แยกกระทรวง 'ท่องเที่ยว-กีฬา' สร้างฐานอำนาจใหม่ 'ท้องถิ่น' ขยายเครือข่าย 'น้ำเงินพลัส'

16 ก.ค. 2569 - 10:33

  • รื้อกระทรวง หรือ สร้างฐานอำนาจ ? ผ่าแผนแยก 2 กระทรวง 'กีฬา-ท่องเที่ยว' ปั้นเครือข่าย 'น้ำเงินพลัส' สร้าง 'ท้องถิ่นนิยม' แบบใหม่ ทดแทนกลไกเก่า อสม. - ผู้นำชุมชน รูปแบบใหม่ใช้ 'สโมสรกีฬา-นโยบายท่องเที่ยว' เข้าถึงคนทุกวัย-ทุมกล่ม พร้อมกลยุทธ์ดึง 'งบรัฐ' สร้างคะแนนนิยมให้ 'ตระกูลการเมือง'

แยกกระทรวง 'ท่องเที่ยว-กีฬา' สร้างฐานอำนาจใหม่ 'ท้องถิ่น' ขยายเครือข่าย 'น้ำเงินพลัส'

ภูมิทัศน์การเมืองไทย ณ ปัจจุบัน การเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองซีกรัฐบาล มักถูกจับตามองว่าสัมพันธ์กับการ วางรากฐานอำนาจในระยะยาว โดยเฉพาะ ข้อเสนอเชิงนโยบายและการปรับโครงสร้าง กระทรวง ทบวง กรม 

ล่าสุดแนวคิด การแยกและควบรวมกระทรวง ที่จะทำให้เกิด กระทรวงการกีฬา และ กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ได้นำมาสู่คำถามสำคัญว่า นี่คือการเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารราชการแผ่นดิน หรือเป็นเพียง ยุทธศาสตร์ทางการเมือง

SPACEBAR พูดคุยกับ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกถึงโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างกลไกรัฐ ระบบราชการ และเครือข่าย 'บ้านใหญ่'

ขยาย 'โครงสร้างราชการ' แก้ปัญหา 'ประสิทธิภาพ' หรือ 'โควตานักการเมือง'

หากย้อนไปในอดีตบางพรรคการเมืองประสบความสำเร็จในการผูกโยงเครือข่าย เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ฝ่ายปกครอง หรือ กระทรวงมหาดไทย

เมื่อพิจารณาบริบทปัจจุบัน ที่มีแนวคิดแยกหรือปรับโครงสร้างกระทรวงที่ดูแลด้าน กีฬาการท่องเที่ยว และ วัฒนธรรม สิ่งนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างฐานมวลชนบนรากฐานเดิมด้วยหรือไม่ ?

รศ.ดร.ยุทธพร อธิบายว่า ระบบราชการไทย มีลักษณะเด่นประการหนึ่ง คือ ความพยายามขยายฐานอำนาจของตนเองออกไป ซึ่งปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดคือการจัดตั้งหน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรม ใหม่ๆ 

หากตั้งคำถามว่าการเพิ่มหน่วยงานเหล่านี้จะสามารถแก้ปัญหาเชิงการบริหาร หรือขจัดความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการได้หรือไม่ ? เห็นว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก 

เนื่องจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า กระบวนการดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้ปัญหาหมดไป ในทางกลับกัน เมื่อโครงสร้างเหล่านี้ถูกผสานเข้ากับผลประโยชน์ทางการเมือง ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า การจัดตั้งกระทรวงใหม่มักมีเรื่องขอ งผลประโยชน์ต่างตอบแทนทางการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้อง

ในความเป็นจริง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ กระทรวงวัฒนธรรม ควรจะควบรวมเป็นกระทรวงเดียวกัน ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องแยกจากกัน ล่าสุดตามร่างกฎหมายที่รัฐมนตรีเตรียมเสนอ พบว่าในส่วนของงานด้านกีฬามี โครงสร้างเพียงกรมพลศึกษา และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ คือ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เท่านั้น 

ซึ่งไม่มีความจำเป็นสมเหตุสมผลในเชิงโครงสร้างที่จะต้องยกฐานะขึ้นเป็นกระทรวงใหม่ แต่กรณีนี้มองว่ามีสัมพันธ์โดยตรงกับ 'เก้าอี้รัฐมนตรี' ที่ฝ่ายการเมืองต้องการรักษาโควตาตำแหน่งบริหารไว้ไม่ให้ลดน้อยลงกว่าเดิม

สิ่งที่เราต้องจับตาดูต่อไป คือ การควบรวมภารกิจระหว่าง กระทรวงวัฒนธรรม และ กระทรวงการท่องเที่ยว ในอนาคต จะสามารถแก้ปัญหาได้จริง หรือสุดท้ายจะเป็นเพียงการขยายตัวของระบบราชการ ที่ไม่ตอบโจทย์การพัฒนา และกลายเป็นการ สร้างฐานอำนาจให้แก่ฝ่ายการเมือง 

ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องพิสูจน์ว่า กระบวนการปรับปรุงโครงสร้างนี้ทำเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ หรือทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและระบบราชการเท่านั้น

จาก ‘อสม.’ ถึง ‘สโมสรกีฬาท้องถิ่น’ 

เมื่อพิจารณากลไกของ โครงสร้างกีฬาของไทย จะพบเครือข่ายเชื่อมโยงตั้งแต่สมาคมกีฬา ชมรมกีฬา ไปจนถึงสโมสรระดับท้องถิ่น สิ่งนี้ถือเป็นโมเดลเดียวกับ 'อสม.ย่อยๆ' ในการจัดตั้งและกระจายตัวเข้าสู่พื้นที่ เพื่อผสานเข้ากับ ระบบอุปถัมภ์-เครือข่ายบ้านใหญ่ หรือไม่ ?

รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า โดยปกติแล้ว 'กีฬากับการเมือง' มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกันมาตลอด ในระยะหลังเราจะเห็นได้ชัดเจนว่า การบริหารสโมสรฟุตบอล หรือ สโมสรกีฬาระดับท้องถิ่น ได้กลายเป็น เครื่องมือสำคัญของนักการเมือง 

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ต่างเติบโตและสร้างฐานทางการเมืองจากการใช้สมาคมหรือสโมสรกีฬาท้องถิ่นเป็นฐานในการสร้างคะแนนนิยม ดึงดูดกลุ่มผู้สนับสนุนและแฟนคลับในพื้นที่ก่อนจะก้าวเข้าสู่การเมืองระดับชาติ

แม้ในเวลาต่อมาบุคคลเหล่านี้จะลาออกจากตำแหน่งในสโมสรแล้วก็ตาม แต่ในท้ายที่สุด โครงสร้างดังกล่าวก็ยังคงเป็นเครือข่ายของ 'ตระกูลการเมือง' ในพื้นที่ 

ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการรักษาฐานเสียง-ความนิยม รวมถึงการได้รับการอุดหนุนงบประมาณจากภาครัฐ และ ผู้สนับสนุนภาคเอกชน ทรัพยากรเหล่านี้จะถูกส่งต่อลงไปยัง เครือข่ายตระกูลการเมืองท้องถิ่น เพื่อแปรสภาพเป็นทุนทางการเมืองในระดับพื้นที่ต่อไป"

เมื่อชวน รศ.ดร.ยุทธพร พูดคุยต่อว่า ถือเป็นการวางกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงกลุ่ม 'คนรุ่นใหม่' ที่เล่นกีฬาในท้องถิ่น ผ่านการสร้างฐานแฟนคลับและดึงดูดให้เป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองด้วยหรือไม่ ?

รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า มีส่วนอย่างแน่นอน และปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่เป็นโมเดลที่ถูกใช้มาโดยตลอดในอดีต นั่นคือการสร้างทีมกีฬาในรูปแบบต่างๆ 

โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอลซึ่งได้รับความนิยมและมีผู้ติดตามสูงสุดหรือกีฬารูปแบบอื่นๆ เพื่อใช้เป็น ฐานคะแนนนิยมทางการเมือง โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนในพื้นที่เพื่อสร้าง ฐานแฟนคลับ และถักทอสายสัมพันธ์ เชื่อมโยงไปสู่เครือข่ายตระกูลการเมือง ต่างๆ

‘กีฬา-ท่องเที่ยว’ พื้นที่ร่วมไร้เส้นแบ่ง Generation 

หากมีการแยก กระทรวงกีฬา กับ กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ในอนาคต จะกลายเป็นพื้นที่ที่สามารถดึงดูดผู้คนในแต่ละเจเนอเรชันมารวมกัน แล้วถูกผูกโยงเข้ากับ อัตลักษณ์เครือข่ายบ้านใหญ่ จะกลายเป็น 'บุรีรัมย์โมเดล' แพร่กระจายทั่วประเทศ ได้หรือไม่ ?

รศ.ดร.ยุทธพร วิเคราะห์ว่า มีแนวโน้มสูงมาก เพราะเดิมทีนักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ต่างใช้สมาคมหรือสโมสรกีฬาท้องถิ่นในการสร้างรากฐานของตนเองอยู่แล้ว และต้องไม่ลืมว่า 'กีฬา' เป็นกิจกรรมที่ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเจเนอเรชัน หรือช่วงวัย 

ซึ่งแตกต่างจากมิติอื่นๆ ที่อาจมีข้อจำกัดเฉพาะกลุ่ม เช่น สมาคมแม่บ้านหรือชมรมสตรี ที่จำกัดเฉพาะกลุ่มสตรีที่มีวัยวุฒิระดับหนึ่ง 

แต่กีฬาเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย ดังนั้นกีฬาจึงสามารถเข้าถึงมวลชนได้ลึกซึ้ง และ กว้างขวางกว่าการสร้างฐานเสียงในรูปแบบอื่น จนแปรเปลี่ยนเป็น ความภักดีทางการเมือง ได้ในที่สุด

ในส่วนของ 'การท่องเที่ยว' ก็เช่นเดียวกัน มิตินี้สามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะ 'ท้องถิ่นนิยม' (Localism) เนื่องจากนโยบายการท่องเที่ยวของไทยมักชูอัตลักษณ์และจุดเด่นของแต่ละจังหวัด เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตน 

ซึ่ง ภาวะท้องถิ่นนิยม นี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ลัทธิชาตินิยม ที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้

นอกจากนี้ การท่องเที่ยวในประเทศไทยยังถูกผูกติดอยู่กับ ระบบราชการ อย่างแนบแน่น เช่น กลไกของกระทรวงมหาดไทยที่เน้นการส่งเสริมสินค้าชุมชนหรือของดีประจำจังหวัด 

ซึ่งเป็นการนำงบประมาณและระบบราชการเข้าไปหนุนเสริมในภาคการท่องเที่ยว แล้วแปรสภาพพื้นที่ดังกล่าวให้เป็น ฐานทางการเมือง เช่นเดียวกับมิติด้านกีฬาที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ ผ่านกลไกเชื่อมโยงกับเครือข่ายตระกูลการเมืองในที่สุด

ภาพลวงตา'ท้องถิ่นนิยม' แท้จริงคือ 'ระบบราชการรวมศูนย์'

โมเดลของประเทศไทยดูเหมือนจะเป็นการรวมศูนย์อำนาจ แต่เมื่อรัฐพยายามขับเคลื่อนกระแส 'ท้องถิ่นนิยม' ในลักษณะนี้ จะก่อให้เกิดความย้อนแย้งในตัวเองหรือไม่ ?

รศ.ดร.ยุทธพร ชวนมองว่าต้องเข้าใจว่ากระแส 'ท้องถิ่นนิยม' ไม่ใช่ 'การกระจายอำนาจ' แต่แท้จริงแล้วคือ 'การรวมศูนย์อำนาจ' แม้ภาพภายนอกจะดูเหมือนเป็นการกระจายความเจริญและความโดดเด่นไปยังจังหวัดต่างๆ 

แต่ในความเป็นจริง อัตลักษณ์ท้องถิ่นนิยมในประเทศไทยกลับถูกผูกติดอยู่กับกลไกของระบบราชการและหน่วยงานรัฐส่วนกลาง เช่น การที่หน่วยงานรัฐส่วนกลางลงไปส่งเสริมการจดทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) 

หรือการขับเคลื่อนผ่านกลไกพัฒนาชุมชน สิ่งเหล่านี้ยิ่งสะท้อนถึงการรวมศูนย์อำนาจ เพราะท้ายที่สุดแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ได้เป็นผู้ขับเคลื่อนอย่างแท้จริง แต่เป็นเพียงกรณีศึกษาที่ระบบราชการส่วนกลางหยิบยกขึ้นมาบริหารจัดการเท่านั้น

พ.ร.บ.ท้องถิ่นฯ ฉบับใหม่ กับ การท่องเที่ยวและกีฬา

หากพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นฉบับใหม่ ยกเลิกการจำกัดวาระ - ลดเกณฑ์อายุ ผู้บริหารท้องถิ่น ให้ต่ำกว่า 35 ปี กระบวนการนี้ถูกขับเคลื่อนไปพร้อมยุทธศาสตร์การปรับแยกโครงสร้างกระทรวงด้วยหรือไม่ ?

รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า สามารถวิเคราะห์เช่นนั้นได้ เนื่องจากปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกัน ซึ่งนำมาสู่คำถามสำคัญว่า การยกเลิกการจำกัดวาระและการลดเกณฑ์อายุของผู้บริหารท้องถิ่น เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกลยุทธ์ทางการเมืองใหญ่ที่ขับเคลื่อนควบคู่กันไปหรือไม่

ประเด็นการจำกัดวาระดำรงตำแหน่งของผู้นำท้องถิ่น เป็นข้อถกเถียงที่มี 2 ด้าน

1) เห็นว่าควรจำกัดวาระเพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจและการสร้างอิทธิพลในพื้นที่

2) มองว่าควรปล่อยให้เป็นดุลยพินิจของประชาชนอย่างสมบูรณ์ หากผู้บริหารมีผลงานดี ประชาชนย่อมเลือกให้ทำงานต่อเนื่อง แต่หากไร้ประสิทธิภาพ ประชาชนจะไม่เลือกกลับเข้ามาเอง

อย่างไรก็ดี เราต้องไม่ลืมบริบทการเลือกตั้งท้องถิ่นของไทยว่า สัดส่วนการมีส่วนร่วมและการไปใช้สิทธิของประชาชนอยู่ในระดับใด แม้กระทั่ง การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็น ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษขนาดใหญ่ สถิติผู้มาใช้สิทธิยังอยู่ที่ ประมาณร้อยละ 50 เท่านั้น

ดังนั้น การจะกล่าวว่ากระบวนการนี้สะท้อนอำนาจและการตัดสินใจของประชาชนอย่างสมบูรณ์ตามอุดมคติจึงอาจยังไม่ตรงกับความเป็นจริง 

การเลือกตั้งท้องถิ่นในหลายพื้นที่ยังสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเครือข่ายกลุ่มการเมือง ยิ่งเมื่อมีปัจจัยเรื่องการใช้กีฬาและการท่องเที่ยวเข้ามาเป็นเครื่องมือเสริม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อผลลัพธ์ทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว

เครือข่าย 'น้ำเงินพลัส' ผงาดทั่วประเทศ

ถามว่าในอนาคตเราจะเห็นระบอบเครือข่ายของ 'พรรคสีน้ำเงิน' เข้มแข็งและแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วประเทศ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะยาวใช่หรือไม่

รศ.ดร.ยุทธพร ตอบว่า แน่นอน เมื่อใดก็ตามที่กลุ่มการเมืองก้าวเข้าสู่อำนาจรัฐ ย่อมมีความพยายามที่จะใช้กลไกของรัฐในลักษณะนี้ ในอดีตฝ่ายการเมืองมักพึ่งพากลไกฝ่ายปกครอง เช่น กำนัน และ ผู้ใหญ่บ้าน เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างผลสำเร็จทางการเมือง 

แต่ในยุคปัจจุบัน กลไกดังกล่าวเริ่มลดบทบาทและความเป็นสมัยใหม่ลง ฝ่ายการเมืองจึงจำเป็นต้องแสวงหากลยุทธ์ใหม่ๆ การท่องเที่ยวและการกีฬาจึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ทวีความเข้มข้นขึ้น ผ่านการสร้างคะแนนนิยมและการจัดสรรงบประมาณลงสู่พื้นที่ผ่านกลไกเหล่านี้

รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว

‘Local Dynasty’ กับ กีฬา ปรากฏการณ์ร่วมใน 'อาเซียน'

จากข้อมูลในต่างประเทศ เช่น พรรคอัมโน (UMNO) ในมาเลเซีย รวมถึงใน อินโดนีเซีย อาร์เจนตินา หรือ ตุรกี พรรคการเมืองต่างๆ ก็ใช้สมาคมกีฬาและการวางรากฐานเครือข่ายตั้งแต่ระดับเยาวชนเพื่อสร้างฐานเสียง แสดงว่าโมเดลนี้เป็นยุทธศาสตร์สากลใช่หรือไม่ ?

รศ.ดร.ยุทธพร ชวนมองว่า ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีปรากฏการณ์ร่วมที่เรียกว่า 'Local Dynasty' หรือ ตระกูลการเมืองท้องถิ่น ซึ่งในบริบทไทยมักเรียกว่า 'บ้านใหญ่' แต่ในเชิงรัฐศาสตร์ควรนิยามว่าเป็น 'เครือข่ายการเมืองระดับท้องถิ่น' 

ปรากฏการณ์นี้มีอยู่ทั้งในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และ ไทย ภายใต้โครงสร้างเช่นนี้ ฝ่ายการเมืองมักแสวงหาประโยชน์จากเครือข่ายดังกล่าวเพื่อผลลัพธ์ทางการเมือง

สำหรับเครื่องมือที่จะดึงดูดและรวมศูนย์ผู้คนในอดีตมักใช้ผู้นำตามธรรมชาติ เช่น กำนัน หรือ ผู้ใหญ่บ้าน แต่เมื่อโครงสร้างแบบเดิมเริ่มลดความมีประสิทธิภาพลงในยุคปัจจุบัน พรรคการเมืองจึงหันมาใช้มิติด้าน การท่องเที่ยว และ การกีฬา แทน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่แพร่หลายในหลายประเทศของกลุ่มอาเซียน เช่นเดียวกัน

เมื่อชวน รศ.ดร.ยุทธพร มองว่าในท้ายที่สุดนี้ ทางออกของปัญหาดังกล่าว หรือในมุมของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ควรเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับโมเดลการเมืองในลักษณะนี้อย่างไร ?

รศ.ดร.ยุทธพร ให้ความเห็นว่า แนวทางรับมือในเชิงระบบ คือ การยับยั้งร่างกฎหมายฉบับนี้ในชั้นสภาฯ ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นเรื่องยากเนื่องจากรัฐบาลครองเสียงข้างมาก 

สิ่งที่ฝ่ายค้านสามารถทำได้ดีที่สุด คือ การสะท้อนภาพความจริงและชี้ให้สังคมเห็นถึงความไม่สมเหตุสมผล เช่น การแยกกระทรวงการกีฬาออกมา ทั้งที่มีโครงสร้างภายในเพียงกรมเดียวและหนึ่งหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ

ในแง่ของความคุ้มค่าทางงบประมาณและประสิทธิภาพการบริหารแผ่นดิน ถือว่าไม่มีความจำเป็น และควร จะควบรวมภารกิจทั้ง 3 ด้าน (ท่องเที่ยว กีฬา วัฒนธรรม) เข้าด้วยกันมากกว่า

นี่คือบทบาทสำคัญที่ฝ่ายค้านต้องทำหน้าที่สะท้อนความจริงในเวทีนิติบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็นวาระการพิจารณาร่างกฎหมาย หรือการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 

ซึ่งปัจจุบันเราเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ ที่มีการตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการคงอยู่ของบางหน่วยงานแล้ว การตรวจสอบและสื่อสารข้อเท็จจริงเหล่านี้สู่สาธารณะ จึงเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการคานอำนาจในปัจจุบัน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์