โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงกรณีถูกฝ่ายค้านวิจารณ์ว่าทำหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้รัฐบาล โดยยืนยันว่าเป็นข้อกล่าวหาที่แทบไม่มีข้อเท็จจริง และเป็นเพียงวาทกรรมเพื่อดิสเครดิตการทำงานของตน พร้อมตั้งคำถามว่าจำเป็นต้องใช้ถ้อยคำรุนแรงทางการเมืองถึงขั้นกล่าวหาว่าเป็น “ขี้ข้ารัฐบาล” และทำให้สภาฯ ตกต่ำหรือไม่
โสภณกล่าวว่า สิ่งที่น่าผิดหวังคือ ก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านเคยขอบคุณและชื่นชมที่ตนใช้บารมีประธานสภาช่วยประสานเรื่องกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวช่วยรักษาศักดิ์ศรีของสภา และเป็นฝ่ายเสนอให้เลื่อนการอภิปรายไปช่วงต้นเดือนธันวาคม แต่กลับเปลี่ยนมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าตนยื้อเวลาและรับใช้ฝ่ายบริหาร
จึงเห็นว่าเป็นเรื่องน่าเสียใจที่การพูดคุยตกลงกันในระดับผู้ใหญ่กลับถูกนำไปกล่าวอีกแบบ พร้อมยืนยันว่าตนหวังดีต่อสภาและต้องการรักษาภาพลักษณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติในสายตาประชาชน จึงอยากให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันมากกว่าการใช้ถ้อยคำเพื่อความสะใจ
แจงออกระเบียบ กมธ. แก้ปัญหาซ้ำซ้อน ย้ำยึดข้อบังคับ
ส่วนกรณีการออกระเบียบเกี่ยวกับการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นการปิดปากและปิดกั้นการตรวจสอบของฝ่ายค้านนั้น โสภณชี้แจงว่า จุดเริ่มต้นมาจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทำงานของ กมธ. ที่มีความซ้ำซ้อนและสร้างภาระให้ข้าราชการ เนื่องจากปัจจุบันมี กมธ. ทั้งหมด 35 คณะ รวมถึงมีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการอีกเป็นจำนวนมาก
ปัญหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ตนเห็นมาตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และต้องการปรับปรุงให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังมีข้อร้องเรียนว่าประธาน กมธ. บางคณะใช้อำนาจไม่เป็นไปตามข้อบังคับ จึงเรียกประชุมหารือเพื่อหาทางแก้ไข
โดยเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรปฏิบัติตามข้อบังคับ ซึ่งกำหนดให้การนำเรื่องใดเข้าสู่การพิจารณาต้องสอบถามในที่ประชุมก่อนว่าจะเชิญบุคคลใด หรือจะนำประเด็นใดเข้าสู่การพิจารณา ตนจึงสรุปให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามข้อบังคับ และให้ฝ่ายกฎหมายของสภาร่างระเบียบเสนอ ก่อนเห็นชอบตามข้อเสนอของเลขาธิการสภา
โสภณยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายปิดกั้นฝ่ายค้าน เพราะฝ่ายค้านไม่ได้เป็นประธาน กมธ. ทุกคณะ พร้อมระบุว่าประชาธิปไตยไม่ได้ขึ้นอยู่กับมติเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับการหารือด้วย
ท้าร้อง ป.ป.ช. หากทำผิด ย้ำทุกฝ่ายต้องอยู่ใต้กฎหมาย
โสภณ กล่าวว่า หากเห็นว่าตนกระทำผิดก็สามารถร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. หรือเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบด้านจริยธรรมได้ โดยหากเป็นความผิดจริยธรรมไม่ร้ายแรงก็เข้าสู่กระบวนการในสภา แต่หากเป็นความผิดร้ายแรงก็เข้าสู่กระบวนการของ ป.ป.ช. ตามขั้นตอน
พร้อมย้ำว่า ประเทศปกครองด้วยระบบนิติรัฐ ทุกฝ่ายต้องใช้ระเบียบและกฎหมายเป็นกรอบในการปฏิบัติงาน ในฐานะประธานสภา เมื่อพบว่ามีผู้ไม่เคารพกติกาก็จำเป็นต้องกำหนดกติกาให้ชัดเจน ส่วนผู้ที่ฝ่าฝืนก็มีช่องทางดำเนินการตามกฎหมาย โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
นอกจากนี้ ยังแสดงความผิดหวังต่อการทำงานของฝ่ายค้านที่ใช้วาทกรรม ใส่ร้ายป้ายสี และกล่าวหาโดยไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าเป็น “ขี้ข้ารัฐบาล” ซึ่งเห็นว่าเป็นถ้อยคำที่รุนแรงเกินไป และเป็นการด้อยค่าการทำงานของตนมาโดยตลอด
โสภณ ยังระบุว่า มีถ้อยคำรุนแรงจากฝ่ายค้านบางคนที่ตนเก็บไว้เป็นความลับ เพราะหากนำมาเปิดเผยอาจสร้างความเสียหายอย่างมาก พร้อมเตือนว่าไม่ควรดูถูกผู้อื่น หรือคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกต้องและดีอยู่ฝ่ายเดียว เพราะการจะเป็นคนดีหรือไม่ต้องพิจารณาจากการกระทำ ไม่ใช่คำพูด
ทั้งนี้ ยืนยันว่าพร้อมให้พิสูจน์การทำงานว่ามีความตั้งใจทำเพื่อบ้านเมืองและประชาชน โดยตลอดระยะเวลาที่ทำงานทางการเมืองและผ่านการบริหารกระทรวงสำคัญมาแล้ว ไม่เคยมีคดีความ
เตือนอย่าใช้เวทีสภาฯ สร้างความเกลียดชัง ลั่นฝ่ายค้านล้ำเส้นหลายครั้ง
เมื่อถามว่าจะฝากอะไรถึงรัฐบาลและฝ่ายค้าน โสภณ กล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องฝาก เพราะทุกฝ่ายต่างมีหน้าที่ของตนเอง ฝ่ายค้านและฝ่ายนิติบัญญัติต้องปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด รวมถึงข้อบังคับของสภา หากปฏิบัตินอกเหนือจากกรอบหน้าที่ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย
พร้อมเตือนว่าไม่ควรนำเวทีสภาฯ มาสร้างความเกลียดชัง หรือบิดเบือนประเด็นจนทำให้การเมืองเต็มไปด้วยคำหยาบคาย การเหยียดหยาม และการเสียดสี ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน
ส่วนกรณีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าอาจมีการยื่นร้องเรียน โสภณกล่าวว่า หากกระทำผิดรัฐธรรมนูญก็สามารถยื่นร้องเรียนได้ทันที ขอให้ดำเนินการตามกระบวนการอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงพูดเพื่อสร้างภาพ พร้อมย้ำว่าฝ่ายค้านล้ำเส้นตนเองมาหลายครั้งแล้ว และถึงเวลาที่จะต้องดำเนินการกันอย่างจริงจังเสียที




