เรื่องมันมีอยู่ว่า นาฬิกายืมเพื่อนของบิ๊กป้อม กลายเป็นระเบิดเวลาที่ถล่ม ป.ป.ช.จากกรณีศาลตัดสินจำคุก 2 อดีต ป.ป.ช. ฐานปกปิดเอกสารการครอบครองนาฬิกาหรูทั้ง ๆ ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้เปิดเผย <> การดำเนินการคดีฮั้ว สว.ของกกต.เหมือนจะมีความคืบหน้าบ้าง แต่ก็ยังไม่กรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะสรุปผลและเอาผิดใครได้บ้าง <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
ซ้ำรอยป.ป.ช.‘ติดคุก’ครั้งที่2
‘จับตา’ระวังได้เห็น‘ครั้งที่3’
คดี‘นาฬิกายืมเพื่อน’ของ‘บิ๊กป้อม’ ยังพ่นพิษไม่เลิก ล่าสุดศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 อ่านคำพิพากษา คดีนี้ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) เป็นโจทก์ ‘ยื่นฟ้อง’ 2 อดีตเลขาธิการป.ป.ช.พร้อมพวกรวม 12 คน ฐาน‘ปกปิดเอกสาร’การครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกฯหลังศาลปกครองสูงสุดสั่งให้มีการ‘เปิดเผย’
คำพิพากษาสรุปว่า ให้จำเลยที่ 3 กับ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบ มาตรา 83 จำคุก ‘คนละ 3 ปี’ จำเลยที่ 3 ชื่อ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธานป.ป.ช.ส่วนจำเลยที่ 7 นางสาว สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการป.ป.ช. ‘ทั้งคู่’ ได้รับการประกันตัวเตรียมสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป นี่ถ้า‘วีระ’ ไม่ทยอย ‘ถอนฟ้อง’ มีหวังได้ ‘ติดคุก’ กันทั้งหมดแน่

สำหรับ ‘สุภา’ ยังมีอีก 1 คดีคือคดี ‘ไม่อุทธรณ์’ การเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป ของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
หากย้อนรอยถอยกลับ ตามหน้าประวัติศาสตร์การเมือง การ‘ติดคุก’ ของป.ป.ช.ครั้งที่ถือเป็น‘ครั้งที่2’ เพราะ ‘ครั้งที่ 1’คือกรณีการ ‘ขึ้นเงินเดือนตัวเอง’ สมัยที่มีพล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ เป็นประธานป.ป.ช. ครั้งนั้น‘ทั้งหมด’ ถูกพิพากษา ‘จำคุก 2 ปี’ แต่รอลงอาญา ส่งผลให้ทั้งคณะ 9คนต้องพ้นจากตำแหน่ง
มีคำถามว่าแล้วจะมี ‘ครั้งที่ 3’ หรือไม่ คำตอบคือ ‘ต้องตามดู’ เพราะสัปดาห์หน้า ฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องให้ศาล ตั้งคณะไต่สวนอิสระ ป.ป.ช.จากกรณี ‘ยกคำร้อง’ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ท่ามกลางความ‘กังขา’ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำ‘วินิจฉัย’ ว่าคดีศักดิ์สยามเข้าข่าย‘นอมินี’จนต้อง‘พ้น’ จากตำแหน่งรัฐมนตรีไปในที่สุด
จนป่านนี้เชื่อหรือไม่ ยัง‘ไม่มีใครเห็น’เหตุผล และมติที่ป.ป.ช. ‘ยกคำร้อง’ ดังกล่าว
ดังนั้น คดี‘ศักดิ์สยาม’จึงน่า ‘จับตา’ ว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเป็น‘ครั้งที่ 3’หรือไม่
<<<<<>>>>>
ไกลกว่าแก้ไขรธน.คือ‘ล้มรัฐบาล’
‘ส้ม’โยน‘ระบอบน้ำเงิน’บู๊‘อนุทิน’
วันก่อนได้ยิน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสดงความเห็นให้สังคมจับตาคดี‘ฮั้วสว.’เพราะการได้มาซึ่งสว.ชุดที่ทำหน้าที่อยู่ในขณะปัจจุบันนี้ คือ‘ต้นทาง’ของการได้มาซึ่ง ‘องค์กรอิสระ’ ที่กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนักจากสังคมโดยเฉพาะ ป.ป.ช.และกกต.
ว่ากันว่า ‘คดีฮั้วสว.’นี่แหละที่จะเป็น ‘จุดหักเห’ ทางการเมืองที่สำคัญ ล่าสุดได้ยินแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. ออกมาระบุว่า ในต้นเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ กกต.ทััง 7 คนจะได้พิจารณา สำนวน‘คดีฮั้วสว.’ ที่มีกว่า 90,000 หน้า ส่วนจะใช้เวลานานเท่าไหร่ และผลจะออกมาอย่างไรนั้น‘พี่แหวง’ระบุว่า ไม่สามารถระบุได้
พูดถึง แสวง บุญมี ก็ถือเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ถูก‘ครหา’ ว่าเป็น‘เมด อิน บุรีรัมย์’ เพราะอดีตเคยอยู่ ‘หน้าห้อง’ ชัย ชิดชอบ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ‘บิดา’ ของเนวิน ชิดชอบ‘ครูใหญ่’ แห่งค่ายการเมืองสีน้ำเงิน
การที่ ‘เดอะ เท้ง’ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาพูดเรื่อง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ น่าจะ ‘จงใจ’ และสอดคล้องกับ ‘ไอ ลอว์’ ที่ออกมาเผยแพร่‘ข้อมูล’ ของบุคคลที่เข้าไปทำหน้าที่ในองค์กรอิสระที่สว.ชุดปัจจุบัน ‘เลือก’ เข้าไปทำหน้าโดยมีการ‘ตั้งข้อสังเกต’ ว่าล้วนเป็นเครือข่ายของ‘สีน้ำเงิน’
ขณะที่‘ข้อมูล’อีกส่วนของ ‘ไอลอว์’ นั้นทำออกมาแบบ‘รวมฮิต’ว่าด้วยความแปลก ความบังเอิญ ของสว.ชุดปัจจุบันที่ไปเกี่ยวพันกับ‘การเมือง’ ซีก ‘สีน้ำเงิน’ แม้จะ‘ไม่ใหม่’ แต่ถือว่ามา ‘ถูกเวลา’แบบ ‘มาตามนัด’ ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว
สว.ชุดปัจจุบันกำลังจะทำหน้าครบ 2 ปีในเดือนกรกฎาคม ท่ามกลางวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี และจะมี ‘ส่วนสำคัญ’ ในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม่แตะหมวด 1 , หมวด 2 ที่กำลัง ‘เดินตาม’ ผลการทำประชามติ 21 ล้านเสียง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
มีการ ‘คาดการณ์’ ว่า ข้อสรุปของกกต.น่าจะออกได้ ‘3ทาง’
ทางที่หนึ่งคือ ‘ยกฟ้องทั้งหมด’
ทางที่สองคือ ‘ฟ้องบางส่วน’
ทางที่สามคือ ‘ฟ้องทั้งหมด’
ซึ่ง ‘ทั้งหมด’ นั้นจะมี ‘ผู้ถูกกล่าวหา’ ทั้งสิ้น 299 คน ในจำนวนนี้เป็น สว.138 คน ส่วนอีก 91 คนเป็น ‘เครือข่ายการเมือง’ ของพรรคภูมิใจไทย
แต่หากมองในแง่‘กระบวนการ’ หาก ‘การฟ้อง’เกิดขึ้น และนำไปสู่ศาลฎีกาก็น่าจะ ‘ยุ่งแล้ว’ เพราะผู้ที่ถูกกล่าวหา ‘อาจจะ’ ต้องหยุดปฎิบัติหน้าที่ และหากไปไกลถึง ‘ผล’ ที่จะออกมา หาก ‘เป็นคุณ’ก็รอดไป แต่หาก ‘เป็นโทษ’ จะลามไกลไปจนถึงขั้นมีการ ‘ร้อง’ ให้ยุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกันเลยทีเดียว
คดี ‘ฮั้วสว.’ จึงเป็นอะไรที่ ‘อีนุงตุงนัง’ไม่ว่าจะออก ‘หัว’ หรือ ‘ก้อย’ ก็ตาม




