เรื่องมันมีอยู่ว่า นับเป็นสถาบันการเมืองเก่าแก่แห่งเดียวของการเมืองไทย พรรคประชาธิปัตย์ครบ 80 ปี มาพร้อมกับแคมเปญกาลครั้งหนึ่ง ณ บ้านฟ้า หัวหน้าพรรคเชิญศิษย์เก่าทุกรุ่นมาร่วมงาน โดยไม่สนใจสีเสื้อ <> เหลี่ยมทางการเมืองของพรรคส้มด้วยการใช้ พ.ร.บ.อำนาจ เรียกนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมหาดไทยเข้าชี้แจงกรณีโกงสอบท้องถิ่น <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
8 ต.ค.‘คืนสู่เหย้า’ประชาธิปัตย์
ชุมนุม‘ศิษย์เก่า’ครบรอบ80ปี
จะด้วยเพราะปีนี้เป็นการครบรอบ 80 ปี พรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองที่ถูกเรียกว่า ‘สถาบันทางการเมือง’ ที่มีสัญลักษณ์เป็น ‘พระแม่ธรณีบีบมวยผม’ และมีคำขวัญประจำพรรคว่า ‘สจฺจํ เว อมตา วาจา’ (สัจจัง เว อะมะตา วาจา) ที่หมายความว่า ‘คำสัตย์แล เป็นวาจาไม่ตาย’ หรือในความที่คุ้นกันว่า ‘ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย’
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 7 ที่มารับไม้ในปัจจุบัน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีแนวคิดที่จะ‘บอกเล่า’ที่มาที่ไป ตลอดเส้นทางการเมืองทั้งร้อน ทั้งหนาว ด้วยการเชิญ ‘ศิษย์เก่า’ ที่มีชีวิตเข้าร่วมงาน
แม้จะเป็นการชุมนุมศิษย์เก่าซึ่งทั้งเป็นสส.และอดีตสส.มาร่วมงาน แต่ไม่ได้มีเป้าหมาย ‘การเมือง’เพราะ‘เป้าหลัก’คือการสะท้อนเรื่องราวพรรคที่อยู่คู่การเมืองไทยมายาวนาน

ว่ากันว่างานนี้ ‘อภิสิทธิ์’ และทีมงาน ส่งทั้งการ์ดเชิญ หาเบอร์ และโทรศัพท์ไปเชื้อเชิญด้วยตัวเอง โดยเฉพาะ‘หัวหน้าพรรค’ ที่ต่อสายหา ‘ศิษย์เก่า’ ระดับผู้หลักผู้ใหญ่
ไม่ว่าจะเป็น อุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานสภาผู้แทน , วีระ มุสิกพงศ์ ,วันมูหะมัดนอร์ มะทา ,ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ,อนันต์ อนันตกูล อดีตเลขาธิการพรรค,ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานสภาผู้แทน
ในกรณีของ ‘สารวัตร’ ว่ากันว่า ทันทีที่ได้รับสาย และรู้เรื่องราว ‘คนอยู่บางบอน’ บอกว่า ดีใจที่พรรคไม่ลืมชื่อ และ‘ตกปากรับคำ’ ว่าจะมาร่วมงาน
ในรายของ ‘ลุงกำนัน’ ที่ลาออกครั้ง กปปส.ก็จะมา ขณะที่ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ที่ระยะหลังมีปัญหาสุขภาพก็บอกว่า งานนี้ยังไงก็ต้องมา
ขณะที่ศิษย์เก่าค่ายสีแดงอย่าง ‘อ้ายยงยุทธ’ ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตเลขาธิการนายกฯ (ทักษิณ ชินวัตร)ก็ถูกเชิญ หรือแม้แต่ ‘ไอติม’ พริษฐ์ วัชรสินธุ ที่เริ่มเดินบนถนนการเมืองกับค่ายสีฟ้า แต่ไปเบ่งบานที่ค่ายสีส้ม ก็เห็นว่าจะ‘ร่วมรำลึก’ ด้วยเช่นกัน
ข่าวว่ารวม ๆ แล้วมีศิษย์เก่าได้รับการเชื้อเชิญมากกว่า 200 คน เร็วๆนี้ ‘หัวหน้ามาร์ค’คงได้แถลงข่าวบอกกล่าวถึง ‘จุดประสงค์’ ของการคืนสู่เหย้า
งานจะถูกจัดขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคมที่โรงแรมดิแอทธินี โฮเทล แบงค็อก (โรงแรม พลาซ่า แอทธินี เดิม) เริ่มงาน 18.05 น. ใครจะไป‘ร่วมงาน’ การ์ดเชิญระบุว่า ขอให้มี ‘สีฟ้า’ ติดตัวไปด้วย
งานช้างขนาดนี้ รถติดแน่นอน ดังนั้นใครไม่เกี่ยวโปรด‘กรุณา’ หลีกเลี่ยงเส้นทาง 555
<<<<>>>>>>
‘โรม’เล่นแรงงัดพ.ร.บ.อำนาจฯ
เรียก‘อนุทิน-นฤชา’แจง‘โกงสอบ’
ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการทางกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร ‘โรม’ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก Rangsiman Rome ระบุว่า กรรมาธิการ(กมธ.มีมติเสียงข้างมาก 7-5 (งดออกเสียง 1) ให้ใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย,นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง และมีมติ 12-0 (งดออกเสียง 1) ใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียก ศ.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดี มศว. ให้‘ชี้แจง’ในวันที่ 8 ตุลาคมที่จะถึงนี้ในเรื่อง ‘ทุจริตสอบท้องถิ่น’
ตามข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมาพบว่า มีผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนรวม 5,925 ราย แบ่งเป็นผู้ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งแล้วและดำเนินการเพิกถอนการบรรจุ 3,868 ราย ในจำนวนนี้‘ยินยอม’ลาออกเอง 146 ราย ส่วนอีก 2,057 ราย เป็นผู้ที่ยังไม่ได้รับการบรรจุ จึงไม่ให้มีการบรรจุแต่งตั้ง
ประเด็นของเรื่อง ‘ไม่ได้’ อยู่ที่เนื้อเรื่อง แต่อยู่ที่‘วิธีการเชิญ’ นายกฯและรมว.มหาดไทย มาชี้แจง กมธ.ด้วยการใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติ
พ.ร.บ.อำนาจเรียก มีชื่อเต็มๆว่า พระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้หลัง ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อมิถุนายน2568
เป็นพ.ร.บ.ที่ทำหน้าที่ ‘แทน’พ.ร.บ. คำสั่งเรียกฯ พ.ศ. 2554 ที่‘ขัดรธน.’ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ซึ่งเป็นผลมาจากการที่นายไพบูลย์ นิติตะวันยื่นเรื่อง หลังกมธ.ในขณะนั้น ใช้พ.ร.บ.คำสั่งเรียก เพื่อให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯในขณะนั้นมาชี้แจง
ตามหลักการกฎหมายนี้‘มุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพ’การตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะ มาตรา 14 ของพ.ร.บ.ดังกล่าวที่ระบุว่า
‘เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดไม่ส่งเอกสาร หรือไม่มาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็นตามที่คณะกรรมาธิการเรียกตามมาตรา 7 หรือมาตรา 8 โดย ‘ไม่มีเหตุอันสมควร’หรือจงใจส่งเอกสาร หรือให้ข้อเท็จจริงหรือแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อคณะกรรมาธิการซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามพรบ.นี้ให้ถือว่าไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการและเป็นความผิดทางวินัย’
หากเป็น ‘นายกฯ’ หรือ รมต.จะถือว่า ‘จงใจ’ขัดต่อกฎหมาย และนำไปสู่การ ‘ถอดถอน’ได้ งานนี้เรื่องของกฎหมายนั้นมุมหนึ่ง ขณะที่อีกมุมหนึ่งคือ ‘เชิงการเมือง’ ที่ต่างฝ่ายต่าง ‘ชิงไหวชิงพริบ’
สมมุติว่าถ้า ‘นายกฯและมท.หนู’ ไม่มาก็จะ ‘จงใจ’ ขัดกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่‘ผู้นำ’ไม่ควรทำให้เป็น‘แบบอย่าง’ เรื่องโกงสอบถ้า มท.หนู จัดการเองกับมือ‘เรื่องแค่นี้’ไม่มีกลัวอยู่แล้ว




