



















สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, นิติธร ล้ำเหลือ และ พิชิต ไชยมงคล นำมวลชนเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบและดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับคดี “ฮั้ว สว.” และขอให้ทบทวนกระบวนการพิจารณาคดีดังกล่าว
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลัง กกต. มีมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2569 ในสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. โดยมีบางประเด็นที่ลงมติ 5 ต่อ 2 และมีข้อกล่าวหาบางส่วนที่ กกต. มีมติไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาดำเนินการต่อ
ตั้งคำถาม “มติ กกต.” ชี้หลักฐานเสียงข้างน้อยมีน้ำหนัก
สนธิ กล่าวว่า การเดินทางมายื่นหนังสือในวันนี้เป็นการแสดงเจตนารมณ์ว่า กลุ่มของตนไม่เห็นด้วยกับมติของ กกต. ในคดีฮั้ว สว. เนื่องจากเห็นว่ามติของ กกต. 5 คน กับความเห็นของ กกต. เสียงข้างน้อยอีก 2 คน ยังมีความขัดแย้งกัน โดยส่วนตัวมองว่าทั้งหลักฐานและวิธีการนำเสนอของ กกต. เสียงข้างน้อยมีน้ำหนักมากกว่า
สนธิยังตั้งข้อสังเกตถึงการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. โดยระบุว่า ประธาน กกต. ไม่ยอมพิจารณาใช้มาตรา 62 ซึ่งตามความเห็นของเขา หากมีสิ่งที่ควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด ก็ควรส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา พร้อมตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของ กกต. 4 คน จาก 5 คนที่ลงมติ เนื่องจากเห็นว่าเป็นบุคคลที่ได้รับการเลือกมาจาก สว. ชุดที่ถูกกล่าวหาว่ามีการฮั้ว
“ดังนั้น กกต. ทั้ง 4 คน จึงไม่มีความน่าเชื่อถือ”
สนธิชี้ให้เห็นว่า “หาก กกต. ชี้มูลได้อย่างถูกต้อง มติจะต้องเป็น 7:0” พร้อมระบุว่า การที่มาเรียกร้องในวันนี้เพื่อต้องการเผยแพร่ให้ประชาชนได้รู้ข้อเท็จจริงว่าถ้าองค์กรอิสระไม่มีความยุติธรรม ไม่มีศีลธรรม ไม่มีความกล้าหาญในการตัดสินใจ หมายความว่า “กกต. ถูกครอบงำโดยสิ้นเชิง”
ห่วงยุบสภาแล้ววงจรเดิมกลับมา
สนธิกล่าวอีกว่า หากมีการยุบสภาในวันพรุ่งนี้ “พรรคสีน้ำเงิน” อาจมีอำนาจทางการเมืองมากกว่าพรรคอื่น โดยให้เหตุผลว่า สามารถอนุมานได้ว่าเงินที่เกี่ยวข้องกับคดีอยู่ในพรรคการเมืองสีน้ำเงิน และ กกต. อยู่ฝ่ายเดียวกัน ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาของสนธิที่พาดพิงถึงความเชื่อมโยงทางการเมือง
สนธิระบุว่า หากยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ แต่ยังมี สว. ชุดเดิมอยู่ วงจรทางการเมืองก็อาจกลับมาเหมือนเดิม พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากการเมืองเดินไปในลักษณะดังกล่าว พรรคภูมิใจไทยอาจมีอิทธิพลต่อองค์กรอิสระ และอาจส่งผลต่อกระบวนการตรวจสอบในขั้นตอนต่าง ๆ
“ถ้าประชาชนไม่พอใจรัฐธรรมนูญก็จะบังคับให้ไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน และถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินต้องผ่าน สว. ในการคัดเลือก ก็จะทำให้การยื่นเรื่องที่ศาลฎีกาถูกตีตกไป”
พาดพิง ป.ป.ช. หวั่นคดีถูก “ฟอกขาว”
สนธิยังกล่าวถึงแนวทางการส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยระบุว่า หากเรื่องถูกส่งไปที่ ป.ป.ช. ก็อาจทำให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถ “ฟอกขาว” ได้ทั้งหมด พร้อมย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ลักษณะการเมืองที่ถูกต้อง และประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรมตามความเห็นของเขา
“ภาคประชาชนจึงต้องออกมาต่อสู้เพื่อเอาหลักนิติรัฐนิติธรรมกลับมา แล้วให้ กกต., ป.ป.ช. และองค์กรอิสระ ได้ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริตและมีความกล้าหาญ”
โต้ปมสั่งฟ้อง 77 คน ชี้ต้องทบทวนกระบวนการ
ส่วนกรณี กกต. มีมติสั่งฟ้อง 77 คน สนธิกล่าวว่า มติดังกล่าว “ฟังไม่ขึ้น” โดยอ้างว่ามีการบิดเบือนมติของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ก่อนนำไปรวมกับคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 และกล่าวถึงบทบาทของ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า เข้าไปตรวจสอบกระบวนการดังกล่าว
สนธิกล่าวหาว่า ร.ต.อ.ปิยะไม่ได้หยิบข้อมูลจากคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 มาใช้ แต่ใช้ข้อมูลจากคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 เป็นหลัก พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการแต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะเป็นอธิบดี DSI ในเวลาต่อมา โดยมองว่าเป็นการ “ช่วยเหลือกัน” และเป็นการให้รางวัลจากการทำหน้าที่
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างของสนธิ ซึ่งผู้ถูกพาดพิงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงในส่วนของตนได้
ยกผลโพล อ้างประชาชน 70% ไม่เห็นด้วยมติ กกต.
เมื่อถามว่ามติของ กกต. จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมอย่างไร สนธิระบุว่า เชื่อว่าจะเกิดแรงกระเพื่อมอย่างแน่นอน พร้อมอ้างถึงผลสำรวจนิด้าโพลว่า ประชาชน 70% ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ กกต.
สำหรับการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับ “บาร์โค้ด” ในวันที่ 28 ก.ย. สนธิกล่าวว่า ไม่กล้าคาดเดาผล และไม่กล้าไว้วางใจ พร้อมระบุว่า หากมีการยุบสภาในช่วงนี้ก็ไม่ได้รู้สึกกังวล เพราะมองว่าเป็นการกลับเข้าสู่วงจรเดิมในลักษณะอำนาจนิยม
เตรียมลงหาดใหญ่ เดินหน้าปลุกพลังประชาชน
เมื่อถามว่าจะมีการยกระดับการชุมนุมหรือไม่ สนธิกล่าวว่า ในวันที่ 26 ก.ย. จะเดินทางไป อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อให้ความรู้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมตั้งคำถามถึงเงิน 500-1,000 บาทที่ประชาชนเคยได้รับในช่วงการเลือกตั้ง และตั้งคำถามกลับว่า สิ่งที่ประเทศไทยได้รับหลังการเลือกตั้งคืออะไร
สนธิระบุว่าจะไปอธิบายกับประชาชนถึงหลักนิติรัฐ นิติธรรม และตั้งคำถามว่าประเทศไทยในปัจจุบันมีการปกครองภายใต้หลักดังกล่าวหรือไม่
ทั้งนี้ สนธิยืนยันว่า การเคลื่อนไหวไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อล้มรัฐบาล แต่ต้องการปลุกพลังประชาชนให้ออกมาแสดงพลัง เพื่อให้นักการเมืองทั่วประเทศเห็นว่าประชาชนจะไม่ยอมรับนักการเมืองที่ถูกมองว่าบ่อนทำลายประเทศชาติ























