แรงกระเพื่อมทางการเมืองในสภาฯ กำลังขยายวงจากข้อพิพาทเรื่องการใช้อำนาจของประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) บางคณะ สู่การเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำงานของ กมธ. ทั้ง 35 คณะ ภายหลัง ‘โสภณ ซารัมย์’ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานที่วางกรอบอำนาจของ กมธ. ให้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการบรรจุระเบียบวาระ การเชิญบุคคล และการเรียกเอกสาร ซึ่งต้องผ่านมติขององค์คณะ ไม่ใช่อำนาจที่ประธานจะตัดสินใจได้โดยลำพัง
แต่สิ่งที่กลายเป็นประเด็น ไม่ใช่แค่การกำหนดมาตรฐานการทำงานของ กมธ. แต่ผลของแนวทางดังกล่าวที่กำลังถูกฝ่ายค้านตั้งคำถามว่า นี่คือการจัดระเบียบการทำงาน หรือกำลังจัดระเบียบกลไกตรวจสอบรัฐบาลกันแน่?
เปิด 5 แนวทาง ‘โสภณ’ ตีกรอบอำนาจ กมธ.
แนวทางที่ ‘ประธานสภาฯ’ ให้ความเห็นชอบ ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ การนัดประชุม การบรรจุระเบียบวาระ ไปจนถึงการเชิญบุคคลและการเรียกเอกสาร
1.จำกัดขอบเขตอำนาจ ไม่ให้ กมธ. ก้าวก่ายกันเอง
กมธ. แต่ละคณะต้องตีความหน้าที่และอำนาจอย่างเคร่งครัดตามตัวบทและเจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่ขยายขอบเขตจนซ้ำซ้อนกับ กมธ. คณะอื่น หากมีเรื่องเกี่ยวข้องตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไป ให้ประธานสภาฯ และประธาน กมธ. ที่เกี่ยวข้องหารือเพื่อกำหนดว่า คณะใดจะเป็นผู้พิจารณา หากตกลงกันไม่ได้ ประธานสภาฯ เป็นผู้กำหนด
2.นัดประชุมต้องผ่านมติ แต่ยังเปิดช่องประชุมพิเศษ
การประชุมตามปกติต้องกำหนดวันประชุมโดยมติของ กมธ. ตั้งแต่การประชุมนัดแรก ส่วนประธาน กมธ. ยังมีอำนาจเรียกประชุมเป็นกรณีพิเศษได้เมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเรื่องเร่งด่วน แต่ไม่ใช่การนัดประชุมต่อเนื่องแทนตารางประชุมปกติ
3. บรรจุวาระไม่ได้ตามอำเภอใจ
‘ประธาน กมธ.’ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวาระที่ผ่านมติที่ประชุมแล้ว หรือกำหนดเรื่องพิจารณาและเชิญบุคคลมาให้ข้อมูลโดยไม่มีมติของ กมธ. โดยเรื่องที่จะพิจารณาศึกษาหรือเรียกบุคคลเข้าชี้แจงต้องเข้าสู่วาระพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากองค์คณะ
4. เรียกบุคคล-เอกสาร ต้องเป็นมติองค์คณะ
ประเด็นนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของข้อถกเถียง เพราะแนวทางระบุว่า อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 เป็นอำนาจของ กมธ. ในฐานะองค์คณะ ‘ประธาน กมธ.’ ไม่สามารถใช้อำนาจโดยลำพังได้ แม้จะใช้ถ้อยคำว่าเชิญหรือขอความร่วมมือก็ตาม หากต้องการให้เกิดสภาพบังคับทางกฎหมาย ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568
5. เรื่องซ้ำซ้อนต้องให้ประธานสภาฯ เข้ามาจัดการ
หากมี กมธ. มากกว่าหนึ่งคณะพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน ต้องประสานหารือเพื่อกำหนดผู้รับผิดชอบ ลดปัญหาการเรียกหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่มาชี้แจงซ้ำซ้อนหลายคณะในช่วงเวลาเดียวกัน โดยหากไม่สามารถหาข้อยุติได้ ‘ประธานสภาฯ’ จะเป็นผู้กำหนดแนวทาง
5 แนวทางนี้ ไม่ได้แตะแค่เพียงขั้นตอนการทำงานทั่วไป แต่ยังครอบคลุมถึงกลไกการกำหนดวาระ การเปิดประเด็นตรวจสอบ และการใช้อำนาจเรียกบุคคลมาให้ข้อมูล ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานของ กมธ. แน่นอนว่า เรื่องนี้ย่อมต้องกระทบการทำงานสำหรับ ‘ฝ่ายค้าน’
ฝ่ายค้านหวั่น ‘เสียงข้างมาก’ กลายเป็นกุญแจล็อกประตูตรวจสอบ
แม้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะออกมาชี้แจงว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้เป็นการจำกัดอำนาจประธาน กมธ. แต่เป็นเพียงการอธิบายข้อกฎหมายให้ชัดเจน ลดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และสร้างมาตรฐานการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยยืนยันว่าการเรียกบุคคลหรือเอกสารต้องเป็นไปตามมติของ กมธ. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129
แต่มุมมองของฝ่ายค้านกลับต่างออกไป โดย ‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’ ประธานวิปฝ่ายค้าน กังวลว่า การกำหนดให้ทุกขั้นตอนต้องผ่านมติที่ประชุมอย่างเคร่งครัด จะทำให้การทำงานของ กมธ. ขาดความคล่องตัว และเปิดช่องให้ สส.ฝ่ายรัฐบาลซึ่งเป็นเสียงข้างมากใน กมธ. ใช้มติที่ประชุมสกัดกั้นการตรวจสอบรัฐบาลได้ เพราะในทางปฏิบัติ หาก ‘ประธาน กมธ.’ ต้องการตรวจสอบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายรัฐบาล แต่เสียงข้างมากในที่ประชุมไม่เห็นด้วย เรื่องดังกล่าวก็อาจไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ แม้จะอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ กมธ. ก็ตาม
‘พริษฐ์’ จึงเตรียมทำหนังสือทักท้วงอย่างเป็นทางการ พร้อมขอเข้าหารือกับประธานสภาฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยย้ำว่า ต้องการวางบรรทัดฐานให้กลไก กมธ. สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่ารัฐบาลในอนาคตจะมาจากพรรคการเมืองใด
‘รังสิมันต์’ เปิดเอกสาร ซัด! รวบอำนาจตรวจสอบ
ขณะที่ ‘รังสิมันต์ โรม’ ออกมาเปิดเผยเอกสารแนวทางการดำเนินงานของ กมธ. ที่ประธานสภาฯ ให้ความเห็นชอบ ผ่านเฟซบุ๊กวานนี้ (3 พ.ย.) พร้อมวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยมองว่า เป็นความพยายามรวบอำนาจตรวจสอบของฝ่ายค้านผ่านกลไกกรรมาธิการ
‘รังสิมันต์’ ระบุว่า ที่ผ่านมาอำนาจของประธาน กมธ. ในการบรรจุวาระและเชิญบุคคลมาให้ข้อมูลดำเนินการตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด แต่กลับมีความพยายามเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำงานทั้งระบบ โดยเปรียบเปรยว่า เป็นการ ‘เผาบ้านไล่หนู’ เพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านใช้กลไก กมธ.ตรวจสอบฝ่ายรัฐบาลได้อีก
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินการครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบประเด็นที่กระทบต่อผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่มหรือไม่? พร้อมตั้งคำถามถึงผู้มีอำนาจเบื้องหลัง และกล่าวหาว่ามีการใช้ข้าราชการเป็นผู้จัดทำความเห็นเพื่อรับแรงวิพากษ์วิจารณ์แทนฝ่ายการเมือง
จาก ‘สภาเล็ก’ สู่คำถามเรื่อง ‘สภาสีน้ำเงิน’
ในเวลานี้ แนวทางการดำเนินงาน กมธ. ทั้ง 35 คณะ กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงเรื่องสมดุลอำนาจระหว่าง ‘ประธาน กมธ.’ กับ ‘เสียงข้างมาก’ ในองค์คณะ รวมถึงบทบาทของประธานสภาฯ ในการกำกับทิศทางการทำงานของกรรมาธิการ แม้ว่า แนวทางของ ‘โสภณ’ จะมีเหตุผลเรื่องการกำหนดมาตรฐาน ลดการใช้อำนาจที่อาจก่อให้เกิดข้อโต้แย้ง และป้องกันการทำงานซ้ำซ้อน แต่ในฝั่ง ‘ฝ่ายค้าน’ ก็สะท้อนเรื่องความอิสระและประสิทธิภาพในกลไกตรวจสอบฝ่ายบริหาร
ยิ่งเมื่อมองถึงอำนาจทางการเมือง ที่ฝ่ายสีน้ำเงินมีบทบาทสำคัญและกว้างขวางอย่างมาก การขยับ ‘สภาเล็ก’ ครั้งนี้ ย่อมต้องถูกตั้งคำถามว่า ภายใต้การนำของ ‘โสภณ ซารัมย์’ กำลังเดินหน้าไปสู่การจัดระเบียบกลไกตรวจสอบจริงๆ หรือกำลังเปลี่ยนโฉมสภาผู้แทนราษฎรให้กลายเป็น ‘สภาสีน้ำเงิน’ มากขึ้น?




