เมื่อ “ความเป็นอิสระของสื่อ” ต้องเดินคู่กับ “เงินสาธารณะ” ปมแก้กฎหมายไทยพีบีเอสจึงถูกจับตา ทั้งเรื่องเสรีภาพ การตรวจสอบ และความคุ้มค่าของทรัพยากรประชาชน ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า การรักษาความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะจะเดินควบคู่กับความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างไร
ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ภายหลัง 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนออกแถลงการณ์ เรื่องข้อเสนอแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส โดยระบุว่า เคารพความเห็นและความห่วงใยขององค์กรวิชาชีพสื่อทั้ง 6 องค์กร และเห็นด้วยว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยปราศจากการแทรกแซง
ศุภชัยระบุว่า สิ่งที่ต้องแยกออกจากกันให้ชัด คือ “ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อ” กับ “รูปแบบการจัดหาและบริหารเงินสาธารณะ” ซึ่งไม่ใช่เรื่องเดียวกัน พร้อมชี้ว่า ความเป็นอิสระของสื่อกับระบบการจัดสรรงบประมาณควรถูกพิจารณาแยกออกจากกัน
ชี้รัฐบาลไม่กลัวการตรวจสอบ ย้ำอิสระไม่ใช่สิทธิผูกขาด
ศุภชัยระบุว่า รัฐบาลไม่เคยกลัวการตรวจสอบ โดยปัจจุบันสื่อทั้งของรัฐ เอกชน และสื่อออนไลน์ ต่างตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตั้งแต่เช้าจรดค่ำ และไทยพีบีเอสไม่ใช่สื่อเพียงแห่งเดียวที่สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้
“ความเป็นอิสระ” จึงไม่ใช่สิ่งที่สื่อสำนักใดสำนักหนึ่งจะผูกขาดไว้ได้ เพราะเป็นหลักพื้นฐานของวิชาชีพสื่อทุกสำนัก
ศุภชัยกล่าวว่า การเสนอปรับเปลี่ยนระบบรายได้ของไทยพีบีเอส จึงไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเรื่องว่า “ถ้าเปลี่ยนระบบเงิน เท่ากับรัฐบาลต้องการควบคุมสื่อ” โดยอัตโนมัติ แต่ประเด็นที่ควรพิจารณาคือ ระบบใดจะรักษาความเป็นอิสระของสื่อไว้ได้ พร้อมกับทำให้การใช้เงินสาธารณะโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับวินัยการเงินการคลังของประเทศ
ยกแถลงการณ์ 6 องค์กร เห็นพ้องตรวจสอบบทบาท-โครงสร้าง-ความคุ้มค่า
ศุภชัยระบุว่า เห็นด้วยกับข้อความในแถลงการณ์ของ 6 องค์กรที่ระบุว่า วินัยการเงินการคลังของรัฐกับความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะสามารถดำเนินควบคู่กันได้ รวมถึงข้อเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสทบทวนทั้งบทบาท พันธกิจ โครงสร้างการบริหาร การจัดสรรทรัพยากร คุณภาพเนื้อหา ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรสาธารณะ
“นี่คือประเด็นที่ควรพูดกันอย่างตรงไปตรงมา”
ศุภชัยระบุว่า หากยืนยันว่าไทยพีบีเอสเป็น “สื่อของประชาชน” ก็ยิ่งต้องยอมรับว่า เงินที่นำมาใช้ดำเนินงานมีที่มาจากระบบสาธารณะ และประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่าถูกใช้ไปอย่างไร มีประสิทธิภาพเพียงใด และกลไกการจัดสรรเงินที่ใช้อยู่เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันหรือไม่
ย้ำตรวจสอบเงินไม่ใช่คุกคามเสรีภาพ หากไม่เปิดทางการเมืองกำหนดข่าว
ศุภชัยระบุว่า การตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่การคุกคามเสรีภาพสื่อ และการแก้ไขกฎหมายก็ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นการแทรกแซงกองบรรณาธิการ หากไม่มีบทบัญญัติหรือกลไกที่ให้อำนาจฝ่ายการเมืองเข้าไปกำหนดเนื้อหาข่าว
พร้อมยกข้อความสำคัญช่วงท้ายแถลงการณ์ของ 6 องค์กรว่า
“การรักษาความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะมิใช่การปกป้ององค์กรใดองค์กรหนึ่งจากการตรวจสอบ”
ชี้อิสระสื่อไม่ใช่อิสระจากการตรวจสอบ ต้องโปร่งใสต่อประชาชน
ศุภชัยระบุว่า หลักการดังกล่าวคือสิ่งที่ควรยึดร่วมกัน โดยสื่อมีสิทธิตรวจสอบรัฐบาล รัฐบาลต้องยอมรับการตรวจสอบ และในขณะเดียวกัน องค์กรสื่อที่ใช้ทรัพยากรสาธารณะก็ต้องยอมรับการตรวจสอบจากประชาชนเช่นเดียวกัน
“เพราะความเป็นอิสระที่แท้จริง มิได้หมายถึงการเป็นอิสระจากการตรวจสอบ แต่หมายถึง การเป็นอิสระจากการแทรกแซง พร้อมกับมีความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน”
ศุภชัยทิ้งท้ายว่า ไม่ควรทำให้เรื่องนี้กลายเป็นการเลือกระหว่าง “เสรีภาพสื่อ” กับ “วินัยการคลัง” เพราะประเทศไทยสามารถและควรมีทั้งสองอย่างพร้อมกัน
“เราต้องการสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ — และในเวลาเดียวกัน เราก็ต้องการระบบการใช้เงินสาธารณะที่โปร่งใส คุ้มค่า และตรวจสอบได้เช่นกัน”




