เรื่องมันมีอยู่ว่า สถานการณ์สร้างวีรบุรุษได้ ก็สร้างผู้ล้มเหลวได้เช่นกัน เหตุการณ์น้ำท่วมก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า กลไกภาครัฐไม่เคยรับมือเหตุประสบภัยใหญ่ ๆ ได้อย่างเป็นระบบ <> ถึงน้ำจะท่วมการตัดสินของ 9 ตุลาการ กรณีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งจะมีคำตอบว่าลับหรือไม่ลับในวันที่ 28 กันยายนนี้ <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
‘หนู’รับไม่รู้เรื่องภาษา‘กรมอุตุฯ’
สั่งแก้เน้น‘สั้น-กระชับ-เข้าใจ’
ความต่างระหว่าง‘น้ำท่วมปี 2554’ กับน้ำท่วมกทม.26-27-28 กันยายนคือ ปี 2554 นั้นคือ ‘น้ำเหนือ’ ขณะที่ ปัจจุบันคือ ‘น้ำจากฟ้า’ แต่ไม่ว่าจะน้ำจากไหน หากเกิด ‘น้ำท่วม’ ล้วนสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น ยิ่งเกิดในกทม.ยิ่งความเสียหาย ‘มหาศาลล้านแปด’
อย่างที่พอจะทราบกัน ปัจจุบัน กทม.นัันมี ‘ศักยภาพ’ในการระบายน้ำได้‘จำกัด’ สภาพน้ำท่วม กทม.รอบนี้ การระบายน้ำไม่ใช่‘ปัญหาหลัก’ เหมือนที่ผ่านมา แต่ปัญหาหลักคือการ ‘แจ้งเตือน’ ซึ่งเป็น‘ส่วนหนึ่ง’ในการบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ขณะนี้มี 2 ส่วนที่กำลังตกเป็น ‘จำเลย’ ส่วนแรกคือ กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดีอี กับอีกส่วน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กระทรวงมหาดไทย

หลังกลับจากราชการต่างประเทศ ‘นายกฯหนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ยอมรับหลังเรียกประชุมครม.นัดพิเศษที่ให้ ‘หยุดกรณีพิเศษ’ 4 จังหวัดประกอบด้วย กทม.,นนทบุรี ,ปทุมธานี และสมุทรปราการ ระหว่างวันที่ 28-29 กันยายนนี้ว่า ‘คำสั่งไม่ได้ล่าช้า แต่เนื้อหาเข้าใจยาก’
‘สำหรับการแจ้งเตือนที่ผ่านมามีการแจ้งเตือนมาตลอด แต่ผมมองว่า บางทีแจ้งแล้วประชาชนไม่เข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์ต่างๆ อย่าว่าแต่ประชาชนไม่รู้เรื่องเลย ขนาดผมอ่านยังไม่รู้เรื่อง และคนไม่ต้องรู้หรอกว่า สาเหตุมันมาจากอะไร จึงขอให้เน้นให้การสื่อสารใช้ภาษาสั้น กระชับ เข้าใจเลย เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมการ อพยพ ขนของ ให้ปลอดภัย’
‘อย่าว่าแต่ประชาชนไม่รู้เรื่องเลย ขนาดผมอ่านยังไม่รู้เรื่อง’ นี่คือสิ่งที่ ‘สะท้อน’ ว่า หากการ ‘แจ้งเตือน’ทันท่วงที ทั่วถึง และเข้าใจ‘ถ่องแท้’ สถานการณ์ที่ว่าหนักอาจจะ‘บรรเทาเบาบาง’ลงได้บ้าง
ก็ไม่แปลกหากผู้คนเขาจะพูดกันว่า มท.หนูนั้น ‘สั่งวันนี้ แต่งานเสร็จเมื่อวาน’ ในขณะที่หน่วยงานด้านการแจ้งเตือน กลับ ‘เตือนวันนี้ แต่น้ำท่วมไปแล้วเมื่อวาน’
ที่สำคัญการยืนยันว่า ‘เอาอยู่’ ยิ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดกันเข้าไปใหญ่ ที่สำคัญไปตอกย้ำการ ‘เอาอยู่’ เหมือนเมื่อปี 2554 ยังไงยังงั้น
หากจะ ‘ปรับภาษา’ กันก็น่าจะดีเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน เพราะไหนๆรัฐบาลก็ตั้ง คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติหรือ กปช.ชุดใหม่ ชุดที่มี ‘พี่ดี้’ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดังเป็น 1ในนั้น ขึ้นมาแล้ว ก็‘ประเดิม’ งานด้วยการ‘ปรับ’ ภาษาของ‘กรมอุตุ’ และการแจ้งเตือนของปภ.เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ
พูดถึงกรมอุตุนิยมวิทยา น้อยคนจะรู้ว่าผู้ให้กำเนิดกรมนี้คือ ‘เสด็จเตี่ย’ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ตั้งแต่ปี 2466 โน่นก่อนจะ‘ยกฐานะ’ เป็น‘กรม’ สังกัดกองทัพเรือในปี 2485 ก่อนย้ายมา สำนักนายกรัฐมนตรี และไปสังกัดกระทรวงคมนาคมในปี 2515 แต่หลัง ‘ปฏิรูประบบราชการ’ ปี2545 กรมอุตุก็ย้ายไปสังกัด กระทรวงดีอี
‘กรมอุตุ’ มีภาษาเฉพาะ เป็นภาษาพยากรณ์อากาศ ที่‘หลายคำ’สังคมปัจจุบันไม่เข้าใจและ‘ตีความ’ไม่ตรงกัน ในอดีตจนถึงปัจจุบันนั้นกรมอุตุ หากจะพูดถึงอธิบดี ต้องยอมรับว่า ‘สมิทธ ธรรมสโรช’ สังคมก็แทบจะ ‘จดจำ’ไม่ได้
หลักการสำคัญของการ‘แจ้งเตือน’คือ ทันการณ์ และเข้าใจตรงกันทั้งสังคม ประเภทคำว่า ‘เอาอยู่’นั้นไม่ใช้ควร ขณะที่คำว่า ‘ถอดบทเรียน’ ก็ซ้ำซาก แต่‘สุดท้าย’ จับต้องอะไรไม่ได้‘เป็นชิ้นเป็นอัน’
‘ภาษา’นั้นพัฒนาไปตามยุคสมัย การจะ‘ปรับเปลี่ยน’ดูยังไงก็น่าจะดีกว่าปล่อยให้ ‘กำกวม’ อยู่อย่างนี้
<<<<>>>>
ลุ้น‘หมู่-จ่า’บาร์โค้ดเลือกตั้ง
‘9ตุลาการ’ชี้ปม‘ลับ-ไม่ลับ’
แม้ 28-29 กันยายนรัฐบาล จะประกาศให้เป็น‘วันหยุดพิเศษ’ แต่การ‘วินิจฉัย’ของศาลรัฐธรรมนูญจะยังเป็นไปตามกำหนดเดิม คือเวลา14.00 น.ของวันที่ 28 กันยายน
หลังผ่านมา 7 เดือนนับจากวันเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 ‘สังคมไทย’จะได้รู้ ‘หมู่ หรือ จ่า’จากกรณีที่กกต.นำบัตรเลือกตั้งที่มี บาร์โค้ด(Barcode)หรือ ‘รหัสแท่ง’ มาใช้จนเกิด เสียงวิจารณ์ว่า ทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไป ‘โดยลับ’ ตามที่ มาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดว่า ให้การเลือกตั้ง สส.นั้นใช้วิธี ‘ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ’
ยิ่งไปดูเอกสารความมุ่งหมาย และคำอธิบายประกอบที่จัดทำโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้‘ขยายความหมาย’ของ ‘การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ’ไว้ว่า บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด
บาร์โค้ดหรือ‘รหัสแท่ง’ที่เป็นปัญหา นั้นกกต.นำมาใช้ในบัตร‘สีชมพู’ซึ่งใช้เลือก ในการเลือกสส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ส่วนบัตร‘สีเขียว’ใช้เลือก สส.เขตเลือกตั้ง ไม่มี‘บาร์โค้ด’ แต่มีคิวอาร์โค้ด (QR code)ซึ่งกกต.เคยใช้ในการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2566 ส่วนบัตร‘สีเหลือง’ที่ใช้ลงประชามติสีเหลืองซึ่งใช้ออกเสียงประชามติไม่มี ‘ทั้งคู่’
‘ปมใหญ่’ คือคำว่า ‘ลับ’ ซึ่งถูกมอง 2 มุม มุมหนึ่งนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯเคยระบุว่า
‘คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่ระบุว่า การเลือกตั้งต้องทำโดยตรงและลับ มันไม่ได้หมายความว่าเป็นความลับตอนไหน แต่มันหมายความว่า ต้องเป็นความลับตลอดเวลา คือ เป็นความลับไปกับโลกนี้เลย ถึงเรียกว่าลับ ถ้าลับแบบหลังจากเลือกไปแล้ว อีก 2 เดือน มาเปิดดูกันได้ แล้วก็รู้กันว่าใครนั้น ถือว่าได้เลือกตั้งโดยลับไปแล้ว พูดแบบนั้น พูดไม่ได้ เพราะว่ามันถูกเปิดเผยออกมาแล้ว’
ขณะที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกฯมองว่า
‘ไม่มีประเทศไหนเคยวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะมีบาร์โค้ดหรือ คิวอาร์โค้ด หรือความเห็นที่ว่า "มาตรา 85 ที่บัญญัติให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยโดยตรงและลับ กูรูบางคนไปไกลเข้าทำนอง เหาะเกินลงกา ว่า ลับหมายถึงลับทั้งโลก ไม่ให้มีใครรู้เลยทั้งโลก’
คาดการณ์ว่า ‘คำวินิจฉัย’ นั้นออกได้ ‘2 ทาง’ คือ ‘ลับ-ไม่เป็นโมฆะ’และ ‘ไม่ลับ-เป็นโมฆะ’ หากเป็นกรณี ‘ไม่ลับ’ จะทำให้การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์เป็น‘โมฆะทั้งหมด’ หรือเป็น ‘โมฆะเฉพาะ’การเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ส่วนกรณี ‘ลับ’ ผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ก็‘ชอบ’ ด้วยรัฐธรรมนูญ
มี‘ปมกฎหมาย’ ต่ออีกว่า ถ้าสส.ปาร์ตี้ลิสต์‘เป็นโมฆะ’ จะกระทบตำแหน่งนายกฯหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่กระทบ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้กำหนดคุณสมบัตินายกฯ ว่าจะต้องเป็น สส. แต่จะกระทบ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ เพราะตำแหน่งนี้ต้องเป็น สส.
นอกจากนี้จะเกิดข้อถกเถียงว่า หากต้องเลือกตั้งสส.ปาร์ตี้ลิสต์ จะขัดในมาตรา 103 ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดว่า การเลือกตั้งต้องเป็น ‘วันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร’ หรือไม่
ทั้งหมดจึงอยู่ที่ 9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่าจะ‘วินิจฉัย’ เช่นไร ท่ามกลาง‘ข้อสังเกต’ ว่า ในจำนวนทั้ง 9 คนที่ทำหน้าที่อยู่นั้น มี 2 คนมาจากความเห็นชอบของสว.ชุดปัจจุบัน
การเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งใช้เวลา 44 วัน กว่าจะ‘รับรอง’ จนเปิดสภา การเลือกตั้งปี 2566 ใช้เวลาใกล้เคียงกันคือ 36 วัน ขณะที่การเลือกตั้งปี 2569 ใช้เวลา 17 วัน ก็‘รับรอง’ แทบจะทั้งหมดท่ามกลางคำถามว่า ผ่านมา 7 เดือน กกต.ที่รับเรื่องร้องเรียนการ ‘ทุจริต’ การเลือกตั้ง ยังไม่แจก ‘ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง’ ซักใบ
แก้ปัญหา ‘บัตรผี’ คนละเรื่องกับ ‘ซื้อเสียง’ นะจะบอกให้




