกฎาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย จะนั่ง ‘หัวโต๊ะ’ เรียกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องประชุมโดยเฉพาะ ‘ศุลกากร-การท่าฯ’ เพื่อ ‘ล้อมคอก’ พร้อมติดตามความคืบหน้า ‘แอร์รับหิ้ว’ ของน้องมีนา การบินไทย ที่ถูก ‘ออสเตรเลีย’ จับได้คาสนามบินว่า ขนเฮโรอีนเข้าประเทศ
ในแง่‘ความช่วยเหลือ’น้องมีนา จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ ในแง่ของการ ‘สอบสวน’ จะเป็นหน้าที่ของป.ป.ส.ประสานตำรวจออสเตรเลีย ที่ล่าสุด ‘ตามตะครุบ’ 2 สามีภรรยาชาวลาวหลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในการนำ ‘กระเป๋าช้าง’ มาให้น้องมีนา ขณะที่ฟากออสเตรเลียก็คืบหน้า ‘คนมารับของ’ และ ‘คนโอนเงิน’
ขณะที่ในมุม กระทรวงคมนาคมที่ว่าด้วยการ ‘ตรวจเข้ม’ ขาออก ซึ่งก่อนหน้านี้ ‘โกเกี้ยะ’ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ออกมาระบุว่า การตรวจขาออกเน้นด้านความมั่นคง พร้อมส่งสัญญาณว่า บ้านเรายังไม่มีเครื่องตรวจจับยาเสพติด
การให้สัมภาษณ์ดังกล่าว นำมาซึ่งคำถามดัง ๆ ว่า ‘เป็นไปได้’ ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยประกาศทำ ‘สงคราม’ กับยาเสพติดมาไม่รู้กี่สิบปี
ได้ยิน นายนิยม เติมศรีสุข อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้ให้ข้อมูลกับสังคมผ่านรายการ ‘ข่าวข้นคนข่าว’ ว่า เครื่องเอกซเรย์สัมภาระที่ใช้งานในท่าอากาศยานมีขีดความสามารถในการ‘ตรวจจับ’ยาเสพติดได้แน่นอน
แต่ประเด็นสำคัญในทางปฏิบัติขึ้นอยู่กับ ‘การตั้งโหมดระบบสั่งการ’ ของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ว่าจะมุ่งเน้นไปที่วัตถุประเภทใดเป็นพิเศษ
‘เครื่องมันมีคุณสมบัติที่ทำได้ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าการตั้งโหมด มันไปตั้งโหมดที่ให้ความสำคัญ หรือมุ่งเน้นไปที่ตัวไหน เช่น ตรวจสอบอาวุธ ตรวจเรื่องโลหะ ตรวจยาเสพติด หรือวัตถุระเบิด ซึ่งเครื่องจะแสดงผลออกมาเป็นสีที่แตกต่างกันตามกลุ่มวัตถุ หากพบสิ่งต้องสงสัยก็ต้องเรียกเปิดกระเป๋าเพื่อยืนยัน’
การที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบออกมาชี้แจงในตอนแรกว่าเครื่องเอกซเรย์ตรวจจับยาเสพติดไม่ได้ จึงถือเป็นการชี้แจงที่‘ผิดพลาด’และขัดต่อสามัญสำนึก (Common Sense) อย่างยิ่ง’ นายนิยม ระบุและว่า มาตรการตรวจสัมภาระตามหลักการแล้วต้องตรวจค้นผู้โดยสารและบุคลากรทุกคนอย่าง‘เท่าเทียม’ ไม่เคยมีข้อยกเว้นสำหรับลูกเรือตามที่มีกระแสข่าวลือ
อดีตเลขาฯป.ป.ส.ระบุว่า ปัญหาเวลานี้คือ ‘นโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว’ หรือ ‘ฟรีวีซ่า’ ที่ส่งผลให้มีผู้เดินทาง ‘หนาแน่น’ จนกลายเป็น ‘แรงกดดัน’ เรื่องเวลาจึงเลือกที่จะ‘ปล่อยผ่าน’ ในบางกรณีเพื่อความรวดเร็ว จนกลายเป็น ‘ช่องโหว่’ ให้ขบวนการค้ายา ‘ฉวยโอกาส’
ดูเหมือนกรณี ‘ฟรีวีซ่า’นั้น ปัจจุบันรัฐบาล ‘สั่งยกเลิก’ในกรณีฟรีวีซ่า60ไปแล้วกว่า90ประเทศ เพื่อแก้ปัญหา‘ทุนเทา’ที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอาชญากรรมทุกรูปแบบ
ถือเป็นทั้ง ‘ภัยความมั่นคง’ และ‘ภัยสังคม’ที่รัฐบาล ‘หนู’ ต้องตามบู๊ ตามแก้ ตามกวาดล้าง ยากแล้วที่จะ‘หลีกภัย’ให้พ้นตัวไปได้ 4 เดือนกับการเป็นรัฐบาล ‘หนู2’ งานหนักกว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ




